“ฮวาเออร์ทำไหมลูกถึง”เสียงของจางิ่เอ่ยถามบุตรสาวที่เดินมาหาพวกตน เพราะตัวของบุตรสาวนั้นราวกับคนละคนกับก่อนหน้าที่ตนพบ ตอนนี้บุตรสาวตนนั้นดูงดงามเป็อย่างมาก ผิวของนางนั้นทั้งขาวราวกับผิวเด็กแรกเกิด รวมทั้งนางยังดูแข็งแรงเหมือนไม่เคยป่วยมาก่อนเลย
“ข้าสามารถขจัดพิษออกจากร่างกายได้แล้วเ้าคะท่านพ่อ” นางตอบคำถามของจางิ่
“ดียิ่งนัก ดีจริงๆ”อันฉีเอ่ยทั้งน้ำตา
“น้องน้อยตอนนี้เ้าหายดีแล้วใช่ไหม” หวังิ่ถามน้องน้อย โดยมีหวังจิ้งยืนรอฟังคำตอบอยู่
“ใช่แล้วเ้าคะ ท่านพี่”
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าขา ลูกมีเื่ปรึกษาเ้าคะ” หลันฮวา้าที่จะปรึกษาเื่ความเป็อยู่กับพ่อแม่ อย่างแรกต้องเริ่มปลูกข้าวก่อน ไม่อย่างนั้นครอบครัวจะต้องอดยากเป็แน่
“เื่อะไรหรือฮวาเออร์” จางิ่ที่เห็นลูกสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ก็อยากรู้ว่าบุตรสาวตนมีเื่อะไรไม่สบายใจ
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าขาเราควรรีบปลูกข้าวก่อนนะเ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่มีอะไรกินในฤดูหนาวนี้นะเ้าค่ะ”นางเอ่ยความในใจออกมาให้พ่อกับแม่ฟัง
“เราจะปลูกทันหรือลูก ฤดูหนาวอีกสี่เดือนก็จะกับมาอีกแล้วนะ”
“ทันสิเ้าค่ะท่านพ่อ ลูกมีวิธีที่จะทำให้สามารถเก็บเกี่ยวทันอย่างแน่นอน” นางกล่าวอย่างมั่นใจ ว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวทัน
“ถ้าลูกมั่นใจพรุ่งนี้พ่อก็จะเข้าเมืองเพื่อไปชื้อเมล็ดข้าวมาปลูก” จางจิ้งมั่นใจในคำพูดของบุตรสาวตน ถึงแม้ว่าเมืองปิงจะไม่มีการปลูกข้าวเลยก็ตาม ด้วยเชื่อมั่นในตัวบุตรสาวที่ได้พบท่านเทพ บุตรสาวตนนั้นต้องทำได้อย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ลูกขอไปชื้อเมล็ดข้าวกับท่านพ่อด้วยนะเ้าขา เผื่อมีเมล็ดผักที่สามารถนำมาเพาะปลูกได้” หลันฮวานั้น้าที่จะเข้าไปสำรวจตลาดในเมือง เพื่อทำการค้าในอนาคต
“ข้าไปด้วยนะท่านพ่อ ข้าอยากไปกับน้องน้อยด้วย”หวังิ่พูดขึ้นทันที เพราะเขานั้นไม่ค่อยได้เข้าไปในเมือง แล้วดูท่าพี่ใหญ่ก็อยากไปด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่คงไม่ยืนพยักหน้าอยู่ข้างเขาอย่างนี้หรอก
“ถ้าอย่านั้นก็ไปกันทุกคนเลยแล้วกัน น้องหญิงเ้าก็ไปด้วยนะจะได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย”จางิ่นั้นรู้ดีว่าภรรยาของตนนั้นไม่ได้ไปไหนเลย เพราะต้องดูแลบุตรสาวที่ป่วย
“เ้าคะท่านพี่”นางรู้สึกดีใจเป็อย่างมากที่จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันทำงาน เมื่อเสร็จก็พากันเดินกลับบ้าน กินข้าวและพักผ่อน
รุ่งเช้า
ทุกคนต่างพากันเดินทาง การเดินทางนั้นคือทุกคนต่างเดินไป เนื่องจากไม่มีเกวียน การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 1 ชั่วยามเลยที่เดียว เมื่อมาถึงในเมืองแล้วนั้นก็เห็นว่าผู้ต่างออกมาจับจ่ายชื้อขายอยู่มาก แต่ถ้าเทียบกับแคว้นอื่นแล้วนั้นถือว่าเป็จำนวนที่น้อยมาก
“ท่านพ่อท่านแม่ท่านพี่ข้าว่าเราไปหาชื้อเมล็ดพืชกันดีกว่าเ้าคะ” นางเอ่ยชวนพ่อกับแม่และพี่ชาย
“ได้สิ ไปกันเถอะ” จางิ่พาทุกคนที่ร้านขายเมล็ดพืชทันที
เมื่อมาถึงร้านนางและครอบครัวก็เดินสำรวจเมล็ดพืช เมล็ดที่นางเห็นและ้าก็มี เมล็ดข้าว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงกวา เมล็ดคะน้า
“ท่านพ่อข้า้า เมล็ดข้าว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงกวา เมล็ดคะน้า เ้าค่ะ”นางบอกความ้าแก่พ่อของนาง
“ได้เดี๋ยวพ่อเรียกพ่อค้าออกมา”จากนั้นท่านพ่อเจรจาชื้อขายทันที ด้วยมีพื้นที่เป็จำนวนมาก จึงต้องชื้อเมล็ดพืชเป็จำนวนมากและเสียค่าเมล็ดพืชถึง 10 ทองเลยที่เดียว ทำให้เงินของตระกูลหยางเหลืออยู่เพียง 15 ทองเท่านั้น
“ท่านจะให้ข้านำของไว้ที่ไหนหรือขอรับ”พ่อค้าถามขึ้นเนื่องจากลูกค้าชื้อของเป็จำนวนมาก
“นำไปวางไปหน้าร้านเลย ข้ามีแหวนมิติอยู่”ท่านพ่อเอ่ยกับพ่อค้า
“ได้เลยขอรับ”
หลังจากนั้นทั้งครอบครัวก็พากันเดินเล่น และชื้อของบ้างเล็กน้อย เมื่อเดินเล่นเสร็จก็พากันเดินทางกลับบ้านกันทันที เมื่อมาถึงบ้านแล้วนั้นก็ต่างพากันพักผ่อน เมื่อพักผ่อนทั้งครอบครัวก็ได้ไปหลังบ้าน เพื่อช่วยกันทำงาน
“ท่านพ่อท่านแม่พี่ใหญ่พี่รองพวกท่านมีธาตุอะไรกันหรือเ้าคะ”เนื่องจากนางไม่รู้ว่าทุกคนมีธาตุอะไรบ้าง จึงไม่รู้ว่าจะใช้ในการทำงานอะไรได้บ้าง
“พ่อกับพี่รองของเ้านั้นมีธาตุดินและธาตุลม ส่วนแม่กับพี่ใหญ่เ้านั้นมีธาตุน้ำและธาตุลม”เนื่องจากทุกคนในทั่วทั้ง4แคว้น ไม่ค่อยรู้ประโยชน์ในการใช้ธาตุ เหมือนมีธาตุไว้ประดับแค่นั้น
“สุดยอดเลย”นางกล่าวอย่าดีใจ
“มีอะไรอย่างนั้นหรือฮวาเออร์”เมื่อเห็นบุตรสาวดีใจ จึงอดที่จะถามไม่ได้
“ข้ารู้วิธีที่จะใช้ธาตุที่พวกท่านมีให้มีประโยชน์เ้าคะ” นางบอกท่านพ่อของนาง
“ใช้ประโยชน์ยังไงหรือลูก”จางจิ้งยังไม่หายสงสัยในคำพูดของบุตรสาว
“ท่านพ่อกับพี่รอง ลองควบคุมธาตุของท่านไปที่ดินแล้วลองกำหนดขนาด จากนั้นท่านพ่อกับพี่รองค่อยทำการพลิกหน้าดินเลยเ้าคะ”เมื่อสิ้นคำพูดของบุตรสาว ทั้งสองก็ลองทำตามดู และผลปรากฎว่าดินค่อยพลิกลงจริงๆ
“ทำได้จริงๆขอรับ” หวังิ่เอ่ยอย่างดีใจ
“แต่ว่าดูเหมือนท่านพ่อจะทำได้นานและเยอะกว่าข้าอีกนะ” หวังิ่นั้นเอ่ยอย่างสงสัย
“ยิ่งมีระดับพลังงานมากเท่าไหร่ก็จะใช้ธาตุได้นานขึ้นเ้าค่ะ”นางไขข้อสงสัยให้แก่คนในครอบครัว
“แล้วพี่กับท่านแม่ละใช้ประโยชน์ในธาตุอย่างไรหรือ”พี่ใหญ่เอ่ยอย่างตื้นเต้น
“ธาตุของท่านพี่กับท่านแม่นั้นใช้สำหรับรดน้ำผักไงเ้าค่ะ ท่านพี่กับท่านแม่ลองกำหนดพลังธาตุ จากนั้นค่อยๆปล่อยออกมาอย่าช้า ถ้าปล่อยออกมาครั้งเดียวจะทำให้น้ำออกมาแรงเกินไป”
หลังจากนั้นทั้งท่านพ่อท่านแม่พี่ชายทั้งสองของนางก็ฝึกใช้พลังธาตุ ส่วนนางจะเข้าไปสำรวจมิติ
ภายในมิติ
“เริ่มจากตรงไหนก่อนดีนะ” หลันฮวาเข้ามาภายในมิติ มองซ้ายขวา จึงตัดสินใจเดินไปที่กระท่อมน้อย ที่อยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบ ครั้งก่อนที่เข้ามาในมิติยังไม่ได้สำรวจเลย ครั้งนี้นางตัดสินใจจะสำรวจทั้งหมด
ภายในกระท่อมน้อยนั้นมีตำรามากมายวางเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ นางจึงหยิบเอาตำราออกมา 1 เล่ม พบว่าตำราที่นางหยิบมานั้นเป็ตำราอักขระ
ถ้าพูดถึงอักขระนั้นคนทั่วไปที่มีความสามารถนั้น สามารถใช้อักขระได้แค่ สีฟ้า เท่านั้น ยังไม่มีใครสามารถใช้สี น้ำเงินได้เลย นักอักขระจึงมีน้อย และของที่ทำจากอักขระก็มีราคาแพงยิ่ง เพราะอักขระนอกจากฝึกยากแล้วนั้น ยังไม่ค่อยมีตำราให้ศึกษา จะมีแค่สำนักใหญ่ๆที่มีให้ศึกษา
หลันฮวาเริ่มศึกษาอักขระ แต่เมื่อสังเกตอักขระกับเป็ภาษาไทยที่นางใช้ในโลกที่นางจากมานั้นเอง จึงทำให้นางยิ้มออกมาอย่างดีใจ เพราะมันง่ายมากสำหรับนาง ถึงว่าคนที่นี้บอกว่ามันยาก
หลันฮวาใช้เวลาในการศึกษาตำราอักขระเพียง 3 เค่อ เท่านั้น ด้วยพรของท่านปู่ที่ให้นางมา ทำให้นางเข้าใจและศึกษาอย่างรวดเร็ว
เมื่อศึกษาตำราอักขระเสร็จนางก็หยิบเอาตำราเกี่ยวกับธาตุขึ้นมาศึกษา คนที่มีธาตุแสงเท่านั้นที่จะสามารถปรุงยา ส่วนคนที่มีธาตุอื่นๆผู้คนไม่ค่อยใช้งาน เนื่องจากไม่รู้ว่าธาตุของตนนั้นใช้ทำประโยชน์อย่างไร
ธาตุดิน สามารถทำให้ดินยกสูงขึ้น หรือพลิกดินได้
ธาตุน้ำ สามารถเรียกน้ำออกมาได้
ธาตุลม สามารถใช้ควบคู่กับวิชาตัวเบาได้ ทำให้สามารถไปไหนมาไหนด้วยความรวดเร็ว
ธาตุไฟ สามารถเรียกไฟออกมาได้
ธาตุน้ำแข็ง สามารถแช่แข็งได้
ธาตุพฤกษา สามารถทำให้พืชพันธ์เจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว และสามารถทำให้พืชนั้นกลายเป็พืชที่มีพลังได้อีกด้วย
ธาตุแสง สามารถใช้ในการปรุงโอสถ
ธาตุมืด เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้อักขระ เพราะจะสามารถใช้อักขระสีน้ำเงินขึ้นไปได้
ธาตุทุกธาตุล้วนมีประโยชน์ แต่ก็ต้องสูญเสียพลัง ยิ่งเมื่อใช้งานธาตุมากเท่าไรก็ต้องใช้พลังมากเท่านั้น และถ้าผู้นั้นมีระดับพลังมากก็จะสามารถใช้ธาตุได้อย่างยาวนานและทรงพลัง
เมื่อศึกษาเสร็จนางก็หยิบเราตำราพลังออกมาศึกษาต่อ พลังนั้นยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งฝึกยาก ต้องมีวัตถุดิบในการดูดซับเพื่อเพิ่ม นั้นหมายความว่าถ้าระดับพลังสูงวัตถุดิบก็ยิ่งต้องใช้มากขึ้น
พลังนั้นมีประโยชน์ในการใช้ฝึกวรยุทธ ระดับพลังมากอายุไขก็มากตามไปด้วย คนในโลกนี้คนที่มีระดับพลังสูงสุดอยู่ที่ระดับ8 ซึ่งถือว่าท่านพ่อ ท่านแม่นั้นเป็อัจฉริยะโดยแท้ อาจเป็เพราะท่านทั้งสองทำการค้าขายสมุนไพรด้วย จึงมีวัตถุดิบในการดูดซับ
“พรของท่านปู่นี้ดียิ่ง ถ้าไม่ได้พรที่ทำให้เข้าใจอะไรง่ายๆ ข้าคงต้องศึกษาตำราของที่นี้มากกว่า 10ปี เป็แน่” นางดีใจอย่างยิ่งที่เอ่ยขอพรนี้กับท่านปู่
“งั้นวันนี้ศึกษาตำราปรุงยาก่อน ส่วนตำราฝึกวรยุทธวันพรุ่งนี้ค่อยมาฝึกใหม่”
การปุงยาของที่นี้นั้น จะแบ่งออกเป็ระดับ และระดับที่ปรากฎสูงสุดจะเป็ระดับ 5 ที่ความบริสุทธิ์ 6ส่วน การปรุงยานั้นนอกจากจะต้องเป็ผู้ใช้ธาตุแสงแล้วนั้น สมุนไพรเป็ตัวแปรอีกอย่าง ถ้าสมุนไพรดีๆมีอายุมากก็จะสามารถทำให้ยามีประสิทธิภาพสูง
หลันฮวาใช้เวลาศึกษาตำราไปเกือบ2ชั่วยาม ซึ่งเป็การใช้เวลาที่น้อยมากๆๆๆๆเมื่อเทียบกับผู้อื่น บางคนใช้เวลาในการทำความเข้าใจตำราเพียงเล่มมากถึง 40ปีด้วนซ้ำ
จากนั้นหลันฮวาก็ออกจากกระท่อม เดินสำรวจไปทางป่า หลันฮวาเดินเข้าไปลึกพบกับถ้ำๆหนึ่ง และด้านในถ้ำก็ปรากฏ
“เสือ”