ตอนที่ 124 เหมันต์อันหนาวเหน็บ
ถ้าจำไม่ผิด ชาติที่แล้วในปีนี้เป็นปีที่มีฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ทั้งยังมีหิมะตกหนักหลายครั้ง บ้านของชาวบ้านในชุมชนหลายหลังถูกหิมะทับถล่ม คอกสัตว์ก็พังเช่นกัน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
เรื่องสำคัญขนาดนี้ เธอเกือบลืมไปเสียสนิท ไม่ได้การ เรื่องนี้ต้องหาวิธีป้องกันไว้ล่วงหน้า
สำหรับชุมชนแล้ว การสูญเสียปศุสัตว์ก็ถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวงเช่นกัน แม้จะไม่มีใครเสียชีวิต ทว่าการสูญเสียสัตว์ที่เลี้ยงไว้ไปสองตัว ก็นับว่าชุมชนสูญเสียทรัพย์สินไปอย่างมหาศาล หานชีเยวี่ยเงียบเสียงลง ย่าเฒ่าหานรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ชีเยวี่ยเป็นเด็กที่สุขุมและรอบคอบมาโดยตลอด ทำไมจู่ๆ ถึงได้เงียบไปแบบนี้เล่า?
“เป็นอะไรไปหรือ? ชีเยวี่ย?” ย่าเฒ่าหานถามด้วยความสงสัย
หานชีเยวี่ยส่ายศีรษะก่อนเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรค่ะคุณย่า หนูไม่เป็นไร แค่จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องค่ะ”
หานชีเยวี่ยพูดด้วยความหมายคลุมเครือ เพราะอย่างไรเสีย ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว แม้ว่าจะเจอฤดูหนาว แต่ก็ยังเป็นเรื่องของอีกหลายเดือนข้างหน้าอยู่ดี
“คุณย่าคะ หนูคิดว่าปีนี้อากาศอาจจะหนาวกว่าปกติ ถ้าคุณย่าพบคุณย่าเถาแล้วก็คนอื่นๆ ก็อย่าลืมเตือนให้พวกเขากักตุนฟืนไว้เยอะๆ นะคะ”
ถึงแม้ย่าเฒ่าหานจะยังสงสัยในสิ่งที่หานชีเยวี่ยพูด แต่ด้วยความไว้ใจที่สั่งสมมานาน ทำให้เธอพยักหน้ารับ
“ย่ารู้แล้ว หลานวางใจเถอะ ย่าจะบอกย่าเถากับคนอื่นๆ ให้”
หานชีเยวี่ยไม่ได้คิดจะนำเรื่องนี้ไปบอกผู้นำชุมชน เพื่อให้ผู้นำชุมชนสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม แต่เธอเลือกที่จะบอกผ่านย่าเฒ่าหาน เพื่อให้ย่าเฒ่าหานไปบอกต่อกับยายเฒ่าคนอื่นๆ ในชุมชน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็อย่าประมาทความสามารถของเหล่ายายเฒ่าในชุมชน บรรดายายเฒ่าย่าเฒ่าเหล่านี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสของบ้าน คำพูดของพวกเธอมักจะมีน้ำหนักมากเสมอ ตราบใดที่สามารถทำให้พวกเธอเชื่อได้ ปัญหาหลายๆ อย่างก็จะได้รับการแก้ไขได้ง่ายดายกว่าที่ผู้นำชุมชนจะจัดการเสียอีก
หลังจากตกลงกันเรื่องนี้กันเรียบร้อยแล้ว หานชีเยวี่ยก็ช่วยย่าเฒ่าหานทำอาหาร
วันนี้ หานชีเยวี่ยไม่มีแผนจะเข้าเมือง แล้วก็ไม่ได้จะไปสหคามด้วย เธอต้องวางแผนเรื่องงานแลกเปลี่ยนให้ดี นี่เป็นโครงการใหญ่ที่เธอรับผิดชอบ หากล้มเหลวในมือของเธอ ต่อไปไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะไม่มีใครเชื่อใจเธออีก
ระหว่างทานอาหารเช้า หานชีเยวี่ยเอ่ยเตือนฉู่เจี้ยนกั๋วว่า “สหายฉู่ ฉันดูสภาพอากาศของสองสามวันนี้แล้วรู้สึกว่าปีนี้อากาศอาจจะหนาวกว่าปีก่อนๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีหิมะตกหนักด้วย ตอนนี้คุณอยู่คนเดียว ต้องเตรียมฟืนไว้ล่วงหน้านะ”
ในฤดูหนาวหากต้องการความอบอุ่น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะอาศัยฟืนเป็นเชื้อเพลิง แม้หานชีเยวี่ยอยากจะหาถ่านหินมาใช้ ทว่าหลายๆ เรื่องก็ไม่ใช่ว่าแค่อยากทำแล้วจะทำได้
ในยุคที่ทุกอย่างต้องใช้คูปอง หานชีเยวี่ยไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่าจะหาคูปองซื้อถ่านหินมาได้ อีกอย่าง ครอบครัวใหญ่แบบนี้ มีถ่านหินมากเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ ห้องเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่มีถ่านหินสองสามพันจินก็คงทนหนาวไม่ไหว ต้องเตรียมฟืนไว้เยอะๆ เช่นกัน
หานจิ่งจงหัวเราะพร้อมเอ่ยว่า “ชีเยวี่ย นี่พึ่งจะฤดูใบไม้ร่วงเอง หลานคิดไปถึงเรื่องหิมะตกในฤดูหนาวแล้วหรือ?”
ย่าเฒ่าหานถลึงจ้องหานจิ่งจง “แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังอุดปากแกไว้ไม่ได้ ชีเยวี่ยบอกให้เตรียมฟืนไว้เยอะหน่อย เราก็แค่เตรียมไว้ก็พอแล้ว มีปัญหาอะไรนักหนาฮึ?”
หานจิ่งจงที่โดนดุได้แต่ลูบจมูกตัวเองแล้วกินข้าวต่อ ช่างเถอะ เรื่องนี้เขาไม่ยุ่งแล้วก็ได้ อย่างไรเสียก็ไม่ใช่หน้าที่เขาที่จะต้องไปหาฟืน ในบ้านมีเด็กๆ เยอะแยะนี่นา
ส่วนฉู่เจี้ยนกั๋วไม่ได้เชื่อในสิ่งที่หานชีเยวี่ยพูดว่าปีนี้อาจจะมีหิมะตกหนัก ทว่าที่หานชีเยวี่ยบอกให้เก็บฟืนไว้เยอะๆ นั้นถูกต้อง ปีก่อนๆ เขาอาศัยอยู่ที่จุดรวมพลยุวชน พอคนเยอะ ความคิดเห็นก็ไม่ตรงกัน แต่แค่พอมีพอใช้ก็พอแล้ว ทว่าปีนี้ไม่เหมือนกัน เขาอยู่ตัวคนเดียว ต้องอบอุ่นกว่านี้ถึงจะคุ้มที่ย้ายออกมา
“เข้าใจแล้วครับ เดิมทีก็คิดอยู่แล้วว่าปีนี้จะเตรียมฟืนไว้เยอะหน่อย การอยู่คนเดียวมีข้อดี แต่ก็มีข้อเสียที่ไม่สะดวกเช่นกัน”
บนใบหน้าของย่าเฒ่าหานประดับไปด้วยรอยยิ้ม “เด็กคนนี้นี่ คิดว่าลำบากที่จะขึ้นเขาคนเดียวใช่ไหม? ไม่เป็นไร เธอไปกับเด็กพวกนี้ในบ้านย่าก็ได้”
จริงๆ แล้วฉู่เจี้ยนกั๋วก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ยิ่งได้ใกล้ชิดกับครอบครัวสกุลหานมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเห็นว่าครอบครัวสกุลหานแท้ที่จริงแล้วเป็นครอบครัวที่น่าไปมาหาสู่ครอบครัวหนึ่ง
พวกเขายังใจดีกับตนที่จู่ๆ ก็โผล่มาขออาศัยข้าวกินด้วย แถมยังเกรงใจเขา บอกว่าเพราะเขาสอนหนังสือให้พวกหลานๆ อีก
“ขอบคุณครับคุณย่า ถ้าอย่างงั้นพรุ่งนี้เช้าเราขึ้นเขาไปเก็บฟืนกันก่อนไปทำงานดีไหมครับ?”
ฉู่เจี้ยนกั๋วพูดเพื่อขอความเห็นจากคนหนุ่มสาวในบ้านสกุลหาน หานเซี่ยงหยางคิดว่าการเตรียมฟืนไว้เยอะๆ ย่อมไม่เสียหาย ถึงปีนี้จะไม่ใช่ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ แต่พอถึงฤดูใบไม้ผลิก็ยังสามารถใช้ทำอาหารได้อยู่ดี
“ได้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าเราก็เริ่มไปขึ้นเขาพร้อมกับชีเยวี่ยกัน”
หา? หานชีเยวี่ยยืนบื้อด้วยความตกใจ เธออยากให้ที่บ้านเตรียมฟืนไว้เยอะๆ ก็จริง แต่ไม่ได้คิดจะขึ้นเขาไปกับพวกเขาสักหน่อยนี่นา ถ้าทุกคนขึ้นเขาไปด้วยกัน เธอจะแอบไปทำธุระได้อย่างไร? แต่พอคิดดูให้ละเอียดอีกที เวลาที่ทุกคนขึ้นเขาได้ก็มีแค่ช่วงเช้าก่อนไปทำงานกับช่วงเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น ตอนนั้นน่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยขึ้นเขาไปเก็บฟืนในตอนเช้า
ช่างเถอะ ไว้ค่อยคิดเมื่อถึงตอนนั้นอีกทีแล้วกัน เดี๋ยวก็คงหาวิธีได้เองนั่นแหละ
“งั้นพรุ่งนี้พวกนายต้องตื่นเช้านะ ฉันไม่รอด้วย” หานชีเยวี่ยพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“พี่หก หนูมีอีกเรื่องอยากจะถามค่ะ พี่รู้ไหมว่าบนภูเขามีต้นเกาลัดกับต้นเจินจืออยู่ตรงไหนบ้าง?”
เมื่อหานลู่หยางได้ยินหานชีเยวี่ยพูดถึงเกาลัดและเจินจือ เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“น้องเล็ก เรื่องนี้ถามได้ถูกคนแล้ว บนภูเขามีต้นเจินจืออยู่แค่สองต้น ต้นเกาลัดมีห้าต้น ทั้งหมดซ่อนอยู่ในหุบเขาเล็กๆ คนทั่วไปหาไม่เจอหรอก”
ตอนนี้หานลู่หยางดูสดใสร่าเริง เปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด หานชีเยวี่ยอดคิดไม่ได้ว่า ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนในบ้านบอกว่าพี่หกเป็นลิงซน ก็เขาดูซนจริงๆ มิใช่หรือ?
“น้องเล็ก เราจะไปขึ้นเขาเมื่อไหร่? พี่คิดว่าอีกไม่นานเกาลัดกับเจินจือก็คงจะสุกแล้ว รออีกสักสองสามวัน ใกล้ๆ วันไหว้พระจันทร์ค่อยไปเก็บไหม?”
หานชีเยวี่ยครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “วันไหว้พระจันทร์น่าจะหยุดงานกัน เมื่อถึงตอนนั้นเราไปขึ้นเขาพร้อมกันเถอะค่ะ”
ปกติพี่ๆ ต้องไปทำงาน ไม่มีเวลามากขนาดนั้นที่จะขึ้นเขา ต้องหาเวลาที่ทุกคนไม่ต้องไปทำงาน พวกเขาคุยกันโดยไม่ได้ปิดบังฉู่เจี้ยนกั๋ว พอฉู่เจี้ยนกั๋วฟังแล้วก็รู้สึกสนใจ ปีก่อนๆ ครอบครัวจะส่งของมาให้เขา แต่ถ้าปีนี้เขาหาเกาลัดกับเจินจือได้แล้วส่งกลับไปให้ที่บ้านก็คงดี
“ลู่หยาง ถ้าพวกนายหาเกาลัดกับเจินจือได้เยอะ ผมขอซื้อบ้างได้ไหม?”
ท้ายที่สุด ฉู่เจี้ยนกั๋วก็ไม่กล้าพูดว่าอยากจะไปด้วย แค่บอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะขอซื้อบ้างเท่านั้นเอง ทว่าปฏิกิริยาของหานลู่หยางกลับแตกต่างจากที่ฉู่เจี้ยนกั๋วคาดไว้อย่างสิ้นเชิง