A Legend of Time by Fadalgia

    บทที่ 1 ยูโทเปีย ตอนที่ 1

        แสงแดดที่แรงกล้าแผดเผาแผ่นหลังของชายหนุ่มทั้งสอง พวกเขาหิวกระหายแต่เท้าก็ยังก้าวต่อไปไม่หยุดด้วยเรี่ยวแรงที่มี บนถนนอันกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปสู่สรวงสวรรค์จำลอง พวกเขาใช้เวลาเกือบทั้งเดือนเพื่อเดินทางจากทวีปอันแห้งแล้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมุ่งหน้าสู่ยูโทเปีย ประเทศที่กล่าวอ้างตนเป็นดินแดนแห่งความสุขและเสรีภาพ
       
    “ชูล่า ฉันเดินไม่ไหวแล้ว…”   

    ชายคนหนึ่งหยุดฝีเท้า ปลดสัมภาระบนหลังที่หนักอึ้งลงบนพื้นถนนพร้อมหายใจหอบถี่

        “อดทนหน่อยสิจาฮา อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”

        ชายหนุ่มนามว่าชูล่าถอดเสื้อคลุมออกมาม้วนเก็บ ใบหน้าของเขาแช่มช้อยดูไม่เข้ากับรูปร่างที่กำยำล่ำสัน ชูล่าแหงนมองดวงอาทิตย์ที่บัดนี้เริ่มคล้อยต่ำลงและคาดการณ์อย่างคร่าวๆว่าจะถึงที่หมายช้ากว่าที่คิด เขาจึงตัดสินใจปลดสัมภาระลงที่ร่มเงาต้นไม้ข้างทาง และพักร่างกายออมแรงไว้เดินทางต่อเมื่อแสงแดดลดทอนลงมากกว่านี้
     
        ลมโชยมาพัดเส้นผมสีแดงเพลิงปลิวไสวเผยให้เห็นบางสิ่งที่แตกต่างกับมนุษย์ทั่วไป เขาโค้งสีงาช้างอันเป็นคุณลักษณะเด่นของชนเผ่าทะเลทรายที่มีมาแต่กำเนิดของทั้งคู่ถูกปอยผมปกปิดเอาไว้ ชูล่าหลับตาคลายความเหนื่อยล้าจากการอดนอนเมื่อคืน เขาย้อนนึกกลับไปถึงการเดินทางอันแสนยาวไกลกับอันตรายต่าง ๆ ที่ได้เผชิญมา สุดท้ายแล้วชายหนุ่มจากหมู่บ้านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันนับสิบคนก็ต่างถอนตัวเกือบหมดจนเหลือเพียงเขากับจาฮา ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ ทั้งคู่ผลอยหลับไปภายใต้เงาต้นไม้ใหญ่

        ชูล่าดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความฝันเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ภายในความฝันนั้นมีแต่ความมืดมิด มีเพียงแสงสลัวของตะเกียงไฟฟ้าที่ติด ๆ ดับ ๆ ไม่เป็นจังหวะ กับเงาดำตะคุ่ม ๆ ของอะไรบางอย่าง เขาพยายามเพ่งสายตามองให้ชัด

        “ช่วยด้วย…”

        เสียงของผู้หญิงดังแว่วมา เสียงนั้นทั้งแผ่วเบาและแหบแห้ง ชูล่าก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะฟังเสียงนั้นให้ชัดขึ้น

        “ช่วยด้วย……”

        เสียงดังขึ้นอีกครั้ง และแจ่มชัดขึ้น

        “ใครน่ะ…นั่นใคร?”

        ชูล่าพลันนึกขึ้นได้จึงหยิบตะเกียงไฟฟ้าที่แขวนอยู่มาส่องดู แสงไฟกระพริบถี่ ๆ สาดแสงไปมา ชูล่าค่อย ๆ กวาดตะเกียงไปยังความมืดเบื้องหน้าเขา ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น

        “ช่วยฉันที…”

        เสียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แจ่มชัดกว่าทุกที ชูล่ากวาดตะเกียงไปยังด้านหน้าทันที แสงไฟกระทบกับกำแพงว่างเปล่ากับโลหะแวววาวบางอย่าง แต่ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลย ชูล่าพินิจพิเคราะห์ดูสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา มันเป็นดาบปืนขนาดกลางที่ปลายดาบนั้นถูกปักแน่นอยู่บนพื้นหินขัดมัน ชูล่าเอื้อมมือไปแตะมัน พริบตานั้นห้องที่มืดมิดก็พลันสว่างจ้า ชูล่าหลับตา

        “ชูล่า ตื่นเถอะ!”

        เสียงของใครบางคนปลุกชูล่า เขาจำได้ว่านั่นคือเสียงของจาฮา ชูล่าค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและเห็นหน้าของจาฮาที่กำลังวิตกกังวลอยู่ ชูล่าหันไปมองรอบตัว ที่นี่ยังคงเป็นถนนคอนกรีตและทุ่งหญ้ากว้าง ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ความมืดกำลังเข้ามาบดบังแสงสว่าง ชูล่าเรียกสติตัวเองกลับมาและงุนงงกับความฝันประหลาด ๆ เมื่อครู่นี้เป็นอย่างมาก เขามองดูที่ฝ่ามือตัวเอง ความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับดาบปืนเล่มนั้นยังคงติดอยู่

        “ดูเหมือนว่าพวกเราจะหลับนานเกินไปแล้ว”

        จาฮาลุกขึ้นมองแสงอาทิตย์สุดท้ายของวัน แล้วกับหยิบนาฬิกาเรือนเล็กที่แขวนคอขึ้นมาดู พวกเขาเสียเวลากับการพักผ่อนมาพอสมควรแล้วจึงคิดจะเร่งเดินทางให้ถึงยูโทเปียก่อนรุ่งสางของอีกวัน

        “นั่นสินะ”

        ชูล่าพยายามเอาความฝันแปลก ๆ ออกไปจากสมอง ก่อนที่จะแบกสัมภาระขึ้นไหล่และออกเดินต่อไปโดยเก็บความสงสัยเอาไว้ภายในจิตใจ ทั้งภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินยังคงติดอยู่ในสมองไม่หายไปไหน

    ตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดย่างกราย ฝูงแรปบีทป่าทั้งน้อยใหญ่วิ่งตัดผ่านถนนที่ไร้ผู้คน ดวงจันทร์ลอยเด่นพร้อมกับหมู่ดาวน้อยใหญ่ ชายหนุ่มสองคนลาจากหมู่บ้านเก่าเพื่อหวังแสวงหาความหมายใหม่ของชีวิตที่ยูโทเปีย พวกเขากำลังเดินอย่างมีความหวัง

    ♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦


        ในค่ำคืนอันเงียบสงัดของยูโทเปีย ชายหนุ่มลึกลับในชุดผ้าคลุมยาว ยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารโบราณซึ่งดูร้างผู้คนอาศัยอยู่มานาน ประตูทางเข้าใช้กลอนโซ่แบบโบราณแทนที่จะใช้ระบบป้องกันแบบใหม่ กลอนโบราณนั้นเกรอะกรังไปด้วยสนิมจนยากจะไขออกได้ ชายหนุ่มลองใช้แรงกายกระชากดูสองสามครั้งและพบว่าไม่เป็นผล

        “ที่นี่สินะ อาลูลุ?”

    เขาหันไปถามจักรกลตัวน้อยที่นั่งอยู่บนไหล่ เธอมีผมยาวสลวยสีน้ำตาลและตัวเล็กมาก 

        “ใช่ค่ะ นายท่าน”

        ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนที่จะยื่นมือไปจับแม่กุญแจอันใหญ่ เขาค่อย ๆ ลูบปลายนิ้วไปบนรูกุญแจก่อนที่จะล้วงลูกกุญแจออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมและไขมันออก โซ่ขนาดใหญ่หลุดออกจากแม่กุญแจและร่วงหล่นสู่พื้น ประตูห้องถูกเปิดออก ฝุ่นหนาและหยากไย่ฟุ้งปลิวตามแรงเคลื่อนของบานประตู ห้องพักเล็ก ๆ ที่ถูกปิดตายมานานนับปีบัดนี้ถูกเปิดออก ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้อง หลอดไฟอัตโนมัติติดสว่างขึ้นทันทีที่มีสิ่งมีชีวิตก้าวเข้ามาในห้อง

    เป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและไม่มีเครื่องเรือนมากนัก ซึ่งเป็นธรรมดาหากเจ้าของห้องนั้นคือซิลเวีย ชายหนุ่มลูบนิ้วมือลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ฝุ่นหนาติดปลายนิ้วมือมา เครื่องเรือนในห้องนี้ดูโบราณ บางชิ้นน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ชายหนุ่มเริ่มลงมือค้นตามตู้และลิ้นชักจนทั่วห้องแต่ก็ยังไม่พบสิ่งที่ต้องการ

    “เจอแล้ว หาเจอแล้วค่ะนายท่าน!”

        อาลูลุสะกิดเรียกชายหนุ่มและพยายามลากของบางสิ่งออกมาจากใต้เตียงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี มันเป็นกล่องเหล็กสีดำ ขนาดเท่าฝ่ามือ ถูกปิดผนึกเอาไว้อย่างดี เซซิลพลิกกล่องไปมาเพื่อสำรวจ มีด้านหนึ่งของกล่องที่เต็มไปด้วยอักขระแปลก ๆ ดูเหมือนว่าจะต้องไขรหัสบางอย่างในการเปิดมันออก




    อาลูลุใช้การคำนวณอันแม่นยำด้วยมันสมองคอมพิวเตอร์ในการค้นหารหัสและปลดผนึกกล่องสีดำกล่องนั้นออกอย่างง่ายดาย กล่องสีดำหลุดออกเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือซองจดหมายสีน้ำตาลอ่อนปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงโบราณไม่แพ้บรรยากาศของห้อง ชายหนุ่มบรรจงแกะซองจดหมายออก ภายในมีจดหมายฉบับหนึ่ง สมุดโน้ตเล่มจิ๋ว นาฬิกาหน้าตาประหลาด รวมถึงเฟืองเหล็กขนาดจิ๋วใส่รวมอยู่ เขาคลี่จดหมายออกอ่านข้อความภายในนั้น

    ถึงเซซิล

        ก่อนอื่น หากคุณได้พบจดหมายฉบับนี้แสลงว่าอาลูลุคงจะอยู่ด้วยกันกับคุณแล้ว ฉันจะไม่เท้าความยืดเยื้ออะไรอีก นอกจากสิ่งที่จะรบกวน… ไม่สิ ขอใช้คำว่าขอร้องเลยดีกว่า

        หากคุณได้อ่านข้อความของฉัน ในตอนนั้นฉันอาจจะไม่อยู่บนโลกอีกแล้ว ดร.กุสตาฟรู้เรื่องของศิลาแล้ว และพยายามที่จะขโมยกรรมวิธีในการสร้างเพื่อเอาไปใช้ในทางที่แย่เกินกว่าที่ฉันคาดคิด ดูเหมือนว่ามันจะเป็นงานวิจัยอันชั่วร้ายที่ชื่อว่า ‘โปรเจคต์เซอร์เพนทาเรียส’ แต่งานวิจัยของฉันไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อก่อให้เกิดสงคราม ดังนั้นแล้ว ศิลาจักรราศีต้นแบบทั้งหมดสิบสองชิ้น จึงถูกส่งกระจายไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีใครนำมันไปใช้ในทางที่เลวร้าย แต่นั่นก็เป็นแค่การแก้ปัญหาในเบื้องต้นเท่าที่ฉันจะคิดได้ในตอนนี้
    หากเพียงว่าดร.กุสตาฟนั้นคงไม่รามือง่าย ๆ แน่ และฉันเองก็ไม่มีเวลาแล้ว หากโปรเจคต์เซอร์เพนทาเรียสเสร็จสิ้น จะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งคุณและฉันก็คงไม่มีใครอยากเห็นสงครามเกิดขึ้นเป็นแน่ ดังนั้นได้โปรดเถอะ ตามหาศิลาเหล่านั้นก่อนดร.กุสตาฟจะหามันเจอ และตามหาบุคคลที่เหมาะสมที่จะครอบครองมันในฐานะคีย์มาสเตอร์

        ปล. สมุดโน้ตเล่มนั้นเป็นข้อมูลงานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการโซดิแอคที่ถูกย่อไว้จากต้นฉบับจริงที่ถูกทำลายไปแล้ว ฉันขอฝากไว้ที่คุณก่อนที่ใครจะขโมยมันไปใช้งาน

        ปล.2 หวังว่าคุณคงจะเข้าใจในจุดประสงค์ของฉัน ขอบคุณและขอโทษที่ต้องนำคุณเข้ามาเกี่ยงข้องด้วย แต่ในตอนนี้ฉันไม่อาจหาใครที่ไว้ใจได้อีกนอกจากคุณ และความหวังสุดท้ายของฉัน ก็ภาวนาไว้ว่าคุณจะยอมเชื่อใจฉัน ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อน หรือในฐานะใด ๆ ก็ตาม

        ปล.3 สุดท้ายนี้ ฉันคงต้องกล่าวอำลาคุณเป็นครั้งสุดท้ายในจดหมาย น่าเสียใจที่ไม่อาจจะอำลาด้วยปากของตัวเองได้ ฉันขอเพียงให้คุณอย่าลืมฉัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว…

    ซิลเวีย

        หยดน้ำไหลจากดวงตาและหยดลงซึมผ่านเนื้อกระดาษ เซซิลอดหลั่งน้ำตาไม่ได้หลังจากที่อ่านจดหมายจนจบ ดูเป็นการบอกลาที่สมกับเป็นซิลเวียจริง ๆ และถึงแม้เธอจะไม่ออกปากขอร้อง เขาก็คิดจะช่วยซิลเวียอยู่แล้ว ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนแต่มันมากกว่านั้น

    “นายท่าน…”

    “ไม่มีอะไรหรอกอาลูลุ”
    เซซิลเช็ดน้ำตาและเปิดสมุดของซิลเวียออกอ่าน ภายในถูกจดบันทึกด้วยภาษาที่เซซิลไม่อาจจะอ่านเข้าใจได้ เพราะเป็นภาษาที่ซิลเวียคิดขึ้นเองเพื่อป้องกันความลับ เขาเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด พลางจ้องมองดูเฟืองสีเงินที่อยู่ภายในซองจดหมายอย่างคิดถึง

        “ที่ปริศนายังคงเป็นปริศนาอยู่ก็เพียงเพราะขาดฟันเฟืองที่จะเชื่อมต่อความเป็นจริง”

        คำพูดนี้ เซซิลเคยเป็นคนพูดเอาไว้กับซิลเวียเมื่อนานมาแล้ว เฟืองตัวนี้ก็เป็นสิ่งที่เขามอบให้กับซิลเวีย เพื่อระลึกถึงคำพูดนี้และดูเหมือนว่าเธอจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เขากุมมันไว้ในมือแน่นเพื่อซึมซับเรื่องราวในอดีต ก่อนจะถอดสร้อยที่คล้องคออยู่ออกมาจากนั้นก็ร้อยสายสร้อยเข้ากับเฟืองตัวนั้นและสวมกลับไปไว้ที่คอเหมือนเดิม

        “ไปกันเถอะ อาลูลุ”

        เซซิลสะบัดผ้าคลุมเดินออกจากที่พักของซิลเวีย เขาหันหน้ากลับมาด้วยความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตูลง ฟันเฟืองที่ขาดไปทั้งสิบสองตัวกำลังรอให้เซซิลตามหามาเติมเต็มปริศนาของเรื่องราวทั้งหมด

    ♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦


    ชูล่ากับจาฮายืนอยู่หน้าประตูเมืองขนาดยักษ์ที่สร้างจากอิฐ สลักลวดลายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ อย่างวิจิตรพิสดารตลอดแนวกำแพงเมือง ถนนสายใหญ่ทอดยาวจากหน้าประตูเข้าสู่ตัวเมือง ประดับแสงไฟสีเหลืองทองจากเสาไฟข้างทางเรียงรายทั้งสองข้างทางดูราวกับจะขับเอาความงดงามของประตูออกมาให้สวยเด่นยิ่งขึ้น เหนือบานประตูนั้นสลักอักษรจารึกเอาไว้ว่า ‘ประตูอิชตาร์’

        “ว้าว! สุดยอดเลย”

        เสียงของจาฮา อุทานออกมาก่อนชูล่า ทั้งที่ปกติชูล่าจะเป็นฝ่ายตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ก่อนเสมอ ชูล่ากับจาฮามองหน้าและพยักหน้าให้กัน แล้วก้าวเท้าอันเหนื่อยล้าสู่ประตูของนครหลวงยูโทเปีย เป้าหมายในการเดินทางอันยาวนานของพวกเขาอย่างไม่รีรอ

        “เดี๋ยว ๆ หยุดก่อน สองคนนั้นน่ะ”

        ชายในชุดสีเทาถือปืนในมือส่งเสียงเรียกทั้งสองคนอยู่ตรงทางเข้าประตูเมือง พลางถือตะเกียงไฟฟ้าเดินเข้ามาใกล้ ชูล่ารู้สึกปวดหัวขึ้นมานิด ๆ เมื่อเห็นตะเกียงลักษณะเดียวกับในฝัน

        ‘ทหารยามงั้นเหรอ’ ชูล่าคิดในใจ

        “หืม…หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ พวกคุณมาจากที่ไหนกันน่ะ?”

        นายทหารรักษาความปลอดภัยมองทั้งคู่ด้วยสายตาสงสัยและระแวดระวังเต็มที่ ชูล่าไม่ค่อยสบอารมณ์นักที่ถูกมองด้วยสายตาแบบนั้นแต่ก็อดกลั้นอารมณ์เอาไว้ จาฮาซึ่งเป็นฝ่ายที่ใจเย็นกว่าจึงเข้าไปพูดคุยกับนายทหารแทน

        “พวกเราเดินทางมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในทวีปบาราคาห์น่ะครับนายท่าน”

        “บาราคาห์? ทวีปทรายน่ะเหรอ? นั่นมันไกลมากเลยนะ”

        นายทหารหนุ่มดูจะตกใจกับระยะทางจากสถานที่ที่ชายหนุ่มทั้งสองพูดถึงมาจนถึงยูโทเปียอยู่ไม่น้อย เพราะอยู่กันคนละทวีปกันเลย แม้ว่าการเดินทางด้วยเรือเหาะอาจจะเร็วและปลอดภัยกว่า แต่ทั้งสองคนก็ไม่มีเงินพอนั่ง จึงต้องใช้การเดินเท้าแทน

        “เอาเถอะ แต่ยังไงก็ตาม ถ้าจะผ่านเข้าไปก็ต้องขอตรวจรหัสประจำตัวก่อนล่ะ”

        “รหัสประจำตัว? มันคืออะไรน่ะ?”

        “ก็รหัสแทนตัวประชาชนไง แบบนี้น่ะ”
        นายทหารหนุ่มหยิบบัตรประจำตัวของเขาออกมาให้ทั้งสองคนดู เป็นบัตรซึ่งแสดงถึงสิทธิการเป็นพลเมืองอย่างถูกกฎหมายในยูโทเปีย แน่นอนว่ามันยังเป็นเครื่องหมายการแสดงสิทธิต่าง ๆ อีกมากมายที่จะได้รับ

    “เอ่อ… พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึง ไม่มีของแบบนั้นหรอกครับ”

        นายทหารหนุ่มได้ยินก็ส่ายหน้า

        “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็เข้าเมืองไม่ได้หรอก กลับไปซะเถอะ”

        “ดะ… เดี๋ยวสิครับ เราเพิ่งเดินทางมาถึง ยังไงก็ขอร้องล่ะครับ ให้เราเข้าไปในเมืองด้วยเถอะ”
       
        จาฮาถึงกับเอ่ยปากขอร้อง แต่ดูเหมือนว่าทหารยามผู้นั้นจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่าย ๆ

        “มันเป็นกฎนะคุณ ถ้าไม่ใช่พลเมืองก็เข้าไปข้างในไม่ได้หรอก”

        ชูล่าได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เขาทั้งเหนื่อยและหิว ความเครียดที่เก็บสะสมเอาไว้จึงระเบิดออกมาด้วยกิริยารุนแรงตามนิสัยเดิม ชูล่าเดินตรงไปกระชากคอเสื้อของนายทหารหนุ่มพร้อมกับจ้องตาเขม็ง

        “ฟังนะพี่ชาย พวกฉันเดินทางมาตั้งไกล ตั้งใจว่าจะได้มาเหยียบเมืองนี้มาร่วมเดือน แล้วตอนนี้พวกฉันก็หิวมากด้วย ดังนั้นฉันจะไม่สนใจกฎบ้า ๆ นี่จนกว่าจะอธิบายได้ว่าทำไมพวกฉันสองคนถึงไม่มีสิทธิ์เดินเข้าไปในไอ้ประตูเฮงซวยนั่น”

        ประตูเมืองที่ถูกมองว่าสวยงามวิจิตรเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตอนนี้กลายเป็นประตูเฮงซวยสำหรับชูล่าไปแล้ว ด้านนายทหารหนุ่มก็มีทีท่าลำบากใจที่จะพูด หรือบางทีอาจเป็นเพราะถูกชูล่าเค้นคอให้อยู่ในสภาพเกือบขาดลมหายใจก็เป็นได้

        “นี่.. หยุดก่อน อย่าทำแบบนั้นเลยเจ้าหนุ่ม เขาแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นแหละ”

        น้ำเสียงที่เล็กและเย็นดังแว่วมาจากหน้าประตู ชายหนุ่มรูปงามในชุดเสื้อคลุมประหลาดสีขาวปลอดเสยผมสีทองสลวยของเขาก่อนจะเดินเข้ามาหาชูล่าอย่างสุขุมเยือกเย็น ชูล่าปล่อยมือจากคอเสื้อของนายทหาร และทันทีที่หลุดออกจากชูล่า นายทหารก็ถอยไปอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มผู้นั้น

        “เพราะมีเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ อีกทั้งช่วงนี้โจรผู้ร้ายเริ่มชุกชุม บางครั้งก็ชอบแฝงตัวเข้ามาในเมือง ทางการจึงต้องดำเนินมาตรการในการตรวจค้นอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนส่วนรวม หวังว่าเธอทั้งสองคงเข้าใจ”

        คำพูดจาของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล เมื่อมีเหตุผลกล่าวอ้าง ชูล่าก็พยายามยอมรับได้และไม่คิดจะหาเรื่องใครอีก อาจเป็นเพราะความหิวทำให้หน้ามืดใส่อารมณ์กับคนอื่นง่ายไปหน่อย

        “อธิบายซะตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้ว…”

        ชูล่าบ่นอย่างหัวเสีย

        “ถ้าหากพวกเธออยากจะเข้าเมืองก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตเข้าเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ช่วงนี้มีผู้ประสงค์ที่จะเข้าเมืองจำนวนมาก อาจทำให้การดำเนินการล่าช้าไปบ้าง”

        “เอ่อ…แต่ว่าพวกเราเดินทางมาตั้งไกล ถ้าเข้าเมืองไม่ได้ แล้วคืนนี้จะให้เราทำอย่างไรล่ะนายท่าน?”

        ด้วยเกรงว่าชูล่าจะก่อเรื่องอีก จาฮาจึงเอ่ยถามแทนด้วยสำเนียงสุภาพ ชายหนุ่มผมทองยิ้มให้เล็กน้อยก่อนที่จะเสนอแนะทางเลือกให้กับทั้งคู่

        “ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ คืนนี้คฤหาสน์ของเรายินดีต้อนรับพวกเธอทั้งสองในฐานะอาคันตุกะพิเศษ”

        แม้ว่าชายผู้นี้จะมีท่าทีสุภาพอ่อนน้อม แต่ชูล่าเองกลับรู้สึกไม่ชอบใจดวงตาของเขาเอาเสียเลย ชูล่าเคยสัมผัสดวงตาแบบนี้มาก่อน ดวงตาที่หยิ่งยโสและเจือไว้ด้วยการดูถูกผู้อื่นคล้ายกับของพ่อ ที่ชูล่าพบเห็นมาตลอดทั้งชีวิต

        “ขอบใจ แต่ไม่ล่ะ…พวกเรานอนข้างถนนได้”

        ชูล่าชิงปฏิเสธก่อนที่จาฮาจะทันได้พูดอะไร จาฮารู้สึกผิดหวังมาก เพราะตัวเขาเองรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะปฏิเสธขอเสนอนี้ จาฮาจึงรีบเอามือปิดปากและดึงตัวชูล่าออกมากระซิบข้างหู

        “พูดบ้าอะไรของแก! คืนนี้เราไม่มีที่จะนอนแล้วนะ!”

        “เราก็นอนกันข้างทางเหมือนทุกวันก็ได้นี่นา ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปพึ่งใครเลย”

        จาฮาเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เดินทางมากับคนบ้าทิฐิอย่างชูล่า และก็ไม่คิดด้วยว่าจะต้องมาผิดใจกับชูล่าทั้งที่อีกแค่ไม่กี่ก้าวก็จะได้เดินเข้าไปในเมืองที่ใฝ่ฝันถึงกันมานานแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ตามคืนนี้เขาจะไม่ยอมนอนข้างถนนเด็ดขาด

        “ยังไงคืนนี้นายก็ต้องไปกับฉัน เจ้าชูล่า ไม่อย่างนั้นฉันจะเขียนจดหมายไปฟ้องยายว่านายทำตัวระรานหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว”

        จาฮาเอาชื่อของยายมาขู่และดูเหมือนจะได้ผลไม่น้อย ชูล่าอาจไม่เคยกลัวใคร แต่จะมีก็แค่ยายคนเดียวเท่านั้นที่เขากลัวจนหัวหด ชูล่าไม่อยากมีปัญหากับจาฮาและยายจึงต้องยอมโดยดุษฎี

        “ถ้าเป็นเช่นนั้น คืนนี้ก็คงต้องขอรบกวนนายท่านแล้วล่ะครับ”

        จาฮาลูบมือไปมาเพราะติดนิสัยพ่อค้าเก่า ชูล่าเหลือบมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ยิ้มให้เขาราวกับเสแสร้ง ชูล่าคิดว่าในใจจริงของเจ้าหมอนี่คงไม่เป็นแบบกิริยาที่แสดงออกมา ความรู้สึกสะอิดสะเอียนในสายตาแบบนั้นเริ่มกลับมาอีกครั้ง ชูล่าไม่อยากจ้องหน้าชายคนนี้นานนัก จึงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

        “ว่าแต่…ลืมถามชื่อของนายท่านไปเลย นายท่านชื่ออะไรหรือครับ?”

        ชายหนุ่มหัวเราะร่วนพร้อมกับสะบัดผ้าคลุม

        “เราคือ โยฮัน แห่งตระกูลลูฟ หนึ่งในคณะตุลาการสิบสามคันชั่ง โยฮัน เดอ ลา ลูฟ”

        เพียงแค่ถามชื่อ ชายหนุ่มก็บอกบรรดาศักดิ์ของตนเองมาเสียเต็มยศ

    ‘ก็เพราะอย่างนี้แหละฉันถึงไม่ชอบพวกผู้ดีขี้อวด’ ชูล่าเก็บคำพูดนั้นเอาไว้ในใจ ก่อนจะแบกสัมภาระเดินตามจาฮาและคุณชายโยฮันไป

    ♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦