บทที่ 30
ของกำนัล
เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงได้ยินเช่นนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อาฮวาพูดได้ถูกต้องยิ่งนัก และมันไม่ใช่ความผิดของอู๋ถงเลย แต่เป็เพราะข้าเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป”
เมิ่งอวิ๋นเสียงใช้โอกาสนี้หยิบแตงโมชิ้นหนึ่งส่งให้เขา ซึ่งจิ่งฮวาก็รับมันไว้อย่างไม่รังเกียจและนั่งลงข้างเมิ่งอวิ๋นเสียง
เมื่อเห็นเช่นนี้ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็คิดว่าถึงแม้จิ่งฮวาจะเป็หวงจื่อ แต่เขาก็ไม่ได้เ้ายศเ้าอย่างเฉกเช่นเชื้อพระวงศ์ทั่วไป หากคนที่นางยื่นแตงโมให้ในตอนนี้คือจิ่งหรง เขาก็คงจะปัดแตงโมของนางทิ้ง แล้วด่าว่านางไม่มีความเป็กุลสตรีอีก คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองจิ่งฮวาอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง
“หน้าข้ามีเมล็ดแตงโมติดอยู่หรือ? อาเสียง เหตุใดเ้ามองหน้าข้าเช่นนั้นเล่า?” จิ่งฮวาใเมื่อเห็นว่าจู่ ๆ นางก็จ้องหน้าเขาอยู่นาน และคิดว่าตนเผลอทำให้นางขุ่นเคือง
เมิ่งอวิ๋นเสียงส่ายหน้าแล้วก้มหน้าก้มตากินแตงโม และพูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า “ไม่มีอะไรหรอก วันนี้ข้ารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย”
จิ่งฮวาเม้มปาก “ความจริงแล้วไม่ต้องฝึกเช่นนี้ก็ได้ คนแต่ละคนเหมาะกับวิธีฝึกที่แตกต่างกันไป เห็นได้ชัดว่าร่างกายของเ้าไม่เหมาะกับวิธีนี้แน่นอน ซึ่งยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนวิธีฝึกใหม่”
“แล้วเ้าคิดว่าข้าเหมาะกับวิธีใด?” ตอนแรกเ้าสนับสนุนให้ข้าฝึกวิทยายุทธ แต่ตอนนี้เ้ากลับบอกว่ามันไม่เหมาะกับข้า อาฮวา เ้ามีส่วนทำให้ข้ายกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับขาตัวเอง
“ว่ากันว่ามีศิลปะการต่อสู้มากมายที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ เ้าสามารถเลือกอาวุธที่เหมาะกับเ้า หรืออะไรก็ได้ที่เ้าชอบ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสมากที่จะฝึกฝนจนประสบความสำเร็จด้วย” จิ่งฮวาอธิบาย
หลังจากพูดเช่นนั้นจบแล้ว คนที่อยู่ข้างเขาก็หัวเราะจนเผยให้เห็นฟันขาวของนาง และตบไหล่เขาเพื่อแสดงความเห็นด้วย “ไม่เลว ไม่เลว อาฮวา เ้าเป็ของขวัญจากเทพเ้าจริง ๆ เ้าช่างฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก”
หลังจากเอ่ยชมเขาแล้ว เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ครุ่นคิดอีกครั้ง “อาวุธอย่างนั้นหรือ...”
แต่จิ่งฮวาตกตะลึงกับการกระทำกะทันหันนี้ไปชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าหัวเราะต่อหน้าเขาเช่นนี้มาก่อน และไม่มีสตรีคนใดเคยตบไหล่เขาเช่นนี้ หรือไม่ก็ไม่กล้าทำ เหตุใดถึงไม่กล้า?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ดูเหมือนว่าตราบใดที่เขาอยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่เคยมีสตรีคนใดหัวเราะมาก่อนเลย พวกนางน่าจะถูกครอบงำด้วยความรู้สึกชวนแปลกแยกที่แผ่ซ่านออกมาจากเขา และพากันออกห่างจากเขา มีเพียงอาเสียงเท่านั้นที่ไม่เกรงกลัวเขา
เมื่อความคิดของเขากลับมา เขาก็เห็นสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาก้มหน้าลงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มงามสมบูรณ์แบบ “เนื่องจากข้าเป็ผู้เสนอแิให้ ดังนั้นข้าย่อมคิดไว้แล้วว่าอาวุธขนิดใดจะเหมาะกับเ้า”
ก่อนที่เมิ่งอวิ๋นเสียงจะตอบสนอง จิ่งฮวาก็เรียกคนรับใช้สองคนมา พร้อมกล่องสี่เหลี่ยมที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงในมือของพวกเขา
ดวงตาของเมิ่งอวิ๋นเสียงเป็ประกาย “นี่คืออะไร?”
“เ้าเปิดดูเดี๋ยวก็รู้แล้ว”
เมิ่งอวิ๋นเสียงก้าวไปข้างหน้าแล้วเปิดกล่องออกดู แล้วดวงตาของนางก็เป็ประกายยิ่งกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้านางคือแส้โลหิตสีเงิน
“แส้นี้มีชื่อว่าแส้โลหิตอสรพิษเงิน ทำด้วยลวดเงินขดเป็เกลียว ตามตำนานกล่าวว่ามีงูั์สีเงินอาศัยอยู่บนูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ิัของมันสามารถปรับให้อ่อนนิ่มราวสำลี หรือแข็งแกร่งราวกับเพชรก็ย่อมได้ ช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ได้ยินเื่นี้และพบรังของงู จากนั้นก็ทำแส้เงินยาวเก้าฉื่อนี้ขึ้นมา เมื่อแส้นี้ฟาดไปยังคนหรือสัตว์ มันจะเปลี่ยนเป็สีแดงจึงเรียกว่าแส้โลหิตอสรพิษเงิน” จิ่งฮวาก้าวเข้ามาอธิบาย
ก่อนที่จิ่งฮวาจะพูดจบ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ลองสะบัดแส้เข้ากับต้นไม้ และแน่นอนว่าแส้นั้นโบกสะบัดราวกับงูสีเงินที่มีชีวิต
“อาฮวา ขอบคุณมากนะ นี่เป็ของกำนัลที่ดีที่สุดที่ข้าเคยได้รับจากที่นี่” เมื่อพูดจบแล้วนางก็กอดจิ่งฮวา ก่อนจะปล่อยเขาแล้วหันหลังเดินจากไป
จิ่งฮวาถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังท่ามกลางสายลม
“อู๋ถง วางแตงโมในมือลงได้แล้ว ไปเร็ว ไปฝึกแส้กันเถอะ”