อรัญแวะไปเที่ยวบ้านสุวกรณ์ในตอนเย็นวันหนึ่ง เธอเชิญมาบอกว่าเป็นวันเกิดให้ไปร่วมฉลองด้วย เขาซื้อตุ๊กตาเซรามิคตัวเล็ก ๆ เป็นของขวัญให้ เพราะเขาชอบมันน่ารักดี มันเป็นสิ่งแสดงถึงศิลปะในหัวใจคน ใครคิดอะไร ศิลปะก็สะท้อนความในใจของผู้สร้างสรรค์มันออกมาใจบริสุทธิ์ก่อกำเนิดศิลปะบริสุทธิ์ใจสะอาดก่อกำเนิดศิลปะสะอาดใจเย็นก่อกำเนิดศิลปะดูเย็นใจงามก่อกำเนิดศิลปะงามใจทรามไม่ก่อกำเนิดศิลปะใด ๆนั่นและ คือบทสะท้อนของศิลปะ“พี่รัน เสาร์นี้พวกเราจะไปเที่ยวทะเลไปด้วยกันมั๊ย”สุวกรณ์ถามเขาพร้อมกับยื่นส่งขนมเค้กวันเกิดซึ่งตัดแบ่งมาให้“เหรอ คงจะสนุกดีนะ ไปกันกี่คนล่ะ”“หลายคน แม่ให้นุ่นเอารถตู้ที่บ้านไป”“เช่น ใครบ้าง?”อรัญยืนพิงขอบหน้าต่างหันมาถาม“พี่พล แฟนพี่พล โอ๊ย..อีกหลายคน”เด็กสาวทำมือนับ แล้วส่ายหน้าเลิกนับไปเฉยๆ“ใครเป็นเจ้าภาพงานนี้?”“พี่พล”“เที่ยวทะเลหน้าฝน มันจะดีหรือ?”“ก็มันตกทุกวันเมื่อไหร่เล่า ยิ่งสองสามอาทิตย์มานี้นะ ร้อนใจขาดเลย ตกลงนะ ไป”“ด๊าย ...อยากไปเหมือนกัน นานแล้วที่ไม่ได้ไป” เอ่ยเพียงแค่นั้น แต่หัวใจของเขาหวนนึงถึงความหลังของเขากับจันทิมา ซึ่งบัดนี้หล่อนย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่แคนาดา และคงไม่มีวันที่จะกลับมาให้ได้พบหน้าอีกชายทะเลพัทยาแม้จะเป็นหน้าฝนแต่ก็มีผู้มาใช้บริการมากมายไม่ขาดสายเพราะความร้อนอบอ้าวของอากาศในเมืองนักท่องเที่ยวที่เขาเห็นส่วนมากจะเป็นฝรั่งตะวันตก และมีมากกว่าครึ่งที่ควงคู่สาวไทยอายุน้อยกว่ากันแทบจะทั้งนั้น และมีนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มทัวร์ส่วนมากจะเป็นชาวจีน ที่มักจะเดินทะเล่อทะล่าข้ามถนนตามชายหาด ให้พวกรถสองแถวได้ด่าเล่นโดยการนำของสุวพล และกรรณิการ์แฟนสาว ก็มาถึงชายหาดพัทยาเอาประมาณ 9 นาฬิกา นุ่นซื้อชุดชายหาดให้ชุดหนึ่ง เธอเลือกเอาสีที่ดูแล้วแสบตาพิลึก โดยเฉพาะเสื้อลายผลไม้พร้อยไปเลยเลือกเอาใต้ต้นมะพร้าวต้นหนึ่งเป็นที่จอดรถ จากนั้นพากันเดินเลาะเล่นคู่ใครก็คู่ใคร แม้แสงแดดจะจ้าแต่ก็ไม่ได้สร้างความร้อนเกินไปนัก สายลมชายทะเลเป็นเครื่องป้องกันได้อย่างดี นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติพากันนอนเปลือยกายอาบแดด ไม่ใส่ใจต่อสายตาใครต่อใครที่จ้องมอง นุ่นหัวเราะกิ๊กสะกิดให้อรัญดูฝรั่งอ้วนอุ้ยอ้ายนอนผึ่งพุงบนชายหาด ดูแล้วไม่ต่างจากแมวน้ำเท่าใด“นุ่นว่าเหมือนปลาพะยูนมากกว่า”สุวกรณ์แย้งทั้งหัวเราะไม่หยุดกีฬาชายหาดอย่างวอลเลย์บอลกำลังได้รับความนิยม ในหลาย ๆ จุดมีการเล่นเป็นกลุ่มๆ พวกเขากระจายกันไปโดยมีจุดนัดพบกันในตอนเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้ ๆ รถอรัญกับสุวกรณ์เดินเลียบไปตามริมทะเล ด้วยเท้า ลมทะเลพัดคลื่นเข้าฝั่งกระทบชายหากเป็นระรอก สาวน้อยวิ่งแข่งกับคลื่นหัวเราะอย่างร่าเริง ร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ บางครั้งก็วิ่งไปแย่งบอลกับเด็ก ๆ ที่เล่นกันอยู่ตามชายหาด“มึงไม่อยากเจ็บตัวก็เฉย ๆ เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก บอลโว้ยบอล”เสียงชายผู้หนึ่งแว่วมาจากด้านหลัง เขาหันไปมองก็พบ ชายสามคนโดยคนหนึ่งนั่งยอง ๆ ใช้บอลทุบตามใบหน้าชายแก่ผู้หนึ่งที่นอนฝังตัวอยู่ในทราย อีกมือหนึ่งจิกผมรั้งขึ้นอย่างไม่ปราณี“ครับ ๆ อย่าทำผมเลย ผมแก่แล้ว อย่าๆ ครับ อย่าทำผม”ชายผู้นั้นพยายามยกมือไหว้ขอความเห็นใจ“จำไว้ หนอย ทีหลังจำไว้ อย่าซ่าอีก”เจ้าผมหยิกแดงจากการย้อม กดศรีษะนั้นลงกับทรายอย่างย่ามใจ ก่อนจะชวนกันถือบอลเดินจากไป“ลุง ๆ เป็นไงบ้าง?”อรัญเดินเข้าไปคุกเข่าลงใกล้ ๆ ถาม ช่วยพยุงร่างนั้นให้ลุกนั่ง“ไม่เป็นไรหรอก คุณ ไม่เป็นไร แต่แหมมันเจ็บใจ ถ้าเป็นสมัยก่อน คงไม่ถูกมันรังแกอย่างนี้ ไอ้พวกอันธพาล”ชายสูงวัยหันไปสบถตามหลังอันธพาลที่ว่า“ลุงไปทำอะไรให้มันผิดใจหรือ?”ชายหนุ่มปัดทรายตามตัวออกให้“โอ๊ย จะไปทำอะไรมัน ก็นอนเฉย ๆ นี่แหละ มันเตะบอลกันอยู่ใกล้ พอดีบอลมันกระเด็นมาถูกลุง เลยร้องเตือนไป ไม่นึกว่ามันจะไม่รับเท่านั้น ยังเอาเรื่องที่บังอาจเตือนมันด้วยเจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจนี่สิ”พูดพร้อมปั้นปากทุบมือลงกับทราย“พวกมันเป็นใครหรือ?”“ก็อันธพาล ที่คอยแกล้งนักท่องเที่ยวแถวนี้แหละ ปะเหมาะก็รีดไถเงินเลย”“แล้วตำรวจท่องเที่ยวแถวนี้เขาไม่สนใจมันหรือ? ทำไมถึงปล่อยไว้ได้”“มันก็ไม่เชิงเป็นอันธพาลยิ่งใหญ่อะไรนักหรอก พวกกิ๊กก๊อกธรรมดานี่เอง เจอตำรวจมันก็พากันหลบ”อรัญปล่อยให้ชายแก่คนนั้นเล่นทรายตามเดิมจากนั้นเดินตามสุวกรณ์ที่วิ่งเล่นน้ำทะเลล่วงหน้าไปก่อนแล้ว“โอ๊ย เหนื่อยจังพี่รัน” สุวกรณ์วิ่งมาเกาะแขนอรัญพลางหอบ“สนุกมั๊ย?”“สนุกดี พี่ นุ่นเล่นกับเด็กพวกโน้นสนุกดี เด็กๆ น่ารักมาก”เด็กสาวชี้มือบอกไปทางเด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่ริมหาด“ป่ะ ไปรวมกับคนอื่น ป่านนี้คงหิวกันแล้วล่ะ”ไปรวมกับคนอื่นซึ่งรออยู่แล้วที่ร้านอาหารจุดนัดหมายหลังอาหารเที่ยงก็ไปนั่งจับกลุ่มคุยกันใต้ต้นมะพร้าว โดยเช่าเก้าอี้ชายหาดมานั่งนอนกันตามสบายขณะที่นอนพักกันอยู่นั้น กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินหัวเราะกันสนุกสนานผ่านหน้าไป อรัญหรี่ตาขึ้นมองก็ต้องสะดุ้งวาบผมยาวสลวยถึงแผ่นหลังรับกับเอวที่คอดกิ่วในชุดว่ายน้ำสีน้ำเงินสว่าง และจากมุมใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวที่คุยกันกับเพื่อนซึ่งเดินคุยกันเข้าเข้าไปพักในร่มเช่าเรียงรายชายหายห่างออกไปประมาณ 20 เมตร ไม่น่าเชื่อว่าหล่อนจะมาเที่ยวทะเลเช่นกัน และมาประจวบเหมาะในช่วงเวลาเดียวกันกับเขาด้วยอรัญเกือบจะลุกไปทักทาย แต่ก็ต้องชะงักแค่นั้น เพราะชายหนุ่มผู้หนึ่งในบรรดากลุ่มนั้นยื่นส่งมะพร้าวอ่อนให้หญิงสาวเหมือนสนิทสนมกันเหลือเกินความรู้สึกลึกๆ ทำให้เขาไม่กล้าที่จะออกจากกลุ่มร่มชายหาดเพราะกลัวหล่อนจะเห็น ปฏิเสธคำชวนของสุวกรณ์ที่ชวนไปหาซื้อของตามร้านแผงลอยชายหาด รู้สึกหวาดหวั่นลึกๆ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทั้งๆ ที่เขาเองก็เคยตรวจสอบตัวเองแล้วว่าไม่มีความรู้สึกอะไรพิเศษกับหล่อนไปมากกว่าเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้นขอยืมแว่นดำจากสุวพลมาสวมอำพรางใบหน้า อย่างน้อยถ้าเจอกันเธอก็คงจะจำได้ไม่ได้ แต่สุวกรณ์กลับล้อเลียนว่าเหมือนอะไรสักอย่าง“ถ้าใส่หนวดอีกหน่อยนะ นุ่นว่าเหมือน เป๊ะเลย เหมือนจริง ๆ”เด็กสาวยกนิ้วให้“เหมือนอะไร?”ชายหนุ่มก้มมองลอดแว่นออกมา“คนตาบอด”เด็กสาวหัวเราะคิ๊กและวิ่งหลบ ก่อนที่จะถูกเขาขว้างด้วยทราย“พี่รันไม่เล่นน้ำเหรอคะ?”กรรณิการ์ถามหลังกลับมาจากเดินเลือกซื้อของ“แดดยังร้อน เดี๋ยวบ่ายหน่อยจึงจะลง เป็นไงของขายเยอะมั๊ย”“เยอะค่ะ แต่ไม่น่าซื้อ หาที่ถูกใจไม่ได้ ของทำจากเปลือกหอยก็สวยสร้างสรรค์ดี แต่ไม่ค่อยประณีต”กรรณิการ์กับสุวพลแต่งงานกันได้ขวบปีแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีทายาทสักคน ทั้งคู่ให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกับอรัญอย่างไม่ถือตัว สองสามีภรรยาชวนกันเดินเที่ยวต่อไป โดยผ่านไปด้านที่ปิยนันท์กับเพื่อนนั่งสนทนากันอยู่กรรณิการ์แวะเข้าไปทักทายปิยนันท์เหมือนคนรู้จักกัน เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ สองสาวรู้จักกันและดูท่าจะสนิทสนมกันมากด้วย อรัญลุกจากเปลเดินรวมกลุ่มกับสุวกรณ์ที่เลือกซื้อของกับเพื่อนๆ อีกด้านหนึ่ง เขาหยิบหินอ่อนกลมเกลี้ยงจากการกลึงก้อนหนึ่งขึ้นมาพิจารณา เดาะชั่งน้ำหนักเล่น“หินนี้ดีมั๊ย นุ่น”“สวยดีค่ะ ราคาเท่าไหร่คะ” เด็กสาวหันไปถามเจ้าของร้าน“ยี่สิบ สามก้อนห้าสิบ”สุวกรณ์หันมาสบตาอรัญเบ้ปาก เขาส่ายหน้าบอกไม่เอา จากนั้นพากันเดินไปยังร้านอื่นต่อ ส่วนมากก็อยู่ในระดับราคาเดียวกัน แตกต่างกันไม่กี่บาทนัท เด็กหนุ่มเพื่อนของสุวกรณ์ซื้อบอลแล้วชวนกันไปเล่นที่ชายหาด รวมแล้วก็เป็นเจ็ดกับอรัญพอดี เล่นกับเด็ก ๆ สนุกน้อยเมื่อไหร่กันครั้งหนึ่งนัทรับบอลพลาดจึงวิ่งตามไปเก็บ ไม่ทันดูทางก็ชนโครมเข้ากับร่างหนึ่งที่ยืนขวางอยู่แล้ว ไอ้ผมแดงอันธพาลกิ๊กก๊อกที่ลุงคนนั้นเรียกกับสมุนทั้งสองนั่นเอง“เฮ้ย! มึงไม่มีตาดูเรอะ” มันตะคอกผลักอกนัทล้มก้นจ้ำเบ้า“ขอโทษครับ” นัทหน้าซีด ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยามยามยกมือขอโทษ“ขอโทษ หนอย ไม่รับโว้ย”เจ้าผมแดงยังไม่ยอม นั่งลงยอง ๆ ตบไหล่เด็กหนุ่มย้ำ ๆ น้ำเสียงข่มขู่“-อยากให้ยกโทษต้องจ่ายกันหน่อย น้อง จ่ายค่าเจ็บน้อง ค่าเจ็บ”“อะไรกันพี่ จ่ายอะไร?”อรัญเดินเข้ามาถาม โบกมือห้ามไม่ให้สุวกรณ์กับเพื่อนเข้ามาใกล้ มันลุกขึ้นมาประจัญหน้า“อ๋าย ก็ค่าชนพี่เจ็บสิน้อง” อันธพาลประจำถิ่นล้วงกระเป๋ายักไหล่ยิก ๆ“เจ็บอะไรกัน น้องเขาเจ็บมากกว่านะ พี่ตัวออกโต แถมผลักน้องเขาซะแรง” อรัญดึงมือนัทให้ลุกขึ้น“อ๋าย นั่นไม่รับรู้โว้ย น้องผิดที่วิ่งมาชนพี่ก็ต้องจ่าย หรือไม่ก็รับโทษตามระเบียบ”“ระเบียบของใคร ใครตั้ง?”“ของที่นี่ และพี่ อั๊วคนนี้เป็นคนตั้ง” มันยกมือขึ้นสีจมูกแล้วชี้มือที่อกตัวเอง“พี่คิดเท่าไหร่ล่ะ?” นัทถามปากสั่นมันยกมือชูขึ้นทั้งห้านิ้ว พยักหน้ายียวนบอกถึงความเป็นเจ้าถิ่นเต็มที่“ห้าสิบ ได้ ๆ ผมจ่าย”“อ๋าย ไอ้น้อง ห้าน่ะใช่แต่ร้อยโว้ย หนอยลดค่าตัวเดี๋ยวเรียกเป็นพันเลย”“โห พี่ สามเถอะ”“ไม่ได้ ห้าต้องเป็นห้า” มันส่ายหน้า“ไม่ต้องนัท” เขาดึงแขนนัทให้ออกห่าง หรี่ตามองอย่างพินิจ“ทำไมน้องจะจ่ายแทนเหรอ?”“ใช่”อรัญตอบสั้น ๆ สำรวจไปทางด้านหลังที่เจ้าบริวารสองตัวยืนอยู่ คนหนึ่งสูงโย่ง อีกคนหยองกรอดเหมือนเป็นโรคดีซ่าน ขี้ยาไม่ต้องสงสัย ดูน่าเกรงก็เจ้าผมแดงเท่านั้น หน้าบากเป็นรอยแผลเป็นจากสันจมูกผ่านมาทางซีกแก้มซ้าย แผงอกเหมือนคนเล่นกล้ามเป็นประจำ มันไม่ใช่คนที่ขี้ริ้วเลย เพียงแต่รอยแผลเป็นนั้นทำให้มันดูน่าเกรง และลดค่ามันลงไป“จ่ายก็จ่ายมา” มันกวักเรียกด้วยนิ้ว“ครับจ่าย จ่ายแน่นอนใจเย็นพี่ นัทไปได้แล้วเดี๋ยวพี่จ่ายเอง”“แต่....พี่”“เถอะน่า พี่จ่ายเอง” อรัญลอบขยิบตาให้นัทจึงเดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อน“จ่ายมาเร็ว!”“ครับ พี่จ่าย จ่ายแน่”อรัญควักกระเป๋าจากกางเกง มันจ้องตาวาวเลียลิ้นแผล่บ จังหวะนั้นเอง เท้าเปล่าอรัญช้อนเขี่ยทรายเต็มเท้าเตะพรวดใส่หน้าเจ้าผมแดงหัวโจกอย่างฉับพลัน“โอ๊ย!”มันร้องลั่นตกใจ ยกมือกุมหน้า อรัญไม่ปล่อยให้เสียโอกาสทอง กระโดดยันโครมเข้ายอดอกมันเซถลาไปปะทะเข้าหยองกรอดทางด้านหลัง ล้มคลุกทรายด้วยกันทั้งคู่ เจ้าโย่งตั้งหลักได้ก่อน กำหมัดสวนหวือเหมือนลมตะลุมพุกมาตรงหน้า เบี่ยงตัวหลบวูบออกมาทางด้านซ้าย หมัดขวาเสยตูมเข้ายุ้งข้าวมันเต็มหมัด แต่ไม่ค่อยจะถนัดนัก“โอ๊ก!”มันร้องลั่นเป็นวัวถูกเชือด ผสมกับเสียงร้องเชียร์ของคนรอบข้าง เจ้าหยองกรอดลุกขึ้นได้ก่อนลูกพี่ กระโดดเข้าหาโดยมีเท้าเข้ามาทักทายก่อน อรัญโยกตัวหลบตั้งศอกปักฉึกเข้าหน้าผากมันอย่างฉับไว“โอ๊ย!”ศอกอรัญชาหนึบ ในขณะที่มันหน้าผากเปิดทันตาเห็น ยกมือกุมหน้าผากหงายตึง เจ้าโย่งหันมาเสยแข้งเข้าสีข้างอรัญเต็มเหนี่ยว แทบช๊อตไปเหมือนกัน แรงมันดีจริงๆ เขากัดฟันหนีบขาเจ้าโย่งใช้ลูกไถนา เตะช้อนโครมเข้าอีกข้าง มันลอยขึ้นทั้งตัว ก่อนหล่นโครมลงทับเจ้าหยองกรอดที่งัวเงียจะลุกขึ้นส่วนเจ้าผมแดงเจอทรายเข้าเต็มเข้าตา ยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่ปราณีปราศัย อรัญเลือกเตะได้อย่างถนัดแข้ง ตูมซ้ายเข้ายอดอก ตูมขวาช้อนเสยขึ้นเป็นเถรกวาดลาน มันลอยขึ้นทั้งตัวแล้วตกลงมาตีลังกาไปทอดหนึ่งเจ้าโย่งกับหยองกรอดพยายามจะลุกขึ้นมาอีก แต่ฤทธิ์แข้งยังไม่สร่างจึงลุกไม่ไหว เขาเตะโครมเข้าหัวไหล่มันลู่เอนไปทั้งคู่“โอย ยอมแล้วครับพี่ ยอมย้อมยอม” มันยกมือไหว้ประหลก ๆ ขอความสงสารอรัญคำรามในลำคออย่างสะใจ ไม่มีความสงสารในใจเลยแม้แต่น้อย“จะเอาอีกมั๊ยพี่ ห้าร้อยน่ะ?”“โอ๊ย ไม่เอาแล้วครับ ไม่แล้ว” มันพากันละล่ำละลักบอก“แล้วพี่ใหญ่ล่ะ จะเอามั๊ย?” อรัญหันไปใช้เท้าเขี่ยสีข้างเข้าหัวโจกที่ยังยกมือกุมหน้าอยู่“โอ๊ย ไม่แล้วครับ”“ดี งั้นพากันไสหัวไปให้พ้นเลย อย่าคิดว่าทุกคนเขาจะยอมหมดล่ะ ไป๊!”ตวาดสำทับ เจ้าโย่งกับหยองกรอดรีบประคองหิ้วปีกลูกพี่พากันตะลีตะลานจากไป“พี่รัน โห ยอดเลย อัดมันซะงอมเลย” สุวกรณ์วิ่งเข้ามาจับแขนอรัญสั่นไปมาอย่างดีใจ น้ำเสียงตื่นเต้น แต่เขายังจุกฤทธิ์แข้งเจ้าโย่งไม่หายจึงพูดไม่ออก“พี่รัน เป็นไงบ้าง?” นัทหยิบกระเป๋ามาส่งให้ เขาแยกเขี้ยวตอบ“นิดหน่อย ไปเถอะ”“ไปไหน พี่รัน?” สุวกรณ์ถาม“เล่นบอล”“โหย ไม่เอาแล้ว เล่นน้ำดีกว่า”ขณะนั้นสุวพลกับเพื่อนก็วิ่งกรูมาถึง ถามเหตุการณ์กันเซ็งแซ่ อรัญต้องให้นัททำหน้าที่อธิบายแทน แต่เด็กหนุ่มก็พูดเติมสีสันจนอรัญต้องพลอยหัวเราะไปด้วย“หึ..หึ..ยังบู๊เหมือนเดิมนะ”เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากด้านหลังของกรรณิการ์“นันท์!”อรัญอุทานตกใจ เพราะปิยนันท์ที่เขาไม่อยากพบในตอนนี้กลับมายืนทักอยู่ตรงหน้าแล้ว คงมาพร้อมกับสุวพลนั่นเอง“พี่รัน”“ไง นันท์ มาเที่ยวเหมือนกันหรือ?”ชายหนุ่มยิ้มแหย ๆ ให้ อยากเข้าไปทักให้มากกว่านั้นแต่เห็นเจ้าหนุ่มที่ยืนเคียงข้างแล้วก็บอกตัวเองว่าอย่าดีกว่า“พี่รัน เล่นบทบู๊อีกแล้วนะ”“อ๊าว สองคนนี้รู้จักกันด้วยเหรอ?” กรรณิการ์ หันมาร้องแปลกใจที่เห็นเขากับปิยนันท์คุยกัน“ครับ รู้จัก”“เหรอ ต๊าย ไม่ยักรู้ ไปๆ มาๆ ก็คนกันเอง ดีจังเลย”“ไงพี่รัน โห เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าเล่นบทบู๊ได้เยี่ยมจริง ๆ มองไกล ๆ เห็นนัวเนียกันไปหมด” สุวพลเข้ามาจับมือเขย่า“ไป ๆ พอแล้ว อายเขา คนมองกันใหญ่แล้ว ไปกันเถอะ” อรัญพยักหน้าไปยังนักท่องเที่ยวที่ยืนมองกันสลอน“พี่รันรู้จักกับคุณนันท์ เหรอ?” สุวพลถาม“พี่รันเป็นพี่ชายนันท์ไม่รู้จักได้ไง?” ปิยนันท์เป็นคนชิงตอบก่อนที่จะเขาจะเอ่ยชายหนุ่มปล่อยให้ปิยนันท์แนะนำเอาเองแล้วแต่เธอจะแนะนำเขาว่าเป็นอะไรอย่างไรลงเล่นน้ำในตอนบ่ายคล้อย ปิยนันท์กับเพื่อนขอตัวกลับก่อน ส่วนพวกเขาโดยการนำของสุวพลจะกลับในตอนเย็นตกเย็นแสงสียามราตรีของพัทยาครึกครื้นแตกต่างจากกลางวันลิบลับ สีข้างชายโครงของเขามันยังขัดๆ ดูพิกลอยู่ คงเป็นผลมาจากการเตะของเจ้าผมแดงนั่นเอง ไม่กล้าที่จะบอกใคร อรัญอ้างว่าขี้เกียจเที่ยวจึงขอนอนเล่นอยู่กับรถ ปล่อยให้คนอื่นท่องราตรีกันตามสะดวกลงจากรถไปหาแวะซื้อน้ำใบบัวบกมาดื่ม ตามความเชื่อที่ว่ากันว่ามันจะพอช่วยได้ เกี่ยวกับเรื่องช้ำใน แต่ก็คงช่วยได้ช้ากว่ายานวดแก้ปวดเมื่อยเป็นแน่ ขณะที่เดินหาร้านขายยาอยู่นั้น สิ่งที่เขาหวั่นมันก็เกิดขึ้นจนได้เจ้าผมแดงกับเพื่อนมันพาพวกยกกันมาเป็นโขยง คราวนี้เกือบสิบ มันตรงรี่เข้ามาเมื่อเห็นเขา แต่ยังไงก็ไม่รอให้มันรุมเหยียบแน่ หันหลังกลับวิ่งออกจากร้านขายยา หลบไปตามร้านแผงลอยที่วางกันเกะกะ ชนใครบ้างไม่มีเวลาสนใจ หลบแว่บเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก พวกมันยังวิ่งตามกันขวักไขว่ เลยผ่านไปทำเอานักท่องเที่ยวหน้าตื่น ตกใจกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นอรัญออกจากร้านเพราะคาดว่ามันคงไปกันหมดแล้ว แต่ผิดคาด เจ้าหยองกรอด มันเพิ่งวิ่งมาถึงตะโกนเรียกเพื่อนลั่นเมื่อเห็นหินอ่อนขัดกลมได้ขนาดเหมาะมือพอดี อรัญคว้าจากร้านแผงลอย ยกขึ้นเดาะ ก่อนขว้างไปโดยมีเป้าหมายคือหน้าเจ้าหยองกรอดนั่นเอง ไม่ผิดหวัง มันเข้าเป้าหมายอย่างถนัดถนี่ เจ้าหยองกรอดได้แผลอีกหนึ่ง คราวนี้มันหนักว่าศอก เสียงหินกระทบกระดูกดังโพล๊ะ มันหงายล้มตึงไปทันทีอรัญวิ่งหลบไปทางดงมะพร้าว ที่หมายตาไว้ โดยมีพวกเจ้าโย่งตามมาติด ๆ ความมืดเป็นตัวช่วยได้ดีก็คราวนี้เอง แต่เขาเสียท่าที่ใส่เสื้อสีขาว จึงถอดยัดใส่กระเป๋ากางเกงเสียสายตาที่ชินกับความมืดทำให้เขาไม่หวาดกลัวมันอีก คว้าได้กิ่งไม้เหมาะมือ นั่งยองๆ รออยู่ใต้ต้นมะพร้าว“ได้สู้ตายแน่ล่ะคราวนี้ ไอ้ไกรเอ๋ยกูนึกถึงมึงฉิบหาย มึงน่าจะมาลุยกับกูสักนิด” เขารำพึงในใจพวกมันห้าหกคนที่ติดตามมา คงชะล่าใจว่ามีพวกมาก เกาะกลุ่มกันร้องเอะอะติดตามเข้ามา แต่ก็ฉลาดพอที่จะกระจายเป็นหน้ากระดานใจสั่นระรัวเป็นตีกลอง สู้หรือถอยดีหนอ ถามตัวเองอยู่อย่างนั้น ถ้าถอยก็คงจะไม่รอดเป็นแน่เพราะไม่ชำนาญทาง ห่วงเพื่อนก็ห่วง กลัวว่าจะถูกเอาเรื่องกันอยู่ทางโน้นแอบหลังต้นมะพร้าว เงามืดของเจ้าคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาทางด้านปีกซ้าย“ตุบ! อ๊อก!”เสียงไม้กระทบท้ายทอยมันล้มครืน“เฮ้ย มันอยู่นั่นโว้ย”จากเสียงร้องพวกมันก็กรูเข้ามาทันที อรัญวิ่งหลบซ่อกแซ่กไปตามต้นมะพร้าว หยุดเหนื่อยหอบอยู่ใต้ต้นหนึ่ง ใช้กลยุทธ์แบบเดิมอย่างได้ผลไปถึงสามราย ที่เหลืออีกสามพากันถอดใจ วิ่งล่าถอยกลับไปนาฬิกาเข็มพรายน้ำของอันธพาลที่นอนสลบอยู่บอกเวลาสามทุ่มกว่า จึงออกจากดงมะพร้าว กลับไปที่รถ อรัญใช้เวลาหลบอยู่ในดงมะพร้าวถึงสองชั่วโมงเต็มรถไม่อยู่ที่เดิมแล้ว พวกเขาคงกลับไปกันหมด เพราะนัดกันไว้ว่าจะกลับกันประมาณทุ่มกว่าๆ ยังดีที่พอมีเงินติดกระเป๋าอยู่บ้าง จักรยานยนต์รับจ้างพาไปส่งสถานีของบริษัททัวร์ หลังจากที่ติดตามหากลุ่มของสุวพลอยู่นาน แล้วไม่พบแม้แต่เงา โทรศัพท์ก็ติดไปกับรถ ไม่ได้เอามาด้วย เบอร์โทรศัพท์ของสุวกรณ์ก็พาลจำไม่ได้ เพราะบันทึกไว้แต่ในเครื่องอย่างเดียวที่บริษัททัวร์ ระหว่างที่รอรถอยู่นั้น อรัญรู้สึกจุกเสียดชายโครงที่ถูกแข้งไม่หาย ลองคลำดูก็พบว่ามันเสียวแปลบ จนต้องนิ่วหน้า กระดูกไม่หักแต่คงจะร้าว มันเป็นครั้งแรกที่มีเรื่องกันแล้วต้องเจ็บตัวขนาดนี้“คุณ คุณ!”เสียงเรียกพร้อมกับมีมือสะกิด เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ“อ้าว ลุง!”ชายแก่คนนั้นที่ถูกอันธพาลแกล้งที่ชายทะเลนั่นเอง“เป็นไง มาทำอะไรที่นี่?”“จะกลับครับลุง กลับกรุงเทพฯ”“วันนี้ลุงเห็นซัดกันนัวเนียบนชายหาด แหมยอดจริง ๆ แล้วเพื่อน ๆ ไปไหนเสียล่ะ”อรัญเล่าเรื่องราวย่อ ๆ ให้ชายแก่คนนั้นฟัง แกตบอกผาง“นึกไว้เหมือนกัน ว่าเรื่องจะไม่เลิกราแค่นั้น เพราะลุงเคยเห็นมาหลายรายแล้วที่มีเรื่องกับพวกมัน ถ้าไม่แน่จริง ไม่ค่อยรอดออกไปจากพัทยาหรอก”“ลุงเป็นคนแถวนี้หรือ?”“บ้านลุงอยู่แถวนี้ล่ะ นี่มารับลูกสาว เขาทำงานอยู่ที่นี่”พยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ต้องนิ่วหน้าให้แกเห็นจนสังเกตุออก จำต้องบอกความจริงให้ทราบ เขาไม่นึกเลยว่าจะได้มารับความเมตตาจากชายชราได้ แกแนะนำตัวเองว่า ลุงชินลุงชินพาอรัญไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ หมอบอกว่า ซี่โครงร้าว ไม่ถึงกับหักอย่างที่คาดเอาไว้“อย่าเพิ่งกลับเลย ไปนอนที่บ้านลุงดีกว่านะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ” อรัญคิดว่าดีเหมือนกัน พักเสียหน่อยคงจะดีขึ้น ลุงชินรับลูกสาวซึ่งทำงานเป็นพนักงานขายตั๋วในบริษัททัวร์แล้วพาเขาไปที่บ้านแกที่อยู่ในดงมะพร้าวอรัญไม่ได้กลับในวันรุ่งขึ้นอย่างที่คาดไว้ เพราะล้มเจ็บถึงกับป่วยนอนซมลุกไม่ขึ้น เป็นภาระให้ลุงชินต้องพาไปหาหมออีกครั้ง ลูกตาล หรือ ดาลวัลย์ ลูกสาว กับป้าผิน ภรรยาลุงชินก็อัธยาศัยดี ไม่แสดงความรังเกียจที่อรัญมาพักอาศัยอยู่ด้วย บ้านไม้ในดงมะพร้าวริมทะเล เป็นที่พักอาศัยฟื้นไข้“ไอ้คนผมแดงน่ะชื่อหรั่ง ตัวโย่งหน่อยก็ไอ้ยา ส่วนคนผอมเหลืองขี้ยานั้นน่ะชื่อติ่ง มันเป็นอันธพาลอยู่แถวนี้แหละ คอยรีดไถนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพวกชาวต่างชาติ เป็นหมูในอวยของพวกมันเลย ตำรวจจับไม่ค่อยได้หรือไม่อยากจับก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาทิตย์ก่อนยังได้ข่าวว่ามันรุมตีฝรั่งซะงอมเลย”ป้าผินบอกขณะใส่หมากพลูเข้าปากอรัญลุกจากที่นอนได้ก็ออกมานั่งคุยด้วย ส่วนคนอื่นไปทำงานยังไม่กลับ วันนี้เป็นวันที่สามที่เขาอาศัยอยู่ด้วย“เกรงใจป้าทำไม๊ เราก็คน คนไม่ช่วยคนแล้ว จะให้ช่วยหมาที่ไหน?”แกว่าเมื่อเขาบ่นเกรงใจที่ต้องมารบกวนโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ป้าผินนอกจากมีสวนมะพร้าวแล้วยังมีสวนเงาะอีกหลายขนัด“ป้ามันแก่แล้ว ทำสวนไม่ค่อยไหวต้องจ้างเขา ลูกเราสองคนก็ไม่เอาด้วย ยัยตาลมันบอกว่า ขี้เกียจดักดานในสวน”“ป้ายังมีลูกอีกคนหรือครับ?”“จ่ะ พี่ชายยัยตาลมัน รายนั้นเขารับราชการเป็นครู นานจะแวะมาเยี่ยมสักที มาทีไรก็มาขนเอาเงาะบ้างมะพร้าวบ้างไปเลี้ยงเด็ก ๆ ”“แกเป็นครูอยู่ที่ไหน ป้า?”“โน่นพนัสนิคมโน่น”ป้าผินตอบแล้วถ่มน้ำหมากปรี๊ดลงระเบียงไปรุ่งขึ้นวันต่อมาอรัญลาครอบครัวคนอารีย์กลับกรุงเทพฯ เมื่อรู้สึกว่าดีขึ้นแล้ว เขาไม่มีอะไรตอบแทน มีแต่ความรู้ซึ้งในบุญคุณเท่านั้นที่จะจำไว้ตลอดไป แม้แต่ตอนกลับดาลวัลย์ยังเป็นคนออกตั๋วให้“โชคดีนะพี่รัน”“ครับ” ชายหนุ่มรับแล้วโบกมือลาก่อนก้าวขึ้นรถทัวร์ที่จอดรออยู่
โปรดติดตามตอนต่อไป