ตอนที่51 เจนนี่เป็นบ้าอะไรอีกละครับ
สักพักเสียงปืนสู้รบระหว่างสองฝั่งทยอยเงียบเสียงลงณิชากวาดสายตาสำรวจไปรอบบริเวณ เธอพบว่ากลุ่มเสือขาวสามารถสังหารศัตรูได้ทั้งหมด ทำให้รู้สึกชื่นชมพวกเขาในทีที่มีทักษะสู้รบเก่งกาจกว่าที่คาดคิดไว้
“เก่งเสียจริงจำนวนรวมน้อยกว่าแต่มีกลยุทธ์เหนือชั้น จนทำให้สามารถเอาชนะได้นับว่าพวกเขาวางแผนกำจัดศัตรูไว้ดีทีเดียว”
เยียนตันและติงหานวิ่งกลับมาด้วยความเป็นห่วงผู้หญิงในรถทั้งสองคนพลันหยุดชะงักครู่หนึ่งเพราะเหลือบมองเห็นศพศัตรูนอนตายบนพื้นฝั่งเบาะด้านหลังรถพอดีทั้งคู่สบตากันก่อนที่จะวิ่งมาทางฝั่งประตูรถที่ณิชานั่งอยู่โดยชายหนุ่มทั้งสองเหลือบมองเห็นหญิงสาวชูกริชในมือพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ฉันจัดการมันไปแล้วบังเอิญว่าฉันพกกริชมาด้วยพอดีค่ะ”
ณิชาเฉลยให้พวกเขาฟังตามจริงอย่างไม่กังวลเพราะเธอคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังทักษะของตนเองอย่างน้อยหากพวกเขารับรู้บางส่วนแล้วอาจช่วยให้ทีมเสือขาวไม่ต้องเสียเวลาจับผิดตนอีกในอนาคต จึงตัดสินใจเปิดเผยทักษะต่อสู้ออกมา
เยียนตัวขมวดคิ้วพลางเหลือบมองณิชาสลับกับร่างคนร้ายด้วยความแปลกใจเขาพบว่ารอยปาดที่คอคนร้ายเป็นทักษะขั้นสูงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมเนื่องด้วยเป็นตำแหน่งที่ทำให้คนร้ายตายทันที ประการสำคัญคือเป็นการปาดครั้งเดียวที่กะระยะได้แม่นยำ
“ก็ดีครับเยี่ยมไปเลยคุณเหยา ไม่นึกว่าจะสามารถล้มคนยักษ์ได้ ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรใช่ไหม? แล้วน้ามี่ละครับ?”
เยียนตันคิดว่าจะหาโอกาสบอกข้อมูลทักษะต่อสู้ของณิชากับเพื่อนในทีมเสือขาวภายหลังทว่าเขาต้องสอบถามการบาดเจ็บของหญิงร่วมเดินทางทั้งสองคนเพื่อความสบายใจของตนก่อน
“อ้อ! น้ามี่คงช็อกหมดสติไปแล้วน่าจะไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ” ณิชาตอบเยียนตันตามสถานการณ์โดยไม่บอกว่าเป็นฝีมือตน
เยียนตันเดินอ้อมไปเปิดประตูรถอีกฝั่งพร้อมตรวจสอบร่างกายของไป๋มี่ที่นอนหมดสติเหมือนคนนอนหลับทั่วไปเขาไม่พบว่ามีอาการผิดปกติอื่นตามคำบอกของหญิงสาวจึงพยักหน้าเข้าใจ
“โชคดีที่น้ามี่ไม่ได้เป็นอะไรมากพวกเราออกเดินทางกันต่อเถอะครับ” เยียนตันแจ้งณิชาอีกครั้ง
ทั้งนี้เขาได้รับสัญญาณด้วยการสื่อสารผ่านหูฟังซึ่งเขาตอบกลับสถานการณ์ฝั่งตนก่อนที่จะเดินมาดูอาการของไป๋มี่แล้ว ส่วนกวางคุนและคนอื่นๆต่างพากันรายงานสถานการณ์ของรถแต่ละคันให้รับทราบร่วมกัน ผลรายงานพบว่าทุกคนปลอดภัยดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สิ่งสำคัญคือสามารถยึดรถและอาวุธของศัตรูได้อีกด้วย
เยียนตันต้องทำหน้าที่เป็นคนขับรถเองเพราะติงหานและชายฉกรรจ์อีกสี่คนแยกตัวไปขับรถของศัตรูที่ยึดมาได้จนกว่าจะหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อตรวจสอบแล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าควรจัดการรถศัตรูอย่างไรต่อไป
‘เขายังไม่ซักถามอะไรฉันมากตอนนี้สงสัยว่าถึงที่พักค้างแรมคืนนี้ คงได้ตอบคำถามยาวแน่ๆ เลย’
ณิชาครุ่นคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้เพราะมั่นใจว่าเยียนตันสงสัยทักษะตนอย่างแน่นอน แต่ที่เขายังไม่ได้สอบถามรายละเอียดในเวลานี้อาจเป็นเพราะยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งไม่สมควรซักถามตนจนกว่าจะถึงที่ปลอดภัยแล้ว
อย่างไรก็ตามความคิดของณิชาที่คาดการณ์ไว้นั้นถูกต้องเพราะในเวลาอีกไม่นานเธอจะได้รับการทดสอบจากทีมเสือขาวอีกครั้ง
..........
ณห้องโถงรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลหยางแห่งเมืองหลวง
“เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!”
“หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดบ้าเสียทีเจนนี่”หยางหนิงหลินตวาดลูกสาวเสียงดังด้วยความโมโหจนตัวสั่นเทิ้ม
เขาไม่คาดคิดว่าการที่ลูกสาวรับรู้ข่าวแต่งงานที่ต้องเลื่อนอย่างไม่มีกำหนดจากทางฝั่งคู่หมั้นตระกูลจ้าวจะทำให้ลูกสาว
บ้าคลั่งถึงกับทำลายข้าวของ โดยเฉพาะแจกันกระเบื้องโบราณที่ตนเก็บสะสมมานานในห้องโถงรับแขกจนแตกเสียหายไม่มีชิ้นดีเช่นนี้
“เจนนี่! อย่าทำแบบนี้สิลูกทำไมหนูทำลายของสะสมของคุณพ่อด้วยละ?”
กู้เฟินพยายามเข้าไปกอดลูกสาวเพื่อปลอบใจเธอไม่คิดว่าลูกสาวจะมีอารมณ์รุนแรงจนทำลายทรัพย์สินอย่างไม่คิดเช่นนี้
“ไม่! ……ทำไมพี่ชายหลงต้องทำกับหนูอย่างนี้ด้วย?”เจนนี่กรีดร้องอย่างโกรธแค้นพลางถามพ่อด้วยน้ำตานองหน้า
หยางหนิงหลินถอนหายใจยาวพร้อมยืนเท้าเอวจ้องมองลูกสาวด้วยสายตาเจ็บแค้นไม่แพ้กันเขากัดฟันพูดอย่างไม่พอใจว่า
“เหลาเจินโทรบอกพ่อเมื่อเช้านี้หลังจากที่เขาแจ้งข่าววันแต่งงานกับเสี่ยงหลงไปแล้ว เสี่ยวหลงปฏิเสธเสียงแข็งและบอกว่ายินดีให้ตัดชื่อออกจากตระกูลหลังจากนั้นเหลาเจินติดต่อเสี่ยวหลงไม่ได้อีกเลย จนเขาตัดสินใจโทรบอกพ่อนี่แหละ”
“อะไรนะคะ? ไม่จริง!.......พี่ชายหลง.......ไม่!........กรี๊ด!”
เจนนี่ถามพ่อซ้ำอีกครั้งอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินเธอรับไม่ได้ที่คู่หมั้นยินดีให้ตัดชื่อจากตระกูลจ้าวซึ่งเท่ากับยินยอมกลาย
เป็นคนอกตัญญูจึงส่งเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
“หยุด! กรีดร้องแล้วได้อะไร?! หยุดเดี๋ยวนี้!”หยางหนิงหลินรู้สึกปวดหัวทันใด
เขาตะโกนสั่งลูกสาวให้หยุดกรีดร้องเสียงดังอย่างเหลืออดเพราะไม่ต้องการให้ลูกกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์แทนที่จะใช้สติไตร่ตรองและหาทางตามหาจ้าวหลงกลับมาดีกว่าทำตัวโวยวายคร่ำครวญแบบนี้
กู้เฟินโอบกอดลูกสาวพลางตบหลังปลอบใจด้วยความกังวลเธอได้แต่ถอนหายใจและพูดปลอบโยนลูกว่า
“ใจเย็นๆ เจนนี่หนูต้องตั้งสติให้ดี พวกเราเป็นครอบครัวทหารนะจะทำตัวเหมือนพวกผู้หญิงชั้นต่ำได้ยังไง ต้องใจเย็นและใช้สติให้ดี ค่อยๆคิดหาทางแก้ไขปัญหาดีกว่า เงียบซะ.....อย่าร้องไห้อีกเลย”
กู้เฟินรู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่เห็นลูกสาวผิดหวังในความรักเช่นนี้เธอไม่คิดว่าเมื่ออยู่ในยุคปัจจุบันจะทำให้คนหนุ่มสาวกล้าแข็งข้อกับบุพการีจนไม่ยินยอมแต่งงานตามสัญญาของพ่อแม่แบบนี้ได้จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความกังวลและห่วงใยลูกที่ต้องผิดหวัง
“ละ....แล้วหนูจะต้องทำยังไง? พี่ชายหลงยังอยู่ในกองทัพใช่ไหมคะ?คุณพ่อใช้เส้นสายบีบเขาให้แต่งกับหนูไม่ได้หรือคะ?”
เจนนี่เริ่มระงับเสียงสะอื้นตนเองพลางคิดหาทางบังคับคู่หมั้นด้วยความรักที่ตนมีต่ออีกฝ่ายอย่างจริงจังทำให้เธอคิดถึงหน้าที่การงานของเขาที่เป็นนายทหาร โดยพ่อเธอมีตำแหน่งสูงกว่าจึงคิดว่าน่าจะช่วยจัดการให้เธอได้จึงเอ่ยออกมาอย่าง
มีความหวัง
หยางหนิงหลินขมวดคิ้วด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิดเขาบอกภรรยาและลูกตามจริงอย่างไม่แน่ใจว่า
“งานของเสี่ยวหลงแปลกมากเขาทำงานให้กับผู้นำประเทศเป็นการเฉพาะ โดยถูกโอนไปอยู่กับอีกกองหนึ่งเป็นกองกำลังที่พ่อไม่มีอำนาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลยแม้แต่จะสอบถามข่าวคราวการทำงานของเขา ก็ไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาสักนิด”
“ถ้าพี่ชายหลงยังอยู่ในกองทัพคุณพ่อน่าจะหาทางได้นะคะ”เจนนี่ยังมีความหวังอยู่บ้างที่พ่อบอกว่าเขายังทำงานให้กองทัพอยู่
ถึงแม้ว่าการทำงานของเขาจะถูกโอนย้ายไปขึ้นอยู่กองใหม่ที่มีอำนาจเฉพาะทว่าเธอไม่เชื่อว่าพ่อตนจะไม่สามารถสืบข่าวได้เลย
หยางหนิงหลินถอนหายใจยาวเสียงดังพร้อมส่ายหน้าแสดงความกังวลพลางตอบลูกสาวที่เริ่มหยุดร้องไห้และมีสติกลับคืนมาว่า
“หาทางยากมากเป็นกองกำลังที่แม้แต่พ่อก็ต้องได้รับอนุญาตจากผู้นำประเทศก่อนถึงจะเข้าไปพื้นที่ภายในได้ที่สำคัญเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นมีคฤหาสน์หรูหลังหนึ่งตั้งอยู่ เจ้าของคฤหาสน์ออกเงินสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีให้กับกองกำลังนี้เป็นการเฉพาะจึงยากที่จะมีคนนอกเข้าไปยุ่มย่ามภายในได้”
“หมายความว่าหนูจะไม่มีหวังได้แต่งงานกับพี่ชายหลงหรือคะ?” เจนนี่ได้ฟังคำอธิบายจากพ่อแล้ว
เธอถามเสียงเบาหวิวด้วยความกังวลพลางรู้สึกหวาดหวั่นที่จะสูญเสียจ้าวหลงไปโดยเธอไม่ต้องการให้ใครได้ครอบครองจ้าวหลงนอกจากตนเองเท่านั้น
“พ่อจะพยายามสืบข่าวเขาต่อไปคุณก็ตามข่าวกับทางเหยาเอ๋อร์ด้วยละ”
หยางหนิงหลินพยักหน้าด้วยความเห็นใจในความรักของลูกสาวเขาหันหน้ามอบหมายงานภรรยาให้ติดตามข่าวกับทางฝั่งภรรยาของเพื่อนอีกทางเนื่องจากหากผู้หญิงพูดคุยกันอาจได้ข้อมูลสำคัญที่จะช่วยตามหาจ้าวหลงพบในสักวัน
อนึ่งที่หยางหนิงหลินยังยืนหยัดช่วยเหลือลูกสาวเกิดจากการที่เพื่อนสนิทรับปากตนไว้อย่างมั่นเหมาะว่าลูกสะใภ้ตระกูลจ้าวมีคนเดียวเท่านั้น นั่นคือ หยางเจียอีหรือเจนนี่นั่นเอง
จากนั้นหยางหนิงหลินแยกตัวไปทำงานส่วนสองแม่ลูกนั่งพูดคุยปรึกษากันต่ออย่างมีความหวังว่าจะตามหาตัวจ้าวหลงพบทั้งนี้เจนนี่ตัดสินใจบอกข้อมูลสำคัญให้แม่ตนรับรู้เพื่อหาทางช่วยขจัดปัญหาที่สำคัญว่า
“แม่คะหนูได้ข่าวว่าพี่ชายหลงแพ้ท้องแทนภรรยาเขาไปซุกผู้หญิงไว้โดยที่คุณลุงคุณป้าไม่รู้เลยค่ะ”
“อะไรนะ?!”กู้เฟินร้องเสียงหลงกับข่าวที่รับรู้จากลูกสาว
“จริงค่ะคุณแม่เพื่อนหนู จีน่าน่ะค่ะ หล่อนได้ข่าวจากเพื่อนทำงานในโรงพยาบาลฟิวเจอร์เมืองซีอานเพื่อนบอกว่าพี่ชายหลงไปหาหมอ แล้วหมอที่นั่นบอกว่าเขามีอาการแพ้ท้องแทนภรรยาแต่ประวัติการรักษาของพี่ชายหลงไม่มีอยู่ในโรงพยาบาลเลยค่ะแม่ว่ามันแปลกเกินไปไหมคะ?”
เจนนี่อธิบายเรื่องอาการผิดปกติของจ้าวหลงให้แม่ฟังอย่างละเอียดตามที่เธอได้รับรู้มาจากเพื่อนอีกทีหนึ่งอย่างคาดหวัง
“ไม่ได้การละถ้าเป็นเรื่องจริง นี่มันจะทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม แม่ต้องคุยกับพ่อหนูให้ดีพวกเรายังไม่รู้ว่าหากทางตระกูลจ้าวรู้เรื่องนี้แล้ว จะยังยืนยันให้หนูแต่งกับเสี่ยวหลงไหม?”
กู้เฟินอาสาช่วยพูดกับสามีเพื่อช่วยเหลือลูกสาวเองเธอไม่กล้านำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวให้ทางฝั่งตระกูลจ้าวรับรู้ทันทีเพราะถึงอย่างไรความคิดคนนั้นลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร ซึ่งยากเกินกว่าที่จะควบคุมได้เนื่องด้วยตระกูลจ้าวอาจเห็นแก่ทารกที่จะถือกำเนิดขึ้นมามากกว่าคำสัญญาต่อกัน
“ฝากคุณแม่ด้วยนะคะ”เจนนี่ยิ้มอย่างพอใจที่แม่อาสาช่วยเหลือตน
ถึงกระนั้นเจนนี่ก็ยังมีแผนสำรองที่จะหาทางกำจัดหญิงปริศนาที่กล้าตั้งท้องให้จ้าวหลงโดยเธอจะใช้เครือข่ายลูกน้องคนหนึ่งของพ่อที่ตอนนี้กลายเป็นคนนอกสังกัดทหารไปแล้วเพราะมีพฤติกรรมโลภและรับสินบนจนถูกกองทัพขับไล่ออกมา
‘พี่ชายหลงกล้าที่จะเลิกกับฉันโดยยอมถูกตัดชื่อจากตระกูลจ้าวเชียวหรือ?ฉันไม่ยอมให้พี่ชายหลงจากไปแบบนี้ พี่ต้องกลับมาหาฉันนังผู้หญิงร่านคนนั้นจะต้องตายจากโลกนี้ มีแค่ฉันเท่านั้นที่คู่ควรกับพี่ชายหลง’
เจนนี่คิดในใจอย่างวาดหวังไว้ว่าแผนการของตนจะประสบความสำเร็จโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าชีวิตวันข้างหน้าของตนจะเป็นเช่นไร
..........
เช้านี้หยางจวินมาทำธุระแทนจ้าวหลงในเมืองหลวงเขาจึงถือโอกาสมาเยี่ยมพ่อแม่ที่อยู่คฤหาสน์ในพื้นที่ใกล้เคียงกับคฤหาสน์ของหยางหนิงหลิน
ขณะที่เขากำลังกินอาหารเช้าร่วมกับพ่อแม่อย่างมีความสุขอยู่นั้นพลันมีเสียงดังที่เกิดสิ่งของตกกระทบพื้นและตามด้วยเสียงกรีดร้องดังลอยไกลมาถึงบ้านตน
“เจนนี่เป็นบ้าอะไรอีกละครับ?”หยางจวินขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจพลางสอบถามพ่อแม่ด้วยความอยากรู้
ทั้งนี้เขาเคยพบพฤติกรรมอาละวาดสติหลุดโลกของญาติผู้น้องมาก่อนจึงเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นว่าเสียงดังเกิดจากอะไร
“เมื่อวานเห็นเฟินเอ๋อร์มาคุยกับแม่เรื่องงานแต่งงานของเสี่ยวหลงกับเจนนี่อยู่เลยอย่าบอกนะว่าเสี่ยวหลงชิ่งหนีไปแล้ว”
เสิ่นเฟยจูแม่ของหยางจวินตอบลูกชายตามที่เธอคาดเดาได้จากสถานการณ์ทั้งหลายที่พบเห็นมาก่อนหน้า