ตอนที่ 30 อดีตคนรักของโจวสือซวิน
ซ่งซิวเหยียนเหลือบมองดูโจวสือซวิน และรีบเอ่ยถามขึ้น “สายจากปักกิ่งหรือ? เขาถามไปเพื่ออะไร?”
หลี่กั๋วหาวเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน “ตอนนั้นเมียฉันเป็นคนรับสาย ก็แค่ถามเกี่ยวกับอายุและปีเกิด แล้วยังถามว่าไม่กี่ปีมานี้โจวสือซวินเป็นเช่นไรบ้าง ฉันเลยคิดว่าหน่วยทางนั้นต้องการคนหรือเปล่า?”
ซ่งซิวเหยียนเม้มปากและไม่พูดอะไร หากหน่วยที่ปักกิ่งต้องการคน ทำไมถึงต้องโทรมาถามปีเกิดและสถานการณ์ในปีที่ผ่านมาด้วย?
ของพวกนี้ก็มีในระเบียนเอกสารของโจวสือซวิน เพียงแต่ว่าเอกสารของโจวสือซวินเป็นความลับที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
เนื่องด้วยโจวสือซวินพึ่งผ่าตัดมา อาหารมื้อนี้ใช้เวลากินไม่นานก็เสร็จ ฉินหงเสียนำถ้วยชามไปล้าง จากนั้นจึงกลับไป
ซ่งซิวเหยียนเองก็ได้กลับไปพร้อมกับสองสามีภรรยา
……
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จ ซ่งซิวเหยียนก็ได้ส่งโจวสือซวินไปขึ้นรถที่เขตตำบล
เซิ่งอันหนิงเองก็ยังไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของหมู่บ้านเหอวาน และก็ยังไม่รู้ว่าการไปครั้งนี้จะต้องพักอยู่กี่วัน เธอจึงเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะหน่อย จากนั้นจึงใส่กระป๋องนมผงและนมมอลต์เข้าไปในกระเป๋าเสื้อผ้า เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับโจวสือซวินจะได้ให้ชายหนุ่มทานอาหารอ่อน ๆ
นอกจากนี้ยังนำเงินกับคูปองข้าวใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อด้วย
หญิงสาวยังนำยาแก้อักเสบและผ้าพันแผลยัดลงไปในกระเป๋าจนกระเป๋านั้นใหญ่จนของแทบจะทะลักออกมา แต่โจวสือซวินกลับพกแค่กระเป๋าใบเล็ก ๆ
จากตำบลไปถึงเขตอำเภอนั้นใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ และจากอำเภอจะต้องเปลี่ยนรถอีกสองรอบจึงจะถึงหมู่บ้านเหอวาน
โจวสือซวินให้เซิ่งอันหนิงเฝ้าสัมภาระไว้ จากนั้นชายหนุ่มจึงไปซื้อตั๋วโดยสาร
เซิ่งอันหนิงนั่งอยู่ในห้องรอรถที่เรียบง่ายมาก ๆ ม้านั่งสภาพทรุดโทรม ผนังเลอะด้วยปูนขาว และตัวหนังสือยังคงมองเห็นได้จาง ๆ
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงของผู้คน มีแม่ค้ามาขายขนมและอาหารบ้าง
โจวสือซวินซื้อตั๋วโดยสารและกลับมาพร้อมกับกล่องอาหาร ชายหนุ่มตรงเข้ามาและยื่นให้เซิ่งอันหนิง “เดี๋ยวจะต้องนั่งรถอีกห้าชั่วโมง เอาไว้กินตอนหิว”
เซิ่งอันหนิงรับกล่องอาหารที่ยังร้อนอยู่มา เมื่อเปิดดูด้านในก็พบกับซาลาเปาอวบ ๆ ห้าลูกวางอยู่และส่งกลิ่นหอมรัญจวน ทำให้เธอยิ้มออกมา “อีกสักเดี๋ยวพวกเรากินด้วยกัน คุณยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า? จะนั่งรถไหวไหม?”
โจวสือซวินส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ถ้าตลอดทางราบรื่น ครึ่งคืนพวกเราก็ถึงบ้านแล้ว แต่ถ้าเกิดเรื่องอื่น ๆ ขึ้น ก็อาจจะต้องพักสักคืน”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้คิดมากอะไร การออกบ้านและไปพักที่โรงแรมก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
รถจะเริ่มออกเดินทางตอนสิบเอ็ดโมง แต่สิ่งที่ทำให้เซิ่งอันหนิงประหลาดใจก็คือที่นั่งบนตั๋ว ใครมาก่อนจะนั่งตรงไหนก็สามารถนั่งได้เลยและก็ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับหนึ่งคน ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่มีที่นั่ง จึงต้องเอาเก้าอี้เล็ก ๆ มาวางตรงทางเดินและนั่งตัวงอแบบนี้เป็นเวลาห้าชั่วโมงกว่า
เมื่อนึกถึงแผลผ่าตัดของโจวสือซวิน และเซิ่งอันหนิงเองก็ต้องการที่จะนั่งสบาย ๆ จึงไม่สนคุณภาพชีวิตอะไรแล้ว เธอจึงเปิดประตูรถเข้าไปเลือกที่นั่ง
เมื่อมองดูฝูงชนที่กำลังจะเคลื่อนตัว เธอจึงหันไปกำชับกับโจวสือซวิน “คุณไม่ต้องรีบนะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปเลือกที่นั่ง”
โจวสือซวินมองไปที่ร่างกายเล็ก ๆ ของเซิ่งอันหนิง “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็มีที่นั่ง”
เซิ่งอันหนิงคิดว่านี่มันเหมือนกันตรงไหน? คนที่ยึดถือการทำเพื่อประชาชนอย่างโจวสือซวินจะต้องไม่เข้าไปแย่งที่นั่งอย่างแน่นอน
“ฉันไม่อยากนั่งเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ ฉันจะไปเลือกที่นั่ง”
พูดเสร็จเธอก็ไม่สนใจโจวสือซวิน ถือกระเป๋าใบใหญ่ของเธอเบียดเข้าไปในฝูงชนอย่างว่องไว และเดินตามกลุ่มชายและหญิงไปยังรถโดยสารที่ไม่หยุดนิ่ง
แม้ว่าเซิ่งอันหนิงจะมีความแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ร่างกายเธอก็ไม่ต่างอะไรกับผู้คนในฝูงชนเลย สายตาจับจ้องไปที่ประตูรถที่ใกล้เข้ามาแต่เธอกลับถูกเบียดออกไป เธอจึงตะโกนขึ้นมา “คูปองข้าวยี่สิบชั่งของใครตก!”
ผู้คนที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าจู่ ๆ ก็หยุดลง และก้มลงมองดูคูปองข้าวยี่สิบชั่ง ต่อให้ไม่ใช่ของตัวเองที่ทำตกเอาไว้ แต่ก็ต้องการเก็บเอาไว้เพื่อตัวเอง
หญิงสาวใช้ประโยชน์จากความโกลาหลปีนขึ้นไปบนรถ และเลือกที่นั่งตรงกลางสองที่ และใช้กระเป๋าวางเอาไว้ตรงที่นั่งข้าง ๆ และโบกมือให้กับโจวสือซวินที่อยู่ข้างนอกด้วยความร้อนรน
โจวสือซวินมองไปยังเซิ่งอันหนิงที่ทำหน้าเจ้าเล่ห์ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นได้ยาก ชายหนุ่มไม่ได้คิดเลยว่าเซิ่งอันหนิงจะเจ้าเล่ห์เช่นนี้
เมื่อรอให้โจวสือซวินขึ้นมานั่งรถแล้ว ในรถก็เต็มไปด้วยผู้คน ตรงทางเดินก็เต็มไปด้วยม้านั่งเล็ก ๆ
เซิ่งอันหนิงอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก เธอวางสัมภาระไว้บนตัก และรถโดยสารก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกไป
สิ่งที่ทำให้เซิ่งอันหนิงประหลาดใจก็คือการที่มีคนนำเป็ดและไก่ใส่กรงขึ้นมาบนรถ ตลอดทางเต็มไปด้วยเสียงร้องของเป็ดไก่ และยังมีกลิ่นมูลสัตว์ที่เหม็นอบอวลไปทั่วทั้งคันรถ
เซิ่งอันหนิงต้องการเปิดหน้าต่าง และเมื่อเห็นผู้หญิงที่นั่งแถวหลังอุ้มเด็กน้อยที่ดูพึ่งจะมีอายุได้ไม่กี่เดือน เธอก็กลัวว่าเด็กจะป่วยเพราะลมโกรก จึงทำได้เพียงแค่อดทนไว้
การอดทนครั้งนี้กินเวลาไปถึงห้าชั่วโมงกว่า แน่นอนว่าเธอไม่มีความอยากอาหารเลย และโชคดีที่รถเดินทางถึงเขตอำเภอของอีกเมืองโดยสวัสดิภาพ
เซิ่งอันหนิงผู้สูญเสียสติจากการนั่งรถและได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปกับการแย่งชิงที่นั่งก็ได้ถือสัมภาระตามผู้คนลงรถอย่างหมดแรง
โจวสือซวินเห็นท่าทางอ่อนแรงของเซิ่งอันหนิง มาคิดดูแล้วซาลาเปาก็เย็นเกินที่จะกินได้ ชายหนุ่มจึงเร่งฝีก้าวตามหญิงสาวขึ้นมา “พวกเราไปกินบะหมี่กันสักชามก่อน พักสักครู่ค่อยไปนั่งรถต่อ”
หลังลงจากรถได้ เซิ่งอันหนิงก็สูดหายใจเข้าและรู้สึกสบายขึ้นมาบ้าง เธอกลัวว่าการกินข้าวจะทำให้การเดินทางช้าลง “เราจะขึ้นรถเข้าเมืองทันอยู่ใช่ไหมคะ?”
โจวสือซวินมองดูนาฬิกาบนข้อมือ “ทันสิ อีกหนึ่งชั่วโมงยังมีรถรอบสุดท้าย”
เซิ่งอันหนิงมองดูนาฬิกาข้อมือของโจวสือซวินด้วยความอิจฉา ใครจะไปคาดคิดว่า นาฬิกาข้อมือธรรมดา ๆ หนึ่งเรือนจะหรูหราเช่นนี้
โจวสือซวินคุ้นเคยกับตัวอำเภอแห่งนี้มาก เขานำเซิ่งอันหนิงออกจากสถานีแล้วเลี้ยวขวาและเดินไปอีกไม่ไกล ก็พบกับร้านบะหมี่ไม่ค่อยใหญ่นัก
ในร้านมีโต๊ะธรรมดา ๆ ตั้งอยู่สามตัวและม้านั่งยาว
เซิ่งอันหนิงนั่งตรงข้ามกับโจวสือซวิน ร้านบะหมี่ร้านนี้สะอาดกว่าที่หญิงสาวคิดไว้มาก จึงทำให้อารมณ์ของเธอดีขึ้นมาไม่น้อย
โจวสือซวินเดินไปหลังครัวเพื่อสั่งบะหมี่สองชาม และได้เอ่ยกับเซิ่งอันหนิง “ด้านหลังมีที่ล้างมือนะ”
เซิ่งอันหนิงเข้าไปล้างมือและใช้น้ำสะอาดล้างหน้า จึงรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมามาก เมื่อเช็ดน้ำบนใบหน้าออกหมด ก็พบกับหญิงสาววัยยี่สิบกว่า ๆ กำลังนั่งตรงที่นั่งของเธอ
หญิงสาวผู้นั้นสวมเสื้อนวมบุฝ้ายลายดอกไม้สีแดงที่ซีดจางเล็กน้อย บริเวณไหล่มีรอยปะชุน หล่อนผูกผ้าพันคอสีน้ำเงินที่ผูกมุมผ้าเอาไว้บริเวณด้านหน้า
สีผิวของหล่อนออกเหลืองเล็กน้อยแต่ก็ดูงดงาม ดวงตาและคิ้วเฉียบคม เมื่อมองดูแล้วก็รู้สึกอบอุ่น
แต่ท่าทางของหล่อนดูไร้เรี่ยวแรงและซีดเซียวเล็กน้อย
เซิ่งอันหนิงตกตะลึงไปเห็นได้ชัดว่าหญิงสาวผู้นี้รู้จักโจวสือซวิน เมื่อมองดูท่าทางที่ตื่นเต้นของโจวสือซวินได้สักพัก ดวงตาของชายหนุ่มก็ค่อย ๆ แดงขึ้นมา
เมื่อคิดดูแล้ว โจวสือซวินก็เติบโตจากที่นี่ การที่จะพบคนที่คุ้นเคยก็นับได้ว่าเป็นเรื่องปกติ
ในขณะที่กำลังลังเลอยู่ หญิงสาวก็ได้มองมาที่เซิ่งอันหนิง หลังจากประหลาดใจอยู่สักพัก หล่อนก็ได้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้ามาทักทายเซิ่งอันหนิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อาซวิน นี่คงจะเป็นอันหนิงสินะ สวยมากเลย”
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิง และเขาก็ได้ลุกขึ้นเช่นกัน “อื้ม พวกเรากลับมาด้วยกัน”
หัวใจของเซิ่งอันหนิงรู้สึกชาวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกที่หญิงสาวผู้นั้นเรียกโจวสือซวินอย่างสนิทสนม
แต่ใบหน้ากลับผุดยิ้มและตรงเข้าไปหาหล่อน “สวัสดีค่ะ ฉันเซิ่งอันหนิง”
หญิงสาวผู้นี้ยังคงยิ้มอย่างอบอุ่นเช่นเคย จนทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั้งตัว “สวัสดีค่ะ ฉันหลัวไฉ่เสีย อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับอาซวินค่ะ”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
เป็นรถเมล์ที่ถ้าได้ไปอยู่ในยุคนั้นก็ไม่รู้ว่าจะอยู่รอดจนถึงปลายทางไหมเลยค่ะ ดูสภาพแล้ว… ต้องขอบคุณไหวพริบของอันหนิงนะคะที่ทำให้ได้ที่นั่งดี ๆ
เจอแฟนเก่าสามีแล้ว เป็นบรรยากาศที่กระอักกระอ่วนใช้ได้เลยค่ะ
ไหหม่า(海馬)