ตอนที่ 2 (7)
เสียงมือถือดังขัดขึ้น เป็สายจากคนขับรถที่เฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาล
“คุณชาย คุณเซี่ยฟื้นแล้ว เขายืนกรานว่าจะขอออกจากโรงพยาบาลครับ” คนขับรถเอ่ยด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “คุณชายจะมาหรือเปล่า”
“ฉันจะรีบไป” หานิซิวรีบเปิดประตูพุ่งตัวลงชั้นล่างทันที
“คุณลุง” เสี่ยวหลีะโเรียกเมื่อเห็นเขาลงมา
“เสี่ยวหลีเด็กดี ปะ…แด๊ดดี้จะไปหาปะป๊าของลูกนะ ตอนนี้เขาไม่สบาย อยู่ที่โรงพยาบาล รอเขาหายดีแด๊ดดี้ค่อยพาเขากลับมาหาลูกนะ” หานิซิวย่อตัวสบตาเด็กน้อย พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “่นี้เสี่ยวหลีอยู่ที่นี่ไปก่อนได้ไหม ฉันคือแด๊ดดี้ของลูกเอง แด๊ดดี้ก็คือปะป๊าอีกคนนั่นเอง พวกเขาคือคุณปู่คุณย่าของลูก เสี่ยวหลีอยู่ที่นี่ปลอดภัยแน่ๆ เสี่ยวหลีเป็เด็กดีนะ แบบนี้ปะป๊าเซี่ยเหยี่ยถึงจะได้หายไวๆ”
เสี่ยวหลีได้ยินว่าปะป๊าจะหายป่วย ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก หานิซิวจึงส่งตัวเด็กให้คุณแม่หาน “แม่ครับ พ่อครับ ผม ผมอาจจะทำผิดไปจริงๆ ฝากพ่อกับแม่ช่วยดูแลลูกผมที ผมจะไปหาเซี่ยเหยี่ย”
ผมจะไปขอให้เขายกโทษให้
ประธานหานยังไม่หายเคืองที่ตนมีลูกใจไม้ไส้ระกำถึงไม่ยอมหันมามองหน้าเขาตรงๆ คุณนายหานใจอ่อน ในเมื่ออีกคนก็เป็ลูกในไส้ของเธอ เธอบอกให้หานิซิวรีบไป รีบพาเซี่ยเหยี่ยกลับมาให้เร็วที่สุด
หานิซิวบึ่งรถไปที่โรงพยาบาล มุ่งตรงไปที่ห้องพักผู้ป่วยอย่างไม่รอช้า กลับมาครั้งนี้ เซี่ยเหยี่ยในสายตาเขาเปลี่ยนไปเป็คนละคน
ตอนนี้หานิซิวแค่อยากปะติดปะต่อทุกอย่างที่เคยถูกเขาทำให้พังทลายจนแตกเป็เสี่ยงๆ
สายตาที่เซี่ยเหยี่ยมองเขาก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิม มีทั้งระแวง ทั้งโกรธเคือง และประหม่า
“ลูกผมล่ะ” เซี่ยเหยี่ยแสร้งถามอย่างใจเย็น หลังตื่นมาครั้งที่สองถึงรู้สึกว่าไข้ลดแล้วจริงๆ เขานึกห่วงเสี่ยวหลีจับใจจึงโทรหาป้าหวังถึงได้รู้ว่าหานิซิวรับลูกเขาไปก่อนแล้ว
เซี่ยเหยี่ยเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
ความจริงเขาไม่เคยคิดจะปิดบังเื่ลูกมาแต่ไหนแต่ไร ั้แ่เลิกรากันไปเขาก็ไม่เคยหลบไปซ่อนตัวที่ไหน ไม่เคยแม้แต่จะเปลี่ยนเบอร์มือถือ เซี่ยเหยี่ยยังคงใช้ชีวิตอยู่ในวงจรเดิมๆ ต่อให้ออกจากมหาวิทยาลัยก่อนเรียนจบ เขายังคงดำเนินชีวิตอยู่ในเมืองที่มีอีกฝ่ายอยู่อย่างสงบสุข
เซี่ยเหยี่ยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าที่ตนรออยู่ที่เดิมมาตลอดนั้น จะไม่คาดหวังอะไร
แต่สามปีผ่านไป วันที่กลับมาพบกันใหม่สถานการณ์กลับเลวร้ายถึงขีดสุด
หากสาเหตุที่เลิกราในวันนั้นเป็เพียงเพราะหมดรักกัน เช่นนั้นวันที่กลับมาพบกันใหม่ได้ทำลายความทรงจำอันหอมหวานในอดีตจนหมดสิ้น เยื่อใยความผูกพันแปรเปลี่ยนเป็ความทุกข์ กลายเป็ของไร้ค่าที่มีแต่จะกระหน่ำแทงหัวใจ
วินาทีนี้เขาแค่อยากไปจากคนคนนี้ได้ยิ่งไกลยิ่งดี
“ฉันพาลูกกลับบ้านแล้ว” หานิซิวพูดด้วยท่าทางหนักแน่น ตรงข้ามกับใจที่หายวาบ
“ใครนะ” เซี่ยเหยี่ยหรี่ตา เป็สัญญาณของความโกรธ เมื่อกี้ใครกันที่บอกว่า ‘นั่นไม่ใช่ลูกผม’ แค่หลับไปตื่นเดียวก็เปลี่ยนคำพูดแล้วอย่างนั้นเหรอ
“อย่าเข้าใจผิด เซี่ยหลีคือลูกของผม” เซี่ยเหยี่ยแสร้งทำเป็เ็า แต่มือที่เขาซุกซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ เขารู้ว่าหากตระกูลหานคิดจะแย่ง เขาย่อมเป็ฝ่ายสูญเสีย
“เขาชื่อเซี่ยหลีสินะ” หานิซิวยิ้มอย่างขมขื่น “ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรไปจากนายโดยไม่ถามให้รู้เื่ นายจะโกรธเกลียดฉันก็สมควรแล้ว”
“…” เซี่ยเหยี่ยมองหานิซิวที่อยู่ๆ ก็กลับมาพูดจากันดีๆ อย่างระแวง ได้แต่รู้สึกแปลกใจกับถ้อยคำของเขา ไม่ถามให้รู้เื่มันหมายความว่าอะไร หรือถ้าตอนนั้นเขารู้ว่ามีลูก เขายังจะฝืนใจคบกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักต่อไปอย่างนั้นเหรอ เซี่ยเหยี่ยคิดไม่ตกกับคำพูดของหานิซิว ไม่กี่วินาทีจากนั้นพอได้สติก็แค่นเสียงออกมาด้วยความโกรธ ใจก่นด่าอีกฝ่ายว่าหน้าไม่อาย
“หลี คือหลีที่หมายถึงอัญมณีต่างหาก ผมหวังว่าหัวใจของลูกจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง สว่างไสวดั่งอัญมณี ชื่อของเขาไม่ใช่ความแค้นต่อใคร และไม่เกี่ยวอะไรกับคุณด้วย คุณอย่าเข้าใจผิดไป” เซี่ยเหยี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก
หานิซิวชะงักไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น เมื่อครู่ยังแอบเศร้ากับคำว่าหลีที่หมายถึงลาจากในชื่อของลูก หลงคิดว่าเซี่ยเหยี่ยฝากฝังความเสียใจที่ต้องลาจากไว้กับชื่อของตัวเด็ก คิดไม่ถึงว่าแม้แต่สายใยสัมพันธ์เพียงน้อยนิดที่ชวนเศร้าใจนั่นยังไม่เกี่ยวกับตน เป็อีกครั้งที่ตนเข้าใจผิดไปเอง
“ขอบคุณที่ช่วยดูแลเสี่ยวหลี ตอนนี้ผมดีขึ้นเยอะแล้ว รบกวนช่วยส่งเขากลับมาที ผมจะกลับบ้าน” เซี่ยเหยี่ยจงใจใช้สรรพนามทางการกับหานิซิว ตั้งใจจะรักษาระยะห่างของทั้งคู่เอาไว้ น้ำเสียงห่างเหินราวกับคนแปลกหน้า
หานิซิวเองก็ตั้งใจมองข้ามความห่างเหินของเซี่ยเหยี่ยไป “ไม่ได้ นายยังกลับไปไม่ได้ เมื่อกี้คุณหมอบอกแล้วว่าสภาพร่างกายนายแย่มาก ต้องตรวจสุขภาพอย่างละเอียด” หานิซิวเว้น่จังหวะหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยท่าทางอึดอัด “คะ ครั้งก่อนที่เรา…ตอนนั้นอาการของนายก็ดูไม่ดีเท่าไร นาย นายแทบไม่มีปฏิกิริยาอะไร ฉันไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนของนาย นาย…ไม่ฮีท ต่อมเพศของนายเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า”
เซี่ยเหยี่ยคอยฟังหานิซิวพูดจนจบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงอาการฮีทก็แอบทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย แต่ก็ไม่สะทกสะท้านอะไร “แต่ก่อนผมใช้ยาระงับกลิ่นฟีโรโมนไปประมาณหนึ่ง สงสัยจะใช้ยามากไปหน่อย ต่อมเพศเลยเกิดปัญหา” เขายิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ที่จริงแบบนี้ยังดีซะกว่า ตอนนี้ผมเลี้ยงลูกคนเดียว ฮีท หรือฟีโรโมนมันเป็ปัญหาสำหรับผมมาก ต่อจากนี้ไม่มี่ฮีท ผมก็ไม่จำเป็ต้องพึ่งยาพวกนั้นอีก ไม่มีกลิ่นฟีโรโมน มันจะปลอดภัยสำหรับผมและลูก”