ตอนที่ 51 : แผนการถูกเปิดโปง
เมื่อรันฟงเทียนได้ยินดังนั้นก็สามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเผยรอยยิ้มอันเย็นเยียบ แล้วกล่าวออกมาอย่างเย็นชาว่า
“อ๋อ!!! ในที่สุดข้าก็เข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า พวกเจ้า… นี่มันช่างมีสันดานที่แสนจะชั่วช้าเลวทราม ละม้ายคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน ผู้หนึ่งริอาจใช้ผงโอสถปลุกกำหนัดกับศิษย์พี่หญิงและพวกน้องสาวของข้า ส่วนอีกผู้หนึ่งก็ช่างอาจหาญยิ่งกว่า ถึงกับกล้าใช้มันในที่โล่งแจ้งท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้ได้ เหอะ!!! เจ้าคงใช้ผงโอสถปลุกกำหนัด ในขณะที่กำลังพุ่งเข้ามา หมายจะแตะสัมผัสพี่สาวเซียงหลีในคราแรก โดยที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น”
เมื่อกูตูเหวินพลันได้ยินในสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวออกมา ใบหน้าของเขาถึงกับกระตุกในทันที นั่นก็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวมาทั้งหมดนั้น ราวกับว่าชายหนุ่มประสบพบเจอด้วยตนเองอย่างชัดเจน
เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง ในคราแรกกูตูเหวินมุ่งเข้าจู่โจม หมายล่วงเกินเนี่ยเซียงหลี เพราะต้องการปล่อยควัน จากผงโอสถปลุกกำหนัดใส่นาง จากนั้นเมื่อพิษของมันเริ่มออกฤทธิ์ นางจะตกอยู่ในภวังค์จินตภาพ และติดกับดักที่กูตูเหวินวางเอาไว้
กูตูเหวินก็จะสามารถพาเนี่ยเซียงหลี กลับไปยังตำหนักของเขาได้อย่างชอบธรรม หากหอการค้าเทียนเซียนล่วงรู้ เรื่องราวจากปากของนางในภายหลัง ว่าเขาได้ทำมิดีมิร้ายกับนาง แล้วจะเป็นเช่นไรกันเล่า เนื่องด้วยเนี่ยเซียงหลีนั้นติดตามเขาด้วยความเต็มใจเสียเอง โดยไม่อาจหาหลักฐานอันใด มามัดตัวเอาผิดแก่กูตูเหวินได้อย่างแน่นอน
ทว่าก่อนแผนการของกูตูเหวินจะประสบความสำเร็จ กลับปรากฏบุคคลที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งจงใจส่งชายหนุ่มผู้นี้ มาทำลายแผนการที่เขาอุตส่าห์ขบคิดขึ้นอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังลงทุนลงแรงไปมากมายเพื่อจัดหาผงโอสถปลุกกำหนัด ที่สุดแสนจะหายากชนิดนี้มาครอบครองได้
กูตูเหวินเริ่มจ้องมองชายหนุ่ม ผู้ที่เพิ่งทำลายแผนการของเขาเสียย่อยยับ ด้วยสายตาที่คมกริบเผยแววตาอาฆาตแค้นทันที พร้อมคำรามด้วยน้ำเสียงดุดันออกมาว่า
“ไอ้สวะม๋อเทียน… เจ้าจงอย่ากล่าววาจาไร้สาระ มาใส่ความให้แก่ข้าผู้นี้ ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ก็อย่าหาว่าข้านั้นไร้เมตตาปราณีกับคนชั้นสวะเยี่ยงเจ้า” กูตูเหวินเกิดบันดาลโทสะอย่างแท้จริงแล้ว เขาไม่สามารถควบคุมสติ และอารมณ์ของเขาได้อีกต่อไป
ในขณะนั้นเองภายในกลุ่มฝูงชนที่รายล้อมอยู่โดยรอบ กลับมีชายผู้หนึ่งปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้ายขึ้นบนใบหน้าของเขา ซึ่งมือข้างหนึ่งไพล่หลังไว้ และในมืออีกข้างหนึ่งถือพัดจีบ โบกสะบัดไปมาอย่างสบายอารมณ์ ภายในใจของเขาคิดว่า พวกเจ้า!!! ผู้โง่เง่าทั้งสอง จงต่อสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง โดยเฉพาะเจ้า… ม๋อเทียน หากว่าสวะอย่างเจ้าถูกสังหารด้วยน้ำมือของกูตูเหวินก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง
ส่วนเจ้า… กูตูเหวินเจ้าคนหลงตัวเอง เจ้าชอบคิดว่าตนเองนั้น มีพลังยุทธที่สูงส่งและอำนาจอิทธิพลล้นเหลือ เพราะถือว่าตนเองคือบุตรชายของท่านเจ้าเมือง ทั้งยังชอบใช้สิ่งเหล่านี้คอยข่มเหงรังแกข้าผู้นี้อยู่ร่ำไป เหอะ!!! ในทวีปแห่งนี้ ใช่ว่ามีพลังยุทธมากกว่า แล้วจะยิ่งใหญ่เสมอไป มันสมองต่างหากเล่าที่สำคัญยิ่งกว่า คนโง่เขลาย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดกว่าเสมอ คนอวดดีโง่เง่าอย่างเจ้าจงถูกข้าผู้นี้จูงจมูกไปจนวันตายเสียเถิด ฮ่าฮ่าฮ่า…
กูตูเหวิน หยิบดาบรูปลักษณ์โค้งงออย่างแปลกประหลาด ออกมาพร้อมกล่าวขึ้นว่า “ม๋อเทียนวันนี้ดาบวงเดือนของข้า จะต้องได้ดื่มเลือดของเจ้า จงตายไปซะ!!!”
เมื่อชายวัยกลางคนผู้นี้กล่าวจบ ก็จ้องมองรันฟงเทียน ด้วยแววตาอันแดงก่ำเปล่งประกายดุดันเกรี้ยวกราด แล้วค่อย ๆ ชูดาบวงเดือนขึ้นเหนือศีรษะ ตัวของดาบวงเดือนเล่มนี้นั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงสีฟ้า พร้อมกับเกิดลมหมุนขึ้นรอบ ๆ ตัวของเขาอย่างช้า ๆ จากนั้นก็พุ่งจูโจมเข้าใส่รันฟงเทียนด้วยความรวดเร็วในทันที
จากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของกูตูเหวิน เขามุ่งเน้นที่จะโจมตีไปยังจุดตันเถียนของรันฟงเทียนอย่างเต็มกำลัง
ขณะที่ชายหนุ่มหยิบกระบี่จิตบริสุทธิ์ออกมา เพื่อเตรียมตัวรับการโจมตีอยู่นั้น ถึงแม้ว่าเขาจะใช้เคล็ดวิชาท่าร่างเหินนภา ทว่าคู่ต่อสู้ของเขานั้นกลับมีระดับพลังยุทธที่แข็งแกร่งกว่าเขาหลายระดับยิ่งนัก และเคล็ดวิชาที่ชายวัยกลางคนใช้ก็เหมือนว่าจะแฝงไปด้วยธาตุแห่งวายุ ด้วยพลังปราณระดับ 5 ขอบเขตก่อเกิดจิตของกูตูเหวิน ทำให้รันฟงเทียนนั้นอาจจะไม่ได้เปรียบในด้านของความรวดเร็วมากนัก
“ย๊ากกกกก!!!”
ทันใดนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้นั้น ก็ได้ตะโกนร้องเสียงดังขึ้น และพุ่งออกมาด้วยความรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวเขาก็มาปรากฎอยู่ตรงเบื้องหน้าของรันฟงเทียน ด้วยความเร็วขนาดนี้ของกูตูเหวิน เกือบแทบพริบตาปลายของดาบวงเดือน พลันปรากฏเข้าใกล้ช่วงท้องของรันฟงเทียนเสียแล้ว
รันฟงเทียนเอี้ยวตัวหลบปลายดาบไปด้านข้างในทันที ทำให้ดาบวงเดือนนั้น วาดผ่านตัวของเขาไปอย่างเฉียดฉิว ทว่าปลายของดาบกลับสามารถตัดชุดสีม่วงขลิบสีทองของชายหนุ่มได้ ทำให้เสื้อผ้าบริเวณช่วงท้องของเขาขาดวิ่นจนเป็นทาง
ในขณะที่ลำตัวของรันฟงเทียนเบี่ยงหลบไปอีกทาง เขาก็ยกขาก้าวออกเพื่อพลิกตัวผ่านกลับไปอีกด้านของกูตูเหวิน พร้อมกับกระทืบฝ่าเท้าลงบนพื้น ออกแรงพุ่งสวนกลับเพื่อจู่โจมไปยังจุดตันเถียนของกูตูเหวินเช่นกัน กระบี่จิตบริสุทธิ์ของชายหนุ่มพลันส่องแสงสีน้ำเงินเปล่งประกาย พุ่งเข้าใส่ช่วงท้องของชายวัยกลางคนราวกับสายฟ้าฟาด
ด้วยความแข็งแกร่งของระดับขั้นพลังยุทธที่ห่างชั้นกันมากนั้น รันฟงเทียนจึงละทิ้งการกระทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่ลังเล พร้อมกับทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดของเขา เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว ทำให้เขาสามารถเพิ่มความเร็วได้จนถึงขีดสุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพียงชั่วพริบตากระบี่จิตบริสุทธิ์ก็ได้กระทบไปยังบริเวณช่วงท้องของกูตูเหวินพร้อมกับปราณกระบี่สีน้ำเงินที่ห่อหุ้มปลายกระบี่เอาไว้ ก่อนที่จะพุ่งทะลวงเข้าไปในร่างกายของชายวัยกลางคน...คนนั้น
เมื่อกูตูเหวินสัมผัสได้ว่าปลายกระบี่ของชายหนุ่มสามารถแทงทะลุเข้ามาในร่างกายของตนเอง ใบหน้าของเขาพลันเหยเก เขาแสดงออกถึงความตื่นตะลึงและตกใจเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามกูตูเหวินก็ยังคงมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ช้านัก
ชายวัยกลางคนเร่งพลังปราณระดับขอบเขตก่อเกิดจิตขั้นกลางออกมา ทำให้มันพลันปะทุขึ้น... ระเบิดออกมาจากภายในร่างกายของเขาในทันที พลังปราณที่ระเบิดออกมานั้น เข้าครอบคลุมบริเวณผิวหนังเบื้องหน้าของกูตูเหวิน กลายสภาพคล้ายเกราะแห่งลมถึงสองชั้น เพื่อป้องกันการจู่โจมของชายหนุ่ม เคล็ดวิชาธาตุวายุที่เขาใช้มันเป็นรูปแบบที่สุดยอดอย่างยิ่ง สามารถเป็นทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันที่หลากหลายได้ ถึงแม้ว่าเกราะพลังปราณที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันนี้ จะมีความเบาบางมากกว่าตอนปกติก็ตาม
แต่ทว่ากระบี่จิตบริสุทธิ์ของรันฟงเทียนนั้น ได้บรรจุไปด้วยเคล็ดวิชาจิตเทพโลกาขั้นที่ 2 ทำให้ความเข้มข้นของปราณกระบี่นั้นมากกว่าเมื่อก่อนหลายขั้นนัก ปลายกระบี่จิตบริสุทธิ์ฟันผ่าเกราะพลังปราณวายุของกูตูเหวินที่เร่งเร้าเข้ามาป้องกันเอาไว้ แยกออกเป็นสองส่วนในฉับพลัน เสมือนมีดร้อน ๆ ที่ตัดผ่านเนย
ถึงกระนั้นพลังปราณจากกระบี่จิตบริสุทธิ์ ก็ได้ถูกลดทอนกำลังลงเมื่อทะลวงผ่านเกราะปราณป้องกันของกูตูเหวินอยู่ดี แต่ทว่าปลายกระบี่จิตบริสุทธิ์นั้นกลับไม่เบี่ยงเบนไปจากทิศทางเดิมเลย ทั้งมันยังคงมุ่งทะลวงเข้าหาชายวัยกลางคนต่อไป
การป้องกันทั้งสองชั้นของชายวัยกลางคนนั้นถูกผ่าออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่กระบี่จิตบริสุทธิ์ใกล้สัมผัสผิวหนังของเขา กูตูเหวินก็รั้งพลังปราณธาตุวายุผลักตัวเองให้ถอยไปด้านหลัง
ชั่วพริบตาชายวัยกลางคนยืนห่างออกไปไม่กี่เมตร ขณะที่มองรันฟงเทียนอย่างดุดัน ใบหน้าของเขาประหลาดใจยิ่งขณะกล่าวออกมาว่า
“หืม!!! เป็นความเร็วที่น่าทึ่งยิ่งนัก เจ้าหนุ่มบ้านนอก”
รันฟงเทียนมองกลับไปที่ชายวัยกลางคนผู้นั้นโดยไม่กล่าววาจาอันใด เขาพลันรู้สึกว่าไม่มีอันใดแปลก แม้ว่าจะใช้พลังถึงขีดสุดแล้ว ทว่าเขานั้นกลับสามารถใช้ความเร็วในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ แต่ถึงกระนั้นการโจมตีของเขาก็ยังคงถูกกูตูเหวินหลบได้อยู่ดี
แสดงว่ากูตูเหวินสามารถใช้เคล็ดวิชาธาตุวายุได้อย่างชำนาญยิ่ง ทำให้พลังธาตุแห่งวายุสามารถสำแดงประสิทธิภาพได้ถึงขีดสุด หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ รันฟงเทียนนั้นไม่มีข้อได้เปรียบทางด้านความรวดเร็วเลยแม้แต่น้อย
หากว่าไม่คำนึงถึงความสามารถในการใช้กระบี่ของชายหนุ่ม ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยเทคนิคที่เหนือชั้นกว่ากูตูเหวินมากนักแล้วล่ะก็ รันฟงเทียนคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะสัมผัสโดนชายเสื้อของกูตูได้เลย
แต่ทว่าดวงตาของรันฟงเทียนกลับทอประกายขึ้นในทันที เนื่องจากความสามารถของกูตูเหวินในตอนนี้นั้น พอที่จะเป็นคู่ซ้อมในแก่ตนได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รันฟงเทียนจึงกำกระบี่จิตบริสุทธิ์แน่นขึ้น พร้อมพุ่งทะยานเข้าไปหากูตูเหวินอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่จิตบริสุทธิ์บังเกิดประกายแสงสีน้ำเงินส่องสว่างห่อหุ้มอยู่ หากผู้คนที่อยู่บนดาวโลกได้เห็น คงจะอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า... เจได
ทางด้านกูตูเหวินเมื่อสัมผัสได้ถึงความอันตราย ที่แผ่ซานออกมาจากรันฟงเทียนในขณะที่พุ่งเข้ามาหาตน ก็พลันปรากฏสีหน้าที่จริงจังขึ้นทันที พร้อมกับบีบอัดพลังปราณธาตุวายุเป็นวงแหวนล้อมรอบตัวของตนเองไว้ เปรียบเสมือนดั่งกำแพงวงแหวนแห่งวายุธาตุ
“นั่นมัน... กำแพงวงแหวนวายุสายลม หนึ่งในกระบวนท่าป้องกันที่ดีที่สุดของเคล็ดวิชาลับภายในตำหนักเจ้าเมืองฝู่หลงแห่งนี้ ข้าเคยเห็นท่านเจ้าเมืองกูตูหยาง ใช้ต้านรับพลังของสัตว์อสูรระดับ 7 (เทียบเท่าผู้ฝึกยุทธขอบเขตปราณนภา) ”
“ใช่แล้ว ในวันนั้นที่คลื่นสัตว์อสูรบุกเข้ามาโจมตีที่เมือง ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นเช่นกัน ตอนที่เหล่าผู้นำสัตว์อสูรระดับ 7 ทั้ง 3 ตัว บุกมาถึงทางเข้าเมืองฝู่หลง ข้าและภรรยาต่างคิดกันว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเสียแล้ว คาดไม่ถึงว่าในขณะนั้นเอง ท่านเจ้าเมืองกูตูหยางจะสามารถใช้ กระบวนท่ากำแพงวงแหวนวายุสายลมได้ ซึ่งปรากฏวงแหวนขนาดใหญ่ซ้อนทับกันกลายเป็นตาข่ายปราการป้องกันกักขังสัตว์อสูรระดับ 7 ทั้งหมด เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ จนกระทั่งกองกำลังสนับสนุนมาถึง ทำให้เมืองฝู่หลงผ่านพ้นวิกฤตอันน่าสะพรึงไปได้ในท้ายที่สุด”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่า คุณชายกูตูเหวินเป็นคนที่สุดยอดมากเลยล่ะสิ ที่สามารถฝึกเคล็ดวิชาระดับสุดยอดได้จนสำเร็จ”
“ยอดเยี่ยมมาก คุณชายกูตูเหวิน จัดการกับผู้ชายคนนั้นเลย”
ผู้คนที่อยู่ ณ ร้านอาหารแห่งนี้ได้รับชมการต่อสู้ที่น่าตื่นตะลึง ต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เพื่อจะเอาใจบุตรชายของเจ้าเมืองฝู่หลง โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าแท้จริงแล้ว กูตูเหวินผู้นี้ได้ทำอะไรไว้กับหญิงสาวผู้โชคร้ายที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้าไปบ้าง
บางคนที่พอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้างก็ไม่ได้พูดจาว่ากล่าวอันใดออกมา เพียงแค่ส่ายศีรษะและรู้สึกละอายอยู่ภายในจิตใจเท่านั้น เพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบที่ไม่อาจคาดคิดตามมาภายหลังจากเหตุการณ์นี้