ห้าโมงครึ่ง... เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาที่ความวุ่นวายหน้าอาคารผู้ป่วยนอกยังคงไม่จางหาย ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ เสียงเรียกคิวคนไข้ดังสลับกับเสียงล้อรถเข็นที่บดไปกับพื้นโถงทางเดินยาวของโรงพยาบาลจนกลายเป็ท่วงทำนองที่คุ้นชิน
ยี่หวาเพิ่งส่งเวรเสร็จ เธอเอื้อมมือไปปลดหน้ากากอนามัยลงอย่างเหนื่อยล้า เผยให้เห็นใบหน้าสวยที่ดูอิดโรยเล็กน้อย มือบางรวบผมที่เริ่มหลุดลุ่ยให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้พยาบาลประจำเคาน์เตอร์
“วันนี้หวากลับก่อนนะคะ ฝากด้วยนะคะพี่”
“พักผ่อนนะคะคุณหมอ หน้าดูเพลียมากเลยค่ะ”
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูอัตโนมัติ ลมยามเย็นปะทะใบหน้า และสิ่งที่รออยู่ตรงนั้นคือรถยุโรปสีดำขลับที่คุ้นตา มันจอดนิ่งสนิทอยู่ที่เดิมเหมือนภาพฉายซ้ำจากวันก่อน ยี่หวาหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปหาพลางเคาะกระจกเบาๆ
กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นธนากรในชุดสูทที่ปลดกระดุมคอออกหนึ่งเม็ด ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความภูมิฐาน
“คุณนี่... ตรงเวลายิ่งกว่านาฬิกาโรงพยาบาลอีกนะคะ”
ธนากรเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“ผมไม่ชอบให้คนรอ” เขานิ่งไปนิดก่อนจะยิ้มมุมปาก
“หรือพูดให้ถูก... ผมไม่ชอบให้ตัวเองต้องรอมากกว่า”
“ขึ้นรถก่อนดีไหมครับคุณหมอ เดี๋ยวคนไข้คุณจะคิดว่าคุณหนีเวร” ยี่หวาหัวเราะเบา ๆ
“เ้ากี้เ้าการจังนะคะ” ยี่หวาพึมพำ แต่ก็ยอมเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ แฝงความสุขุมในรถทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าอาคาร มุ่งหน้าสู่ถนนที่เริ่มอาบด้วยแสงสีส้มรำไรของอาทิตย์อัสดง
“เราจะไปไหนคะ” เธอถามพลางเอนหลังพิงเบาะ
“กินข้าว” คำตอบสั้นกระชับตามแบบฉบับของเขา
“ร้านหรูบนดาดฟ้าตึก หรือห้องอาหารในโรงแรมห้าดาวคะ?” ธนากรปรายตามองคนข้างกายแวบหนึ่ง
“คุณอยากไปที่แบบนั้นเหรอ”
“เปล่าค่ะ ฉันแค่คิดว่าคุณ... ก็น่าจะเป็คนติดหรู”
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็เสียงที่ฟังดูนุ่มนวลกว่าปกติ
“คุณตัดสินคนเร็วกว่าวินิจฉัยโรคอีกนะคุณหมอ”
ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา รถคันหรูก็เลี้ยวเข้าสู่ซอยเล็กๆ ที่ขนาบข้างด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ก่อนจะมาหยุดลงที่หน้าร้านอาหารไม้สองชั้นริมแม่น้ำเ้าพระยา แสงไฟวอร์มไวท์สีเหลืองนวลประดับประดาทั่วระเบียงไม้ที่ยื่นลงไปในน้ำ ลมพัดเอื่อยพากลิ่นอายความสดชื่นมาทักทาย มันเงียบสงบจนลบภาพความวุ่นวายในโรงพยาบาลไปเสียสิ้น
ยี่หวาลงจากรถแล้วยืนมองรอบๆ อย่างทึ่งๆ
“นี่น่ะเหรอ... ร้านของคุณ”
“ครับ ไม่ชอบเหรอ?”
“ชอบค่ะ... ชอบมากด้วย บรรยากาศดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”
ธนากรเดินนำเธอไปที่โต๊ะมุมส่วนตัวริมน้ำ แต่ยังไม่ทันจะได้ทรุดตัวลงนั่ง ชายร่างโปร่งวัยสามสิบปลายๆ ในผ้ากันเปื้อนสะอาดสะอ้านก็เดินยิ้มกริ่มออกมาจากด้านใน
“ไอ้ธนา!” เสียงทักทายที่ดูสนิทสนมจนยี่หวาต้องหันไปมอง
“ลมอะไรหอบแกมาถึงนี่ได้วะเนี่ย” ชายคนนั้นตบบ่าธนากรดังปึก ก่อนจะหันมาเห็นแขกที่มาด้วยแล้วตาโตขึ้นทันที
“โอ้โห... ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็นแกพาผู้หญิงมาที่ร้านฉันอีก”
ธนากรถอนหายใจยาวเหมือนชินชากับการโดนล้อ
“นี่พี่วิน เ้าของร้านและเพื่อนผม... ส่วนนี่ หมอยี่หวา”
“สวัสดีค่ะ” พี่วินรับไหว้แทบไม่ทัน
“แกพาหมอมาเลยเหรอวะธนา นี่เป็ครั้งแรกในรอบเกือบสิบปีเลยนะเนี่ยที่มันพาใครมาที่นี่ ปกติเห็นมานั่งซึมดูแม่น้ำคนเดียวจนผมจะแนะให้ไปปรึกษาจิตแพทย์อยู่แล้ว” ยี่หวาเลิกคิ้วมองคนข้างๆ
“จริงเหรอคะ?” ธนากรตอบเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท
“อย่าไปเชื่อเขามาก พี่วินแกชอบเติมสีตีไข่”
“สีจริงทั้งนั้นแหละครับคุณหมอ!” พี่วินหัวเราะร่า
“วันนี้จะรับอะไรดี เดี๋ยวพี่จัดชุดใหญ่ให้เลย หมอไม่แพ้อะไรใช่ไหมครับ?”
เมื่อตกลงเมนูง่ายๆ อย่างปลากะพงทอดน้ำปลา กุ้งเผา และต้มยำกุ้งได้แล้ว พี่วินก็ขอตัวกลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้ความเงียบที่มีเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ปกคลุมคนทั้งคู่
“คุณดูมีเพื่อนที่เป็...มนุษย์ปกติดีนะ” ยี่ห้อยิ้มเย้า
“คุณคิดว่าผมคบแต่หุ่นยนต์หรือไง”
“ก็นึกว่าชีวิตคุณมีแต่ตัวเลข การประชุม แล้วก็ความสมบูรณ์แบบที่จับต้องไม่ได้เสียอีก”
อาหารมาเสิร์ฟในเวลาไม่นาน ควันกรุ่นจากหม้อต้มยำและกลิ่นหอมของกุ้งเผาตัวโตทำให้ยี่หวาตาลุกวาว เธอตักอาหารเข้าปากคำแรกแล้วหลับตาพริ้ม
“อื้อหือ... อร่อยมากค่ะ! สมแล้วที่คุณคุยนักคุยหนา”
ธนากรนั่งมองอาการดีใจแบบเด็กๆ ของเธอแล้วอดยิ้มที่มุมปากไม่ได้
“ดีแล้วที่ชอบ”
“อะไรดีแล้วคะ?” เขาไม่ตอบ แต่กลับหยิบกุ้งเผาตัวโตขึ้นมา แกะเปลือกให้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะวางเนื้อกุ้งขาวอวบลงในจานของเธอ
“ดีแล้วที่คุณไม่ได้ทำหน้าเหมือนกำลังทนกินข้าวกับผม” ยี่หวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา
“คุณนี่นะ...” เธอจัดการกุ้งคำนั้นอย่างเอร็ดอร่อยจนมีมันกุ้งเลอะมุมปากเล็กน้อย ธนากรยื่นกระดาษทิชชูให้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เธอร้องขอ
“เลอะครับ”
ยี่หวารับมาซับด้วยความเขินเล็กน้อย
“คุณนี่สังเกตเก่งจังนะคะ”
“ผมทำธุรกิจ การอ่านคู่สนทนาเป็เื่จำเป็ ผมต้องรู้ว่าเขา้าอะไร และคิดอะไรอยู่”
“ต้องอ่านใจคนสินะคะ” ยี่หวาหรี่ตา
“แล้ว... คุณอ่านฉันออกไหม”
ธนากรนิ่งไป สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ยัง”
“ดีค่ะ” เธอยิ้มกว้าง
“ฉันจะได้ยังมีที่ว่างสำหรับความลับบ้าง”
ลมแม่น้ำพัดมาแรงขึ้นอีกนิด ทั้งคู่เอื้อมมือไปจะตักต้มยำพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปลายนิ้วัักันเพียงแ่เบา ยี่หวารีบชักมือกลับราวกับถูกไฟฟ้าสถิต หัวใจเต้นผิดจังหวะไปดื้อๆ เธอจึงรีบพูดกลบเกลื่อนความประหม่า
“ถามจริงๆ นะคะ... นี่ถือว่าเป็เดตใช่ไหม?”
“ใช่” เขาตอบทันทีไม่มีลังเล
“ตอบเร็วเกินไปไหมคะเนี่ย ไม่คิดจะรักษามาดหน่อยเหรอ”
“ผมไม่ชอบโกหกความรู้สึกตัวเอง” เขาจ้องหน้าเธอเขม็ง
“แล้วคุณล่ะ คิดว่ายังไง?” ยี่หวาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ
“งั้นก็... ถือว่าเป็เดตแรกของแฟนทดลองแล้วกันนะคะ” รอยยิ้มบางๆ ที่ดูจริงจังกว่าทุกครั้งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของธนากร
“ผมไม่แน่ใจว่าคำว่าทดลองมันยังจำเป็อยู่อีกไหม”
“อย่าเพิ่งข้ามขั้นตอนสิคะคุณธนา” เธอแสร้งพูดกลั้วหัวเราะ ธนากรเอนพิงพนักเก้าอี้ สายตาของเขาเปลี่ยนเป็ความเข้มข้นที่ทำเอาคนถูกมองแทบหายใจไม่ออก
“ผมยังไม่ได้เริ่มจริงจังเลยนะยี่หวา...” เขาลากเสียงช้าๆ พลางโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“เพราะถ้าผมเริ่มจริงจังขึ้นมาเมื่อไหร่... ผมเกรงว่าคุณจะรับมือไม่ไหว”
ยี่หวาหัวเราะกลบเกลื่อนรอยนิ้วที่จิกแน่นอยู่ใต้โต๊ะ แม้ลมแม่น้ำจะเย็นเพียงใด แต่เธอกลับรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่ได้ และเป็ครั้งแรกที่ศัลยแพทย์สาวเริ่มตระหนักว่า... เกมการทดลองครั้งนี้ เธออาจจะไม่ได้เป็ฝ่ายควบคุมมันอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว