หมิงเป่าจูตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวเตรียมไว้ส่วนตนเองกินเพียงสองคำก็แบกกระบุงขึ้นหลังเดินทางเข้าเมืองเพื่อนำรายได้ก้อนใหญ่เข้าบัญชีความรื่นเริงบันเทิงใจนี้ทำให้นางไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีเงาคนลับๆ ล่อๆตามมาอยู่ด้านหลัง และติดตามนางไปจนถึงในเมือง
ตอนไปถึงหอหมื่นสมบัติยังไม่เปิด นางไปเคาะอยู่นานโดยไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อยถึงมีคนมาเปิดประตูให้
ซ่งอี้เห็นหมิงเป่าจูมาแต่เช้าแม้ว่าจะแปลกใจแต่ก็พานางไปรับเงินที่ห้องบัญชี
หมิงเถี่ยจู้ตามหมิงเป่าจูมาจนถึงหน้าประตูหอหมื่นสมบัติเมื่อเห็นนางเข้าไปแล้ว ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะเดินเลี้ยวไปทางทิศเหนือ
ทางเหนือของเมืองคือตลาดมืดที่ทุกคนรู้จักกันดีตลาดมืดที่ว่าหาใช่สถานที่ขายของโบราณหรือภาพวาดเก่าแก่สิ่งที่พวกเขาค้าขายก็คือมนุษย์
เอาไปขายเป็นทาสหรือบ่าวรับใช้ให้กับคนมีเงิน ขายให้หอนางโลมไปเป็นนางคณิกาหรือแม้กระทั่งขายไปใช้แรงงานหรือไปเป็นสะใภ้เด็ก [1] ในท้องถิ่นทุรกันดาร
หมิงเถี่ยจู้เกิดความคิดนี้ขึ้นเพราะถูกหวังซื่อยุแยงอย่างหนักคราก่อนจึงตัดสินใจว่าจะขายหมิงเป่าจูทิ้งไป หลังจากนั้นค่อยกลับไปจัดการหมิงเป่าอวี้
หรือไม่ก็ใช้ครั้งนี้ผูกสัมพันธ์กันไว้ก่อนคราวหน้าตอนขายหมิงเป่าอวี้อาจเจรจาต่อรองราคากันได้
ตลาดมืดเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าผู้คนมากมายที่ถูกขายมาที่นี่ล้วนถูกเฆี่ยนตี เพียงไม่กี่วันหากทนไม่ไหวก็จะตายไป
ซากศพถูกโยนทิ้งข้างทางไม่มีใครสนใจไยดี ปล่อยให้หนอนแมลงไต่ตอมตามยถากรรม
ถึงแม้จะมีคนมาเก็บกวาดทำความสะอาดตามวันที่แน่นอนแต่นานๆ จะมาสักครั้ง ขณะที่คนตายกลับมีอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยขาดตอน
หมิงเถี่ยจู้อุดจมูกเดินไปถามตามแผงลอยในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงกับพ่อค้าทาสรายหนึ่งที่กำลังหาคนงานให้กับตระกูลเศรษฐี
เขาไม่อยากให้หมิงเป่าจูได้ไปในสถานที่ที่ดี
แต่ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้ที่นี่ให้ราคาเริ่มต้นสูงกว่าที่อื่นจากที่ไปสอบถามมาทั้งหมดแต่ราคายังไม่สามารถระบุได้ชัดจนกว่าจะได้พบคน
“สหายหลานสาวของข้าเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกยิ่ง ท่านส่งคนตามข้าไปสักคนเถอะ” หมิงเถี่ยจู้พูดเป็นเชิงหารือเขาคนเดียวคงจับหมิงเป่าจูไม่ได้จริงๆ
“ได้เหล่าซื่อ เจ้าตามเขาไป” พ่อค้าทาสรับปากอย่างรวดเร็ว
พวกเขาพบเห็นเรื่องพรรค์นี้มาเยอะมักมีผู้ขายบางคนที่ตัดสินใจแบบชั่ววูบกลัวว่าจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้จึงมาขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรสำหรับคนทำการค้ามืดอย่างพวกเขา
คนที่ถูกเรียกว่าเหล่าซื่อเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาโหดเหี้ยมน่ากลัวเด็กผู้หญิงธรรมดาแค่เห็นก็คงตกใจร้องไห้ขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว
หมิงเถี่ยจู้พึงพอใจยิ่งรีบพาคนไปจับหมิงเป่าจูอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
ตั้งแต่เกิดเรื่องของหมิงเป่าจูคราก่อนคนของหอประมูลก็ได้รับบทเรียนมากมาย พวกเขาไม่ดูคนแต่เพียงการแต่งกายภายนอกอีกแต่จะถามวัตถุประสงค์ให้แจ่มชัดแล้วถึงให้คนเข้าไป
แต่ครั้งนี้บังเอิญว่าไม่ใช่วันเปิดทำการของหอหมื่นสมบัติจึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปทั้งสิ้น
แต่หมิงเป่าจูกลับเป็นกรณีพิเศษโจวเหล่ากับซ่งอี้สั่งการไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว นางถึงสามารถเข้าไปได้โดยไร้อุปสรรคแต่ไม่ใช่สำหรับหมิงเถี่ยจู้
เมื่อเห็นบุรุษที่เฝ้าอยู่ข้างประตูสองคนพุงหนากว่ารูปร่างก็สูงใหญ่กว่าตนเองหลายส่วน หมิงเถี่ยจู้ก็ไม่กล้าทะเล่อทะล่าบุกเข้าไป
เมื่อครู่เขากวาดตามองดูแล้วภายในมีการตกแต่งอย่างหรูหราเป็นพิเศษ ไม่ใช่สถานที่ที่ตนเองจะมาก่อเรื่องได้ จึงพาเหล่าซื่อถอยไปที่แผงลอยเล็กๆฝั่งตรงข้าม สั่งน้ำชามาหนึ่งกา กะว่าจะเฝ้าตอรอกระต่าย [2] จนกว่าหมิงเป่าจูจะออกมา
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือหมิงเป่าจูนำเงินออกจากหอหมื่นสมบัติไปนานแล้ว
“เถ้าแก่ข้าต้องการฝากเงิน”
ครึ่งหนึ่งของห้องถูกกั้นด้วยราวไม้ด้านบนของแท่นสูงระดับเอวมีช่องประตูทรงโค้งเชื่อมกันอยู่หลายบานดูคล้ายคลึงกับช่องหน้าต่างที่ใช้รับส่งของในธนาคารยุคปัจจุบัน
สถานที่ที่หมิงเป่าจูยืนอยู่ตอนนี้มีชื่อว่าโรงรับฝากเงินจวี้เฟิงซึ่งเป็นโรงรับฝากเงินที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอนี้
เมื่อก่อนเคยได้ยินเถ้าแก่หวังแห่งหอจี้ซั่นถังเอ่ยถึงว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูงหากมีเงินก็สามารถเอามาฝากไว้ที่นี่ได้
หมิงเป่าจูจำได้แม่นวันนี้ถึงได้มา
“เจ้า? เคยมีบัญชีมาก่อนหรือไม่”
ผู้ที่อยู่ด้านหลังแผงกั้นไม้เป็นบุรุษอายุราวสามสิบสี่สิบปีเขามองหมิงเป่าจูปราดหนึ่ง หากไม่เพราะนางเป็นฝ่ายเอ่ยปาก่อนเขาก็เดาไม่ถูกว่านางจะมาเพื่อฝากเงิน
“บัญชี? ไม่มีข้าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก” หมิงเป่าจูไม่ค่อยเข้าใจความหมาย แต่คิดว่าไม่น่าจะต่างกับสมุดบัญชีธนาคารในยุคปัจจุบัน
“ฝากเท่าไร”ชายผู้นั้นถาม
“หกสิบตำลึง”
ก่อนออกมาจากบ้านนางตั้งใจหยิบเงินมาสี่ตำลึง นี่เป็นความเคยชินที่ติดมาจากยุคปัจจุบันมีเงินก็ต้องเก็บออมไว้ แม้จะมาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ เงินหกสิบตำลึงไม่นับว่ามากมายสำหรับคนที่ต้องเบิกถอนเงินจำนวนมหาศาลอยู่เป็นประจำเช่นเขา
แต่เมื่อเอ่ยออกมาจากแม่นางน้อยที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ กลับเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ
หมิงเป่าจูเห็นคนที่อยู่ในคอกกั้นจดจ้องตนเองอยู่นานแต่กลับไม่พูดอะไรมือก็เขียนอะไรบางอย่างในสมุดบัญชีเล่มหนึ่งไม่มีหยุดพักแม้แต่ชั่วขณะจิต
เพียงครู่เดียวก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นออกมาจากช่อง“มอบเงินให้ข้าแล้วประทับลายนิ้วมือเป็นหลักฐานตรงนี้”
หมิงเป่าจูเลิกคิ้วให้ความรู้สึกเหมือนการฝากเงินที่ธนาคารอยู่มากจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีเย่อหยิงของคนผู้นี้ทำให้นางนึกอยากจะหัวเราะ
หลังจากทำเสร็จเรียบร้อยหมิงเป่าจูก็ได้รับตราสารมาฉบับหนึ่ง เถ้าแก่บอกนางว่านี่คือตราสารเงินฝากสำหรับเจ้าของเป็นผู้เบิกถอนเองเท่านั้น หากผู้อื่นมาถอนนอกจากจะต้องมีตราสารเงินฝากแล้วยังต้องมีจดหมายรับรองจากเจ้าของบัญชีถึงจะทำธุรกรรมได้ เห็นได้ชัดว่าปลอดภัยยิ่ง
ขณะฝากเงินเถ้าแก่ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมให้นางอีกสองสามทาง หมิงเป่าจูพิจารณาดูทีละอย่างระบบบริหารจัดการเงินค่อนข้างคล้ายคลึงกับยุคสมัยใหม่
นางเลือกแบบฝากประจำโดยไม่ลังเลแบบนี้จะมีการจ่ายดอกเบี้ยหกสิบเหรียญทองแดงทุกสิบวันเพียงแต่จะไม่สามารถถอนก่อนระยะเวลาที่กำหนดได้
แต่หมิงเป่าจูคำนวณดูแล้วช่วงนี้นางยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้
ส่วนเงินสิบตำลึงที่รับปากหมิงเถี่ยจู้ไว้มีสำรองไว้ที่บ้านแล้วรอหลังจากดูทำเลหน้าร้านเสร็จเรียบร้อยค่อยถอนเงินก้อนนี้ออกมาก็ยังทันถมเถถึงได้รับปากอย่างสบายใจ
ส่วนหมิงเถี่ยจู้ที่นั่งรออยู่หน้าหอหมื่นสมบัติในที่สุดก็รอไม่ได้อีกต่อไปจึงเข้าไปสอบถามชายเฝ้าประตูอย่างสุภาพ ถึงรู้ว่านางออกไปนานแล้ว
“เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าอยู่หรือ”เหล่าซื่อรอมานานมากจนหมดความอดทน พอได้ยินคนเฝ้าประตูกล่าวเช่นนี้ก็คว้าคอเสื้อหมิงเถี่ยจู้คิดหมายจะใช้กำลังทุบตี
“อย่านะอย่านะ สหายท่านนี้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่านลองไปตามหากับข้าดูก่อนหลานสาวข้าคนนี้หน้าตาสะสวย มือไม้คล่องแคล่ว พวกท่านเก็บไว้ต้องขายได้ราคาดีแน่นอน”หมิงเถี่ยจู้พยายามชี้แจงอย่างสุดชีวิต
เมื่อรอมานานขนาดนี้แล้วเหล่าซื่อก็ไม่อยากกลับไปมือเปล่า จึงรับปากว่าจะช่วยหมิงเถี่ยจู้ค้นหาดูอีกที
แต่จะว่าไปหมิงเป่าจูก็ดวงซวยจริงๆรอดพ้นไปได้ครั้งหนึ่ง แต่ไม่อาจหลบหนีไปได้ตลอดทุกครั้ง
ขณะที่นางเข้ามาในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่งก็รู้สึกเหมือนมีลมระลอกหนึ่งวาบผ่านด้านหลังหลังจากนั้นก็ปวดที่ท้ายทอยอย่างรุนแรงก่อนที่จะหมดสติไป
หมิงเถี่ยจู้พาเหล่าซื่อเดินสำรวจไปตามถนนเขาเชื่อว่าหมิงเป่าจูไม่น่าจะกลับหมู่บ้านเร็วขนาดนี้ จากการสังเกตมาเป็นเวลานานนางมักจะออกแต่เช้าและกลับค่ำเสมอ
เป็นดังคาดหมิงเถี่ยจู้สายตาเฉียบคม เห็นหมิงเป่าจูเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกลับแห่งหนึ่งจึงส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายก่อนที่ทั้งสองจะตามไป
สมกับเป็นพวกค้ามนุษย์ที่ทำงานต่ำช้าพรรค์นี้มาหลายปีจนช่ำชองใช้สันมือสับเพียงครั้งเดียว คนก็ร่วงลงพื้นราวกับกระดาษแผ่นหนึ่ง
เชิงอรรถ
[1] สะใภ้เด็ก หมายถึงเด็กผู้หญิงที่บ้านหนึ่งเลี้ยงดูมาจนโตเพื่อตบแต่งเป็นภรรยาของบุตรชาย
[2] เฝ้าตอรอกระต่าย เป็นสำนวน หมายถึงการนั่งรอความสำเร็จมาเยือนโดยไม่คิดจะทำอะไร มาจากตำนานสมัยจ้านกั๋วที่เล่าถึงชาวนาเห็นกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งมาชนตอไม้ตาย ตั้งแต่นั้นก็ไม่ทำงานทำการมานั่งรอให้กระต่ายวิ่งมาชนตอไม้ตายอีก