ผมขนลุกซู่ทันทีที่ได้ยินคำว่าผีสมิง เพราะพี่ใหญ่เคยเล่าตัวอย่างที่น่ากลัวเกี่ยวกับผีสมิงให้ผมฟังหลายเื่ฝังลึกในใจผมั้แ่เด็ก
คำว่าผีสมิงนั้นมาจากหนังสือชื่อ“บันทึกเจี่ยนฉาน” ในสมัยราชวงศ์ิ ในหนังสือโบราณเล่มนี้มีข้อความว่า“เป็ผีที่เคยถูกเสือกินแล้วกลายเป็ทาสของเสือ มีพฤติกรรมชั่วร้ายมักจะลวงคนไปให้เสือกินในถ้ำ”
ปัจจุบันคำว่าผีสมิงยังหมายถึงิญญาชั่วร้ายที่รับใช้เสือและทำร้ายพวกเดียวกัน
ที่ผมจำได้แม่นยำที่สุดคือที่พี่ใหญ่เล่าเื่ตอนที่โจรญี่ปุ่นรุกลงใต้คนเลวในหมู่คนจีนเปลี่ยนเป็พวกขายชาติ อาศัยจมูกพวกญี่ปุ่นหายใจทำร้ายเพื่อนร่วมชาติ ใช้วิธีที่โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าโจรญี่ปุ่น
จี่หนานเป็เมืองแรกที่ถูกยึดครองหลังจากญี่ปุ่นข้ามแม่น้ำเหลืองแล้วเกิดผีสมิงชาวฮั่นขึ้นไม่น้อยพวกที่ลงมือโเี้ทำงานขันแข็งได้เข้าร่วมในองค์กรสายลับที่ญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นในจี่หนานได้แก่ ตึกเฟิ่งหวง ตึกลั่วหยวน ตึกดอกมะลิ ตึกหลู่เหริน ตึกหลินเสียง ตึกดอกเหมยตึกดอกซากุระและตึกหลู่อัน คอยบัญชาลูกสมุนของตนดำเนินการรวบรวมข่าวกรองและทำลายการเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น
ผีสมิงพวกนี้ทั้งชั่วร้ายและน่าแค้นสมควรถูกฆ่า ต่อให้สับศพของคนพวกนี้เป็หมื่นชิ้นก็ไม่อาจทำให้ความแค้นในใจของพ่อแม่พี่น้องชาวจี่หนานสลายไปได้
ผีสมิงจึงกลายเป็คำเปรียบเทียบของคนขายชาติที่ทุกคนเข้าใจดีพี่ใหญ่เล่าว่าความจริงนั้นนักไสยเวทของโจรญี่ปุ่นเคยใช้วิธีพิเศษเพื่อล้างสมองคนขายชาติบางคนทำให้คนเหล่านี้กลายเป็ผีสมิงในความหมายที่แท้จริง พวกเขาไม่มีความคิดของตัวเอง ทั้งไม่มีความรู้สึกเ็ปฟังเพียงคำสั่งของนักไสยเวทเท่านั้น กลายเป็สัตว์ป่าที่โเี้โจมตีเป้าหมายสุดกำลังในชั่วพริบตา
เื่เหล่านี้ไม่ปรากฏในข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เป็ทางการเพราะเื่นี้โยงไปถึงวิธีการบางอย่างที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้ นักประวัติศาสตร์มองว่าเป็เื่ของจิตนิยมและไสยศาสตร์จึงไม่บันทึกไว้
ตามที่พี่ใหญ่เล่านั้น่แรกของการที่ญี่ปุ่นรุกรานจีนนั้นราบรื่นราวกับการผ่าไม้ไผ่ รบชนะตลอดทั้งนี้เพราะอาศัยความช่วยเหลือจากอาจารย์ด้านไสยเวทและผีสมิงแม่ทัพต่อต้านญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงหลายคนนั้นข้างกายมีเพียงเสนาธิการ นายทหารและหน่วยสอดแนมไม่สามารถต้านทานนักไสยเวทได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถป้องกันการลอบโจมตีกลางคืนโดยผีสมิงของโจรญี่ปุ่นส่งผลให้แม่ทัพคนสำคัญถูกลอบสังหาร ทำให้กองทัพวุ่นวาย
จนถึงวันนี้หากพลิกอ่านประวัติศาสตร์การต่อต้านญี่ปุ่นของพรรคก๊กมินตั๋งจะพบว่ามีหลายสนามรบเกิดสภาพที่พ่ายแพ้อย่างคาดไม่ถึงแพ้ชนะเป็เื่ธรรมดาในการทำา แม่ทัพที่รบแพ้สามารถรวบรวมทหารที่เหลือแล้วพลิกสถานการณ์การสู้รบอย่างปาฏิหาริย์ได้ แต่แม่ทัพมีชื่อเสียงที่ผ่านสมรภูมิรบนับร้อยครั้งกลับเลือกที่จะใช้ปืนยิงตัวตายอย่างไม่ได้นัดหมาย จบชีวิตตนเองอย่างง่ายดาย
ผมเชื่อตลอดมาว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับผีสมิงขณะที่นักไสยเวทญี่ปุ่นสามารถควบคุมผีสมิงได้เหนือกว่าชาติอื่น
“อย่าขยับ อย่าขยับ” ป้ากวนพูดแล้วล้วงกระจกเงากลมบานเล็กออกมาจากกระเป๋า
ผมปวดแสบที่หว่างคิ้วรู้สึกเหมือนถูกตัวต่อต่อย ส่วนเหล็กในของต่อยังคงคาอยู่ยังมุดเข้าไปในเนื้อไม่หยุด
“เธอส่องดูเอง” ป้ากวนยื่นกระจกบานเล็กให้ผม
ผมยกกระจกขึ้น แล้วพบว่าที่หว่างคิ้วผมบวมสูงขึ้นมาขนาดเท่าเหรียญหนึ่งหยวนส่วนตรงกลางของก้อนบวมเป็รูปดอกซากุระสีดำ
จี่หนานมีหลายแห่งที่ปลูกซากุระแต่ไม่เคยเห็นดอกซากุระสีดำแบบนี้
ผมสังเกตอย่างละเอียดไม่เหมือนวาดจากข้างนอกหรือแกะสลักลงไป แต่นูนขึ้นมาจากในิั คล้ายปานรูปดอกเหมยดูเหมือนมีชีวิต ให้ความรู้สึกเป็สามมิติ
“เมื่อกี้มีศัตรูมาแน่ๆนี่เป็สัญลักษณ์ที่ผีสมิงทิ้งไว้...ใช่แล้ว ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือ ไม่ว่าผีสมิงไปที่ไหนต้องมีคนถูกทำร้ายอย่างคาดไม่ถึง ป้าไม่คิดว่าครั้งนี้จะถึงคราวเธอสกุลเซี่ยเหลือเธอเพียงคนเดียว...ฟ้าจะทำลายสกุลเซี่ย จะตัดรากฐานของพวกเธอใครจะต้านไหว” ใบหน้าป้ากวนขาวซีดขณะที่พูดนั้นแกไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของผมเลย
บางทีในใจแกอาจจะมองผมซึ่งถูกสัญลักษณ์ผีสมิงเหมือนคนที่ตายแล้ว
เมื่อกี้มีศัตรูมาถ้างั้นคนแปลกหน้าที่ร้องเรียกชื่อผม อาจจะเป็ผีสมิงประเภทหนึ่งผมขานรับอย่างสะเพร่าจึงติดกับ
“ผมจะออกไปหาพวกมัน!” ผมทิ้งกระจก ดึงลิ้นชักหยิบดาบปลายปืนครึ่งเล่มที่สอดในฝักหนังวัวออกมา
ผีสมิง้าเอาชีวิตผม ผมก็จะไม่ปล่อยให้มันอยู่สบาย
“สือโถว ฟังป้านะ ช่างเถอะช่างเถอะ...นี่เป็ชะตา นี่เป็ชะตาของสกุลเซี่ย ใครก็ฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาไม่ได้ใครจะเอาชนะ์ได้ ช่างเถอะ...” ป้ากวนถอนหายใจยาว กางสองแขนออกขวางผม
ผมรู้สึกได้ว่ารูปดอกซากุระนั่นกำลังส่งผลกระทบต่อผมอย่างรุนแรง
ความตายนั้นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือถ้ามันเปลี่ยนให้ผมเป็ผีสมิงผมจะกลายเป็คนบาปของสกุลเซี่ย
ผมผลักป้ากวนออกไป เดินโงนเงนไปข้างหน้าเท้าสะดุดล้มลง หน้าผากกระแทกกับเสาเพิงพิธีศพ
“เซี่ยเทียนสือ เซี่ยเทียนสือเซี่ยเทียนสือ...” บนกำแพงมีเสียงแปลกหูร้องเรียกผมอีก
ผมเกาะเสายืนอย่างมั่นคง พยายามเพ่งสายตามองไปที่บนกำแพง
มองเห็นใบหน้าคนครึ่งซีกผลุบๆ โผล่ๆระหว่างกอหญ้าหางหมาอย่างเลือนราง
“มันเรียกผมอีกแล้ว มาสิ มาเลย!” ผมไม่ขานรับแต่ะโด้วยความโมโห
“ใครเรียกเธอ ใครหรือ” ป้ากวนอยู่ข้างๆ ผมแต่เห็นได้ชัดว่าแกไม่ได้ยินเสียงนั่น
“อยู่ที่นั่น...”ผมใช้ดาบปลายปืนชี้ไปบนกำแพง
ทันใดนั้นป้ากวนก็โผไปข้างหน้าใช้ปลายเท้าเหยียบบนอานของจักรยานเก่าที่พิงกำแพงอยู่ ร่างลอยขึ้นไปแล้วร่อนลงนั่งยองๆ บนกำแพง มือซ้ายแกกำไฟแช็คไว้มือขวาเสียบธูปสามดอกไว้ในซอกนิ้ว แกจุดไฟแช็ค จากนั้นปักธูปลงในซอกอิฐบนกำแพง
เปลวไฟที่ปลายธูปบนกำแพงพลิ้วไหวเผาใบไม้สีเขียวดังเปรี๊ยะๆ
ใบหน้านั้นหายไปแล้วบนกำแพงเหลือเพียงควันธูปอบอวล พลิ้วไหวลอยขึ้นไป
“เหลือด้ายสายหนึ่งให้สกุลเซี่ยเถอะ! เหลือลูกหลานให้สกุลเซี่ยเถอะ!อย่าฆ่าจนไม่เหลือหลอ ได้หรือไม่” ป้ากวนตะคอกเสียงกร้าว
บนถนนไม่มีเสียงขานรับดูแล้วตัวประหลาดนั่นจะหวาดกลัวธูปของป้ากวน พอแกบุกเข้าหา ตัวประหลาดจึงหลบเข้าไปในความมืด
ป้ากวนรออยู่บนกำแพงพักหนึ่งพอเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงะโลงมาจากนั้นแกจึงล้วงธูปกำหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อจุดไฟแล้วปักลงตามซอกอิฐที่ฐานกำแพงทีละดอก ทำให้กำแพงด้านทิศใต้และซุ้มประตูด้านตะวันออกเฉียงใต้อบอวลไปด้วยควันธูป
เมื่อผมดมกลิ่นควันธูปเต็มลานบ้านสติค่อยๆ แจ่มใสขึ้น แล้วคิดด้วยความเศร้าใจว่า “สกุลเซี่ยเหลือผมคนเดียวไม่ว่าจะอย่างไรผมจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ควรปะทะกับศัตรูตรงๆ เพราะเวลานี้ชีวิตผมไม่ได้เป็ของตัวเองเท่านั้นแต่เป็ของสกุลเซี่ย ดวงิญญาของทวดและปู่บน์กำลังมองผมอยู่ ผมคนเดียวตายเองไม่น่าเสียดายแต่ความหวังของพวกท่านจะสลายไป”
นับแต่โบราณซานตงมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ให้ความสำคัญต่อผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเด็กชายสามารถสืบทอดตระกูลต่อไป ทำให้แซ่ของตระกูลสืบทอดต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าถ้าหากในตระกูลไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกสาว หลังจากที่ลูกสาวแต่งงานกลายเป็เมียของคนนอกแล้วลูกที่เกิดมาต้องใช้แซ่ของฝ่ายพ่อ ตระกูลเดิมก็จะขาดผู้สืบเชื้อสาย
เวลานี้ภาระบนบ่าผมช่างหนักเหลือเกินนอกจากต้องสืบทอดสกุลเซี่ยต่อไปแล้ว ยังต้องแก้แค้นให้พี่ใหญ่
ขณะที่ผมยืนอยู่ในลานบ้านเล็กๆที่เก่าทรุดโทรมนี้ ผมตระหนักดีว่าวันหน้าไม่ว่าจะเผชิญกับอะไร ต้องแบกรับเพียงคนเดียวแล้วไม่มีใครยื่นมือมาช่วยผม
“ปลอดภัยชั่วคราวแล้ว” ป้ากวนเดินกลับมา
ฝีมือแกยอดเยี่ยมเช่นนี้เป็เื่ที่เหนือความคาดหมายของผม
ผมจำที่พี่ใหญ่เคยพูดไว้ได้ “จี่หนานเต็มไปด้วยคนเก่งยอดฝีมืออยู่ข้างตัวเรานี่เอง”
ป้ากวนตรวจดูที่หว่างคิ้วผมอย่างละเอียดแววตาแกซับซ้อนมาก
“แล้วผมล่ะครับ จะมีอันตรายไหม”ผมลองยกมือขึ้นแตะที่หว่างคิ้ว
ที่โชคดีคือส่วนที่บวมขึ้นมายุบลงแล้วความเ็ปพลอยหายไปด้วย
“บอกตามตรงนะ เด็กเอ๋ย ป้าเองก็ไม่มั่นใจ”ป้ากวนส่ายหน้า “ผีสมิงมีวิธีทำร้ายคนหลายวิธี ที่บันทึกไว้มีถึงร้อยวิธียังมีที่ไม่ได้บันทึกอีกมากอาจารย์ของป้าเคยบอกว่ามนุษย์แทบจะไม่รู้จักโลกภายนอกเลยบางครั้งมีคนที่เข้าใจโลกอย่างกระจ่าง แต่มักจะถูกมองว่าเป็ตัวประหลาดแล้วถูกเนรเทศไป”
ผมไม่รู้มาก่อนว่าป้ากวนก็มีสำนักอาจารย์เดิมเข้าใจว่าแกพอรู้วิชาดูธูปและเรียกิญญาจากการเรียนรู้เองและเป็พร์
“ค่อยยังชั่วครับ ผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”ผมฝืนยิ้ม
“งั้นก็ดีแล้ว งั้นก็ดีแล้ว ธูปที่โต๊ะเซ่นไหว้ใกล้หมดแล้วไปต่อธูปเถอะ” แกบอก
ป้ากวนจมลงสู่ความเงียบเป็เวลานานดูเหมือนการเกิดขึ้นของเสียงประหลาดนั่นทำให้จิตใจแกว้าวุ่น
ผมดูนาฬิกาข้อมือ ห้าทุ่มแล้ว
“สือโถว คืนนี้หมอถังจะกลับมาไหมเหมือนคืนก่อนใช่ไหม” ป้ากวนถาม
ผมพยักหน้า “ใช่ครับ”
ก่อนหน้านี้ที่ผมอยู่ในสภาพกึ่งสลบผมรู้สึกว่าถังหว่านไม่ได้จากไปไหนตลอดเวลา ขณะนี้คำพูดของป้ากวนยืนยันอีกครั้ง
“หมอถังเป็เด็กสาวที่ดีเป็เด็กสาวที่ดีมาก...” ป้ากวนปัดมือแล้วลุกขึ้นเห็นชัดว่าคำพูดแกมีความหมายซ่อนเร้นอยู่
ผมไม่ถามอีกเพราะผมไม่อยากฟังคำนินทาหรือพูดนินทาถังหว่านลับหลัง ทำอย่างนั้นเป็การไม่เคารพเธอ
“ทองคำและสิ่งล้ำค่าทำให้ใจคนหวั่นไหว...ทุกคนล้วนเป็คนความคิดแตกต่างกันไม่มาก ป้าหวังว่าหมอถังจะดีต่อเธอด้วยใจจริง ชอบคนอย่างเธอ แต่ป้าเป็ผู้ใหญ่จำเป็ต้องเตือนเธอบ้าง เด็กเอ๋ยเงื่อนไขทางเราอ่อนด้อยมาก...ไม่มีค่าที่จะเอ่ยถึง ส่วนหมอถังเพียบพร้อมหมดไม่ว่าคุณสมบัติ รูปสมบัติหรือหน้าที่การงาน เอาพวกเธอสองคนมาคู่กันไม่ใช่กิ่งทองใบหยก แต่เป็เทพธิดาองค์ที่เจ็ดกับต่งหย่ง...”
ผมเข้าใจที่ป้ากวนพูดดี จึงฟังเงียบๆ
ในเทพนิยายนั้น เทพธิดาองค์ที่เจ็ดที่สูงส่งหลงรักต่งหย่งที่ยากจนแสนเข็ญทำให้หนุ่มโสดอายุมากรุ่นหลังได้แต่เพ้อฝัน เหมือนวาดปิ่งชิ้นใหญ่ได้แต่เฝ้าดูแต่กินไม่ได้
ในสังคมปัจจุบันเด็กสาวที่หน้าตาดีหน่อยย่อมเข้าใจสัจธรรมที่ว่า“ยอมนั่งร้องไห้ในรถบีเอ็มมากว่านั่งยิ้มซ้อนท้ายรถจักรยาน”
“ป้าครับ ผมเข้าใจ ผมไม่อาจเอื้อมหรอก”
ป้ากวนสั่นหัว “เด็กเอ๋ย เธอไม่เช้าใจความหมายของป้าก็คืออย่าถูกคนอื่นหลอกใช้ สุดท้ายสูญทั้งทรัพย์สมบัติและหญิงงาม”
ผมเกาหัว ยิ้มเจื่อนๆ แล้วว่า “ป้าครับครั้งก่อนป้าบอกว่าหมอถังเป็คนดีไม่ใช่หรือ ทำไมผ่านไปสองวันก็เปลี่ยนใจแล้วครับ”
ป้ากวนยิ้มอย่างมีความหมายลึกซึ้ง“เด็กเอ๋ย เวลาเปลี่ยนสถานการณ์ก็เปลี่ยนตาม เื่ราวมากมายจะเปลี่ยนไปตามเวลานี่เป็กฎการเคลื่อนไหวของฟ้าดินและหยินหยาง อย่าว่าแต่เื่เมื่อสองวันก่อนแค่เื่เมื่อหนึ่งนาทีก่อน เมื่อหนึ่งวินาทีก่อน ผ่านไปหนึ่งนาทีผ่านไปหนึ่งวินาทีก็เปลี่ยนได้ คนฉลาดใช้การไม่เปลี่ยนรับมือกับการเปลี่ยน การไม่เปลี่ยนที่ว่านั้นไม่ใช่ไม่เปลี่ยนจริงๆแต่ต้องเข้าใจกฎเกณฑ์การเคลื่อนไหวของเื่ต่างๆ ทำการเปลี่ยนถูกต้องที่สุดที่บอกว่าไม่เปลี่ยนคือเงื่อนไขเบื้องต้นของการเปลี่ยน...”
คำพูดเหล่านี้มีหลักเหตุผลที่หนักแน่นมากเหมือนความรู้วิชาฟิสิกส์ที่ผมเรียนสมัยมัธยมต้นที่ว่า “การอยู่นิ่งเป็สิ่งสัมพัทธ์การเคลื่อนที่เป็สิ่งสัมบูรณ์”
“ขอบคุณที่ป้าเตือนครับ” ผมพูดจากใจจริง
เป็เวลานานมากที่ปู่เป็โรคหลงๆ ลืมๆ ในบ้านไม่มีคนที่สองที่จะสอนผมเื่ประสบการณ์ชีวิตและหลักคิดในการดำเนินชีวิตดังนั้นทุกอย่างจึงต้องอาศัยตัวเองไปแสวงหาเองอย่างลุ่มๆ ดอนๆ จนถึงวันนี้ ทำให้ชีวิตย่ำแย่ลงเรื่อยๆแทบจะไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแล้ว
ในห้องทางทิศเหนือไม่รู้ว่าอะไรส่งเสียงดัง“กึก” ทำให้ผมกับป้ากวนหันไปมองทางนั้นพร้อมกันในห้องมีเพียงโลงเย็นที่บรรจุศพปู่ไว้ เป็โลงเย็นที่เช่ามาจากโรงพยาบาล