บทที่ 41 นอนร่วมเตียงเดียวกัน แต่ฝันคนละเรื่อง
ครู่ต่อมา เลี่ยวเฉินอี้ถึงได้หัวเราะเบา ๆ
เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงร่าเริงและเต็มไปด้วยพลังบวกเหมือนเช่นทุกวัน “ปิดบังได้ดีขนาดนี้เลยเหรอ ไม่เป็นไร ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ถ้าเขารังแกคุณละก็ บอกผมนะ ผมจะจัดการต่อยเขาให้หน้ายู่เป็นหมูเลย”
บางครั้งเขาก็เอาใจใส่เหมือนพี่ชาย บางครั้งก็ซุกซนเหมือนน้องชายที่ยังไม่โต
เยี่ยเจียรู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก “อืม ขอบคุณนะคะ”
“ตอนนี้คุณน่าจะกำลังทำงานที่บริษัทอยู่ใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ ฉัน…” เยี่ยเจียเล่าเรื่องที่ได้รับบาดเจ็บให้เลี่ยวเฉินอี้ฟัง
“ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วก็ดี จริงสิ… ในเมื่อคุณว่างแล้ว ผมจะเล่าเรื่องสนุก ๆ ในกองถ่ายให้ฟังแล้วกัน”
เลี่ยวเฉินอี้เป็นคนช่างพูด เขาเอ่ยไม่กี่คำก็ทำให้อารมณ์ของเยี่ยเจียดีขึ้นมาได้มาก เธอคุยกับเขาแล้วอยู่ดี ๆ ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
หลังจากสิ้นสุดการสนทนากับเลี่ยวเฉินอี้ เยี่ยเจียก็ออกไปซื้อของ ตั้งใจจะทำอาหาร ถึงยังไง วันนี้ฟู่อวิ่นซางก็ช่วยทายาให้เธอ เธอไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตึงเครียดแบบนี้อีกต่อไป การที่ผ่อนคลายลงหน่อยน่าจะดีกว่า
หลังจากทำอาหารที่เขาชอบเสร็จ เธอก็ส่งข้อความถามเขาว่าจะกลับบ้านเมื่อไร
‘เร็ว ๆ นี้’ ไม่ถึงหนึ่งนาที ฟู่อวิ่นซางก็ตอบกลับมา
เยี่ยเจียรออยู่สักพัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เธอรีบวิ่งไปเปิดประตู ช่วยถือกระเป๋าเอกสารและเสื้อโคตให้เขา เธอเอาใจใส่เขาอย่างดีอยู่เสมอ แต่ไม่เคยกระตือรือร้นขนาดนี้มาก่อน
ฟู่อวิ่นซางชำเลืองมองใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอ ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรผิดปกติ จึงเดินเข้าไปข้างใน
หลังจากกินข้าวเสร็จ เยี่ยเจียก็เก็บโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย แล้วไปล้างจานในครัว
เมื่อเธอออกมาอีกครั้ง ก็พบว่าฟู่อวิ่นซางกำลังนั่งอยู่บนโซฟา มีโน้ตบุ๊กวางอยู่บนตัก เขาหลับตาพักผ่อน ดูเหนื่อยล้าลงเล็กน้อย เธอจึงเดินไปข้าง ๆ เขาอย่างเอาใจใส่ แล้วค่อยๆ นวดไหล่ให้ “เลี่ยวเฉินอี้ให้ฉันขอบคุณคุณ”
“หืม?” เสียงในลำคอของเขาต่ำลงเล็กน้อย
“ตอนบ่ายเขาโทรมา คิดว่าเป็นความดีความชอบของฉันที่ทำให้คุณยอมต่อสัญญา แล้วก็เลยบอกให้ฉันขอบคุณคุณ”
การให้เธอขอบคุณเขา มีความหมายสองประการ ประการแรกคือเลี่ยวเฉินอี้ถือว่าเยี่ยเจียเป็นคนของอวิ่นซาง แล้วฝากข้อความขอบคุณมาให้เขา อย่างที่สองคือเลี่ยวเฉินอี้คิดว่าเยี่ยเจียเป็นคนของตัวเอง แล้วให้เธอนำข้อความของมาบอกเขา
เชื่อมโยงกับที่เธอเพิ่งพูดไป ว่าเลี่ยวเฉินอี้คิดว่าเป็นความดีความชอบของเธอ
ดังนั้นเยี่ยเจีย น่าจะบอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเธอให้เลี่ยวเฉินอี้รู้แล้วแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
ฟู่อวิ่นซางพยักหน้า นิ้วยาว ๆ วางที่ท้ายทอยของเธอ แล้วกดเธอให้โน้มลงเบา ๆ เพื่อเข้าสู่อ้อมกอด จากนั้นริมฝีปากได้รูปก็แนบชิดกับเธอ
เยี่ยเจียหลับตาตอบสนองเขาอย่างว่าง่าย
รู้สึกเหมือนเขาจะอารมณ์แล้ว
หญิงสาวล้มตัวลงในอ้อมกอดของเขาอย่างอ่อนแรง ไม่คิดว่าครั้งแรกที่ได้กลับมาที่นี่กับเขา จะเป็นบนโซฟา โชคดีที่วันนี้เขาค่อนข้างยับยั้งชั่งใจตัวเองได้ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ทำให้ร่างกายของเธอไม่ต้องแบกรับอะไรมากนัก
สักพักเขาก็ปล่อยเธอไป
“สวีเสี้ยนหย่า ย้ายไปแผนกของพวกคุณแล้ว เรียนรู้จากเธอให้มากเข้าไว้ล่ะ” ฟู่อวิ่นซางจุดบุหรี่มวนหนึ่ง หนีบไว้ที่ปลายนิ้ว
ควันบุหรี่ล้อมรอบตัวเขา
เยี่ยเจียที่นั่งอยู่บนโซฟา มองแผ่นหลังสูงใหญ่ก็รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ “ฉันเข้าใจแล้ว จะทำให้ดีที่สุดค่ะ”
ที่แท้ เขาก็ตั้งใจให้สวีเสี้ยนหย่ามาที่แผนกจริงๆ สินะ?
ฟู่อวิ่นซางหันกลับมา เห็นว่าภรรยากำลังก้มหน้าลงทำราวกับหงอยเหงาอย่างไรอย่างนั้น
เห็นดังนั้นเขาก็พูดเสริมเบา ๆ ว่า “ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ก็ถามผมได้”
เยี่ยเจียพยักหน้า แต่จริง ๆ แล้วเธอไม่เคยคิดจะไปถามเขาเลย ในบริษัท เขาเป็นประธาน ส่วนเธอเป็นแค่เลขาผู้บริหาร การที่เธอจะไปถามเขาโดยตรงนั้นมันดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
วันรุ่งขึ้น เมื่อเยี่ยเจียมาถึงบริษัท ต้านหนี่ก็มาบ่นกับเธอว่า สวีเสี้ยนหย่าไม่ใช่คน ผู้หญิงคนนั้นมักสั่งงานยาก ๆ และเร่งรัดที่จะเอาเสียให้ได้ในตอนนั้น
เยี่ยเจียเอางานของต้านหนี่มาเทียบกับของตัวเองแล้วก็ตกใจ ทำไมเธอที่เป็นแค่เลขาฝ่ายบุคคลจะต้องเข้าใจเรื่องของฝ่ายการตลาดด้วย แล้วทำไมเธอต้องไปช่วยออกแบบโปสเตอร์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์อีก
โชคดีที่เยี่ยเจียมีพื้นฐานศิลปะอยู่บ้าง ก่อนเลิกงานเธอก็ส่งงานไปได้ทัน ตอนที่กำลังออกจากห้องของสวีเสี้ยนหย่า เธอก็แอบมองโต๊ะทำงานของหญิงคนนั้น
บนโต๊ะมีสมุดบันทึกที่สวีเสี้ยนหย่าเอามาจากห้องของฟู่อวิ่นซางวางอยู่
เยี่ยเจียชะงักไป เธอรู้สึกสงสัยนิดหน่อย ถ้ามีโอกาสเธอก็จะถามฟู่อวิ่นซาง ดูว่าใครกันแน่ที่มีความลับ
เมื่อกลับมาที่โต๊ะทำงาน เยี่ยเจียก็จ้องมองงานที่ต้องทำให้เสร็จในวันพรุ่งนี้อย่างใจลอย เธอไม่เข้าใจเลยว่าผลการวิเคราะห์ตลาดคืออะไร
ถึงจะเอากลับบ้านไปทำ เธอก็คงได้แต่กัดปากกา คิดไม่ออกเลยว่าจะแก้ปัญหายังไงดี เพราะติดอยู่กับเรื่องนี้ เธอถึงกับลืมทำอาหารเย็น แม้แต่ตอนที่ฟู่อวิ่นซางกลับมา เธอก็ยังไม่ได้ยิน สายตาเยี่ยเจียจับจ้องที่เอกสารตรงหน้าอย่างกังวล
จนกระทั่งมีกลิ่นหอม ๆ ลอยเข้าจมูก ปากกาในมือเธอก็ถูกแย่งไป เขาโน้มตัวลงมาวงกลมล้อมรอบจุดเล็ก ๆ ที่เธอใช้ปากกาจิ้มเอาไว้ “นี่แสดงว่าผลการวิเคราะห์ตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ยังต้องปรับปรุงแก้ไข การทำบรรจุภัณฑ์แบบสุ่มใช้ไม่ได้ผล”
หือ?
เยี่ยเจียหันขวับไปมองเขาด้วยสายตาชื่นชม “คุณคะ คุณกลับมาแล้วเหรอ”
ฟู่อวิ่นซางส่งเสียงตอบรับอย่างเรียบเฉย แล้วชี้ไปที่เอกสารตรงหน้าเธอ “ทำไมคุณถึงได้มาดูเรื่องของฝ่ายการตลาดล่ะ”
“เอ่อ ก็เป็นส่วนหนึ่งของงานน่ะค่ะ คุณสวีบอกว่าพวกเราต้องเข้าใจบริษัทให้มากขึ้น ก็เลย…”
“ผมจะสอนคุณเอง”
ในชั่วขณะนั้น คำพูดง่าย ๆ ของอีกฝ่าย กลับทำให้เยี่ยเจียหวั่นไหวยิ่งกว่าคำหวานใด ๆ ที่แท้ผู้ชายที่ทำงานอย่างจริงจัง ยิ่งดูน่าหลงใหลมากกว่าปกติซะอีก
ฟู่อวิ่นซางอธิบายได้ดีมาก เยี่ยเจียจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถจัดการกับเอกสารทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ
ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว
รู้ตัวอีกที เยี่ยเจียก็เพิ่งนึกออก “ฉันยังไม่ได้ทำอาหารเลยค่ะ”
“ผมให้เลขาไปจัดการแล้ว”
“ขอโทษนะคะ…” เธอขอโทษด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
จะขอโทษทำไม ฟู่อวิ่นซางส่ายหน้าเบา ๆ กำลังจะมองเอกสารของเธออีกครั้ง แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้น พบว่ามันเป็นข้อความรูปภาพ จากมุมมองของเขาและเยี่ยเจียนั้นสามารถเห็นรูปนี้ได้
เยี่ยเจียตกใจไม่น้อย “สมุดบันทึกนี้…”
ข้อความมาจากสวีเสี้ยนหย่า เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องอะไรเลย เพียงแค่ส่งรูปมาโต้ง ๆ อย่างนั้น
ฟู่อวิ่นซางปิดหน้าจอทันที ก่อนจะพูดเสียงเย็นชาว่า “ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ครั้งก่อนที่บริษัท ฉันเห็นสวีเสี้ยนหย่าเอาสมุดบันทึกนี้มาหาคุณ มีความลับอะไรในนี้ที่ฉันไม่ควรรู้งั้นเหรอคะ” สีหน้าของเธอหม่นหมองลง พร้อมกับมือกำชายเสื้อแน่น
ความลับที่เขามีร่วมกับผู้หญิงคนอื่น ฟังดูแล้ว ดูจะขมขื่นนิดหน่อย
มันขมขื่นจนเธอรับมือได้ยาก
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลืมเรื่องนี้ซะ และอย่าพูดถึงมันอีก” ฟู่อวิ่นซางลุกขึ้นเดินออกไป
ใบหน้าเย็นชาและโกรธเคืองของเขาดูน่ากลัวมาก
แต่เธอก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงโกรธขนาดนั้น ในสมุดบันทึกนั่นเขียนอะไรไว้กันแน่ มันเป็นของมีค่ามากเลยเหรอไง
เยี่ยเจียเดินลากเท้าอยู่ในห้องนั่งเล่นเป็นเวลานานก่อนจะเข้าไปอาบน้ำนอน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเข้าใจถึงความหมายของคำว่า ‘นอนร่วมเตียงเดียวกัน แต่ฝันคนละเรื่อง’
ทั้ง ๆ ที่ ฟู่อวิ่นซาง นอนอยู่ข้าง ๆ เธอ แต่กลับรู้สึกห่างไกลมากราวกับอยู่คนละโลก
เธอได้ยินเสียงลมหายใจของเขาอย่างชัดเจน
“คุณคะ…” ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว และเอ่ยเรียกเขาเบา ๆ
ไม่มีการตอบสนอง
เธอจึงพูดเสริมเบา ๆ อีกว่า “ฉันรู้สึกหนาวนิดหน่อย”