หวัดดีครับเพื่อนๆ มาพบกับผมอีกครั้งแล้ว....หากใครจำไม่ได้ก็ให้ขอกลับไปอ่านตอนเก่าๆ ดูนะครับ รู้สึกว่าเมื่อภาค ก่อนมีหลายคนถึงขั้นอยากฆ่าผมเลยทีเดียวกับความป็อดของผม...ที่ไม่กล้า เปิด web นั้น ไม่ต้องห่วงครับ ผมเปิดแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้...
แต่ก่อนจะเล่าถึง เื่ราวในภาคนี้ ก็ขอบอกผลลัพธ์กับเพื่อนๆ ก่อน หลังจากเหตุการณ์ในตอนที่แล้ว ความสัมพันธ์ของผมกับตาลก็รุดหน้าไปมาก ถึงแม้เื่ฐานะความสัมพันธ์ยังอยู่ในขั้นคบหา มิใช่ แฟนก็เถอะ แต่ความสัมพันธ์ของเราก็ไปไกลกว่า ฐานะนั้นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว..เพราะหลังจากเหตุการณ์นั้น ผมกับตาลก็มีอะไรกันมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ก็อย่างที่เคยบอกไป คือ ไม่เคยมีอะไรกันเลย คบหากันแบบบริสุทธิ์ใจ...
สภาพของ ตาล หลังเหตุการณ์นั้น ก็เหมือนเขื่อนที่แตกพังก็ไม่ป่าน เพราะทุกปลายสัปดาห์ หลังจากเกิดเื่ราวในตอนที่แล้ว ตาลก็มักมากาผม และให้ผมจัดเธอ 3 ยกเป็อย่างน้อย...ถามว่าหนักหนามั้ย? ก็หนักหนาอยู่นะ เพราะเพื่อนๆ อย่าลืมว่า ผมมิได้มีแค่ ตาล เพียงคนเดียว ยังมี “เต้ย” ดาราสาว เพื่อนในสมัยเด็กที่อยู่ห้องข้างๆ อีกคน ซึ่งถ้าอาทิตย์ไหนเธอลอบเข้ามาขอให้ผมจัดเธอด้วย และปลายสัปดาห์ก็มี ตาล ไม่อยากจะบอกเลยว่า ถ้าอาทิตย์ไหนเป็เช่นนั้น...
มันเป็อะไรที่เหนื่อยมากๆ และมันคงต้องเหนื่อยกว่านี้อีกแน่ หาก ตาล ได้เลิกกับแฟน และมาอยู่ผมแบบเป็ทางการละก็...และถ้าเป็แบบนั้นขึ้นมา ผมก็คิดอยู่ว่าจะจัดการปัญหาเื่เต้ย ยังไงดี...
แต่เื่พวกนั้น เอาไว้ทีหลังละกัน ตอนนี้มาเข้าเื่ราวหลักในครั้งนี้จะดีกว่า เื่ราวหลักๆ ในตอนนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ ตาล หรือ เต้ย รวมถึงเพื่อนสาวนิสัยแปลกๆ อย่าง คุณแว่น ด้วย หากแต่เป็สาวคนใหม่!! ทำไมพอพูดถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเหมือนโดนเพื่อนๆ เขม่นก็ไม่ทราบ....
สาวคนใหม่ของตอนนี้ ถ้าบอกตามตรง ผมไม่เคยคิดเลย ว่าจะมีคืนวันที่ได้ทำเื่แบบนั้นกับเธอ ใช่..ไมเคยคิดและต่อให้ตายก็ไม่คิดจะมีด้วย..โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นผมเองก็ยังคง งงๆ อยู่ เื่ราวเป็ไง เชิญอ่านไปพร้อมกันเลยครับ...
สาวประจำตอนนี้ เป็ใคร? เป็เพื่อนในวัยไหน? สาวเ้าของตอนนี้ เป็ สาวเ้าที่ทำงานเดียวของผมเองครับ ถ้าเรียกก็คง “เพื่อนในวัยทำงาน” หรือ “เพื่อนที่ทำงาน” มาถึงตรงนี้เหมือนเห็นเพื่อนๆ หลายคนทำตาโต ร้อง ว้าว.. ผมขอบอกว่า อย่าเพิ่งรีบตาโตร้องกันเลยครับ.. (ทำมือไม้โบกไปมา...)
ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะความสัมพันธ์ของผม กับเธอคนนี้ไม่ได้สนิทสนม ตามแบบ ความสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างเพื่อน แต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่เื่ราวแบบ “เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ” ใช่...ไม่ได้สนิทสนม ความสัมพันธ์ของผมกับเธอคนนั้น ค่อนไปทางไม่ถูกกัน ประหนึ่งคู่กัดกันซะมากกว่า....
.
.
.
“ตกลง งานนี้ เราจะใช้ไอเดียของคุณณัฐ ก็แล้วกันนะ...” เสียงของหัวหน้างานที่เป็ชายวัย 45-50 ปี ที่เอ่ยกล่าวอย่างสรุปในที่ประชุม และบทสรุปดั่งกล่าวก็ทำให้การประชุมย่อยนั้น สิ้นสุดลงทันที และขณะที่ผมยืนขึ้นอย่างเก็บของนั้น สาวสวยที่กำลังลุกขึ้นและเก็บของเช่นเดียวกับผมนั้นก็ส่งสายตาและรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย เหมือนเย้ยหยั่นผู้แพ้อย่างผม...
ใช่...สาวสวยคนนั้น คือ สาวสวยของเื่ราวในครั้งนี้ เธอมีชื่อว่า “ณัฐกานต์” หรือ “ณัฐ” แต่ส่วนใหญ่ทุกคนที่ทำงานจะเรียกเธอว่า “คุณณัฐ” ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไม ใครๆ ในบริษัทถึงเรียกเธออย่างสุภาพก็ไม่รู้? บางคนขนาดตำแหน่งใหญ่กว่า าุโ กว่ายังเรียกเธอแบบนั้นเลย... ซึ่งผมเป็เพียงแค่คนหนึ่ง หรือ อาจจะ เป็คนเดียวของ บริษัทก็ได้ ที่ไม่ได้เรียกเธออย่างสุภาพเช่นนั้น….
ณัฐกานต์ หรือ ณัฐ เป็ สาว หน้าสวยผมดำยาว ส่วนสูงและอายุนั้นก็ไล่ๆ กับผม ส่วนรูปร่างก็โอเคเลยทีเดียว เรียกว่าน้องๆ นางแบบก็คงได้ แถมประวัติการศึกษาก็ใช่ย่อย...เท่าที่ได้ยินมา จบจากนอก ด้วย....
โดยสรุปภาครวม “ณัฐ” ก็ ถือว่า เป็สาวสวยคนหนึ่ง ในบริษัทเลยทีเดียว...จริงๆ ผมก็เคยมีความคิดที่จะจีบเธอเหมือนกันนะ..แต่เพราะจริตที่เธอแสดงกับผมในครั้งแรกนั้น มันทำให้ผมล้มความคิดเื่จีบไปเลย...เธอมาทำงานหลังผม สักเล็กน้อย ทำงานในตำแหน่งเดียวกับผม ซึ่งผมก็ยังจำได้ถึงวันแรกที่เจอเธอ..
ทีแรกก็ดีๆ หรอก แต่พอผมบอกไปว่าจบที่ไหนมาเท่านั้น ท่าทางของเธอก็ดูเปลี่ยนไป มีท่าทีดูแคลนด้วยซ้ำ...ถ้ามีแค่เื่สถาบันการศึกษาละก็ ยังพอทน....แต่มันก็ยังมีเื่อื่นอีก ถึงกระนั้นผมเองก็ไม่แน่ใจว่า จุดเริ่มต้นของการไม่ถูกกันนั้นมาจาก เื่ที่ผมจบจากไหนรึเปล่า ถึงทำให้ท่าทีของเธอดูเปลี่ยนไป เวลาการพูดจากับผมถึงค่อนไปทางดูถูก ไหนจะเื่การแสดงออกของคุณเธอที่มักแสดง ความมั่นใจแบบสูงปรี๊ด...
โดยที่เื่ความมั่นใจของเธอนั้น ก็ทำให้ผมกับเธอถกเถียงเื่งานหลายครั้ง....ยังไม่รวมถึงท่าทีของคนอื่นๆ ที่ผมเอ่ยไปตอนต้นว่า แสดงท่าที นอบน้อมเธอเหลือเกิน..เรียกเธอนำหน้าด้วย “คุณ” ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม? ... และด้วยหลายเหตุผลที่ว่ามานั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบเธอเสียเท่าไร...แต่ผมก็ต้องยอมรับแหละว่า การทำงานของเธอนั้น ดีกว่าผมมาก เรียกได้ว่า ดี สมกับความมั่นใจอันสูงปรี๊ดของเธอก็ว่าได้...
ดีกว่าจน...ถ้าเกิดบริษัทอยู่ในสภาวะยำแย่จนต้องคัดคนออก ผมคงโดนแน่ๆ ...เพราะงานของผมไม่เชิงสู้เธอไม่ได้ แต่ต้องเรียกว่าไม่โดนใจเท่ากับของเธอมากกว่า แต่ก็ใช่ว่า งานของเธอจะถูกเลือกตลอดนะ ก็มีบ้างที่งานของผมก็ถูกเลือกเช่นกัน แต่ถ้านับโดยรวมแล้ว ผมยังคงแพ้ให้กับเธออยู่ดี...
“ชั้นชนะอีกแล้วนะ ครั้งนี้จะพาชั้นไปทางข้าวได้ยังละ...” ณัฐกานต์ หรือ ณัฐ ที่เข้ามาเอ่ยกลับผม หลังจากที่ผมได้เดินออกจากห้องประชุม จนกลับมาถึงโต๊ะทำงาน..
“จำได้ว่า ผมไม่ได้พนันอะไรแบบนั้นนะ..” ผมตอบเธอ และก็ไม่ได้เป็ครั้งแรกที่เธอเข้ามาเอ่ยประมาณนี้ แต่หลายครั้งแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า ทำไม?
“ใช่ นายไม่ได้พนัน แต่มันเป็หน้าที่ของผู้แพ้ ที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้ชนะ นะ..” เธอตอบ อย่างยิ้มๆ และมันเป็คำตอบที่เธอมักจะใช้ทุกครั้ง ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ ถึงการกระทำนี้ มันเป็การเย้ยหยั่นอย่างหนึ่งหรือเปล่า? ...พองานของเธอชนะที่ไรก็มักเข้ามาหาผม โมเม บอกว่า ผมต้องเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนังเธอบ้าง มันอะไร!!
“ไร้สาระ...” ผมตอบเธอกลับ พร้อมกับลุกขึ้นเดินออกไปหาอะไรทานใน่กลางวัน โดยไม่สนท่าทีของเธอ ซึ่งผมก็ทำท่าทีแบบนี้ทุกครั้ง..ไม่สน ไม่ตอบสนอง และไม่สนใจด้วยว่าเธอจะมีท่าทียังไงเมื่อเจอผม ปฏิเสธ..และถ้าถามว่าผมแค้นมั้ย? ที่แพ้งานเธอ ก็มีบ้างครับ ตามทิฐิส่วนตัว เพราะด้วยมาดมั่นใจ ท่าทีที่ข่มคนอื่นเหมือนคุณหนูแบบนั้น มันทำให้ผมไม่ค่อยอยากจะแพ้เธอเสียเท่าไร แต่จะให้ทำไงได้...อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง ไปว่า ฝีมือของเธอ เป็ของจริง...
และอีกเื่ที่ตัวผมเองก็ลืมไปแล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้การทำงานของผมกับเธอมันออกมาในรูปแข่งขันกันไปได้ แทนที่จะช่วยเหลือกันอย่างที่ควร...แต่เื่การแข่งขัน หัวหน้าของพวกผมก็ไม่ได้ต่อว่านะ มีท่าทีชอบด้วยซ้ำ กับการทำงานในลักษณะนี้....
ถ้าพูดตามตรงเื่ของณัฐนั้น ผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากเสียเท่าไร เพราะปกติผมก็ไม่ได้เป็พวกชอบรู้เื่ชาวบ้านอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็เื่ที่ของคนที่ไม่ชอบก็ยิ่งแล้วใหญ่...คือไม่อยากรู้ด้วยซ้ำ ประหนึ่งถือคติ ต่างคนต่างอยู่เลย มีแต่หล่อนเนี่ยแหละที่มาวุ่นวายกับผมเป็่ๆ อย่างที่เห็นเมื่อกี้...
แต่ถึงกระนั้นเื่ของเธอที่ผมรู้ ก็มีอีกเื่ คือ รู้สึกว่า เธอจะมีแฟนแล้วนะครับ...ใช่ ไม่อยากเชื่อใช่มั้ย ตอนที่ผมรู้ก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ตอนที่ได้ยินนะ โคตรจะนับถือผู้ชายคนนั้นเลย ที่ทนนิสัยและมาดเอาแต่ใจของเธอได้ยังไง ขนาดผม ผมยังรู้สึกไม่ชอบ และหมั่นไส้เลยครับ...โดยที่ความรู้สึกของผมที่มีต่อ ณัฐ เพื่อนสาวที่ทำงานนี้ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนกระทั้ง คืนนั้นที่มีเื่ราวบางอย่างเกิดขึ้น (ถ้านับแล้ว ก็ราวๆ เกือบจะ 2 ปีได้ที่ผมรู้จักกับณัฐ...)
คืนนั้นมัน เป็วันที่โบนัสออก ผมกับเพื่อนอีก 2-3 คนก็ไปกินเลี้ยงตามวิสัย ซึ่งในคืนนั้นผมก็ไม่มีนัด จาก ตาล และ เต้ย เรียกว่า เป็คืนสุดสัปดาห์ที่ปล่อยผีก็ว่าได้...และตอนที่กินกันเสร็จ จนเดินกลับมาที่รถที่จอดอยู่ที่ลานกว้าง ผมก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นมีคนมายืนพิงที่รถของผม...ซึ่งคนที่มายืนพิงนั้นก็คือ ณัฐกานต์....
“ว่าแล้ว...ต้องเป็รถนายจริงๆ ...” ณัฐกานต์เอ่ยกับผมอย่างยิ้มฝืนๆ เหมือนมีท่าทีเศร้าๆ แถมในมือของเธอถือกระป๋องเบียร์อยู่ด้วย...ซึ่งถ้าเป็ปกติผมคงไม่เอ่ยถามเธอหรอกแต่บังเอิญตลอดอาทิตย์นั้นเธอมีเื่ จึงทำให้ผมต้องเอ่ยถามเธอสักหน่อย...
“มีอะไรรึเปล่า? ...”
“จะว่ามี หรือไม่มีดีละ? ชั้นยังไม่อยากกลับบ้าน นายช่วยพาชั้นไปไหนก็ได้ ได้มั้ย? พาขับรถเล่นก็ได้...ส่วนเื่ค่าน้ำมันชั้นจะออกให้...” เธอที่หันมามองผมเล็กน้อยและค่อยเอ่ยตอบ ด้วยน้ำเสียงที่ดูผิดปกติ ไม่ค่อยสมกับเธอเท่าไร แต่ผมก็ยอมทำตามที่เธอร้องขอนะ ก็อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ตลอดอาทิตย์นั้น ณัฐกานต์ เธอมีเื่ราวตลอด จากที่ผมได้ยินคนอื่นพูดกัน ดูเหมือนเธอจะทะเลาะกับแฟน แถมทะเลาะกันแบบรุนแรงด้วย...
“ชั้นเพิ่งถูกแฟนบอกเลิกมาละ? ...” ณัฐกานต์ที่อยู่ๆ เอ่ยกล่าวขึ้น หลังจากที่ผมขับรถออกจาก ห้างที่มานั่งกินนั่งดื่มกับเพื่อนๆ นั้น ได้สักระยะ..โดยที่ห้างที่ว่าก็ไม่ได้ห้างใหญ่ เป็ห้างแนวใหม่ ที่ไม่ได้มีตึกใหญ่ แต่มีตึกเล็กๆ ตั้งๆ ซึ่งมีร้านค้าหลายอย่างไม่ต่างจากห้าง ทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของใช้...
“อืมมมม งั้นเหรอ? ...เสียใจด้วยนะ..” ผมเอ่ยตอบตามที่ควรจะตอบ โดยที่ผมนั้นก็ไม่ค่อยแปลกใจนะ เพราะก็คาดไว้แต่แรกั้แ่พอรู้ว่าเธอมีแฟน ก็ยังคิดอยู่เลยว่า นิสัยอย่างเธอ ผู้ชายเค้าคงทนไม่นานหรอก เพราะบางครั้งผมเคยได้ยินเธอโทรศัพท์พูดคุยกับแฟนชนิดโขกสับ และเอาแต่ใจมากๆ ด้วย..
ก่อนที่ผมจะทำหน้าที่ขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ซึ่งผมก็ชำเลืองมองดูเธอเป็ระยะๆ ซึ่งก็พบว่า ณัฐกานต์นั้นก็เอาแต่จิบเบียร์เหมือนย้อมใจกลบความเศร้าก็ไม่ป่าน และนั้นก็ทำให้ผมอดไม่ได้ที่ต้องถามเธอ ทั้งๆ ที่ผมเป็พวกที่ไม่ค่อยชอบยุ่งเื่ชาวบ้านแท้ๆ ...
“รักเค้ามาก ขนาดนั้นเลยเหรอ? ...” ผมถามเธอ เมื่อรถติดไฟแดง ด้วยความสงสัย เพราะดูจากท่าทีของเธอนั้น แต่คำตอบที่ได้รับกลับผิดคาด...
“เปล่า ชั้นไม่ได้รักเค้าหรอก แต่ที่เห็นเศร้าอยู่นี่ เพราะรู้สึกเจ็บใจมากกว่า ที่เป็ฝ่ายถูกบอกเลิกก่อน ทั้งๆ ที่มันควรเป็ชั้นที่เป็ฝ่ายบอกเลิกมากกว่า..ทั้งๆ ที่เป็ผู้ชายที่ไม่เอาไหน และน่าเบื่อแท้ๆ แต่ดันมากล้า มาบอกเลิกชั้นก่อน...” คำกล่าวตอบของเธอ ที่เอ่ยและจิบเบียร์ไปพลางนั้นก็ทำให้ผมอึ้งเหมือนกัน แต่คิดๆ ดูแล้วก็สมเป็เธอเหมือนกัน...ที่เกลียดความพ่ายแพ้...
“คงไม่ได้กล้าอะไรหรอก บางทีเค้าก็แค่อาจจะทนต่อไปไม่ไหวแล้วก็ได้..” ผมที่เอ่ยโพล่งขึ้น พร้อมกับเหยียบคันเร่งทันทีที่ ไฟสัญญาณเป็สีเขียว ถ้อยคำของผมที่ทำให้เธอหันมามอง ทีแรกผมนึกว่าจะเป็เื่แล้วจาก คำพูดตรงๆ ของผม
“ยังเป็คนที่พูดตรงๆ เหมือนทุกทีเลยนะ ทั้งๆ ที่ชั้นกำลังเศร้าแบบนี้อยู่แท้ๆ ...” ณัฐกานต์ที่เอ่ยโต้ตอบถ้อยคำของผม ซึ่งผมก็โต้ตอบเธอ...
“เศร้า เพราะไม่ได้บอกเลิกเค้าก่อนเนี่ยนะ...” ผมตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ ซึ่งเธอก็หันมองผมอย่างยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะเอ่ยถามบางอย่าง...
“นี่...ผู้ชายเค้าไม่ชอบผู้หญิงที่เอาแต่ใจ...หรือ ทำตัวเป็ผู้นำเค้างั้นเหรอ? ...” คำถามของเธอ ก็ทำให้ผมชำเลืองมามองเธอเล็กน้อย และเมื่อเห็นว่า เธอจริงจังกับคำถามนั้น ผมจึงเอ่ยตอบอย่างตรงๆ เช่นกัน...
“อืมมม...จะพูดไงดีละ? เื่เอาแต่ใจ นี่ มันไม่เท่าไรนะ มันแล้วแต่คน บางคนก็ทนได้ บางคนก็ทนไม่ได้... แต่ที่เป็ปัญหาจริงๆ คือ อย่างหลังมากกว่า เพราะยังคงมีผู้ชายบางส่วน ที่มีทิฐิแบบโบราณๆ อยู่ ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นเก่งกว่าเค้าจริง พวกเขาก็ยอมรับไม่ได้...”
“แล้วนายก็เป็จำพวกนั้นด้วยสินะ...” ณัฐกานต์เอ่ยถามต่อ...
“ไม่หรอก ถ้าเป็พวกนั้นจริง คงไม่ทนทำงานต่ออยู่จนถึงวันนี้หรอก คงลาออกไปั้แ่แพ้เธอหลายครั้งติดกันแล้ว..” ผมตอบ ขณะกำลังยังขับรถ โดยยังไม่กำหนดจุดหมายปลายทาง....
“นั้นสินะ... งั้นขอเปลี่ยนคำถามใหม่ นายนึกชอบผู้หญิงแบบชั้นบ้างมั้ย? ...” คำถามข้อนี้ของเธอ ทำให้ผมหันมองเธอเล็กน้อย...
“เอาตรงๆ นะ...” ผมที่ค่อยๆ เอ่ยกล่าวขึ้น ซึ่ง ณัฐกานต์ที่มองผมนั้นก็พยักหน้าเชิงตอบรับว่า อยากให้ผมตอบตรงๆ ..ก่อนทีผมจะตอบบอกเธอ...
“ถ้าตัด หรือ ลด ความมั่นใจบ้าๆ ที่สูงเกินปกติ กับคำพูดจาที่ดูเสียดสีดูถูกชาวบ้านนั้นออกไป เธอก็เป็ผู้หญิงที่น่าสนใจคนหนึ่งนะ..”
“หมายความว่าถ้าชั้นลด 2 อย่างนั้นได้ นายก็จะสนใจชั้นเหรอ? ..” เธอตอบกลับอย่างเชิงถาม ซึ่งผมก็แปลกใจที่เธอไม่นึกโกรธคำตอบตรงๆ ของผมเลย แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้เอะใจ ในนัยยะแฝงของถ้อยคำนี้....
“ไม่ใช่แค่ผมหรอก ถ้าเธอลด 2 อย่างนั้นได้ คงมีผู้ชายอีกเพียบเข้ามาให้เธอเลือกเลยละ..” ผมตอบ...
“แล้วลักษณะการทำงานชั้นต้องเปลี่ยนแปลงรึเปล่า? ...”
“ไม่ต้องหรอก...แค่ปรับปรุงนิสัย กับการแสดงออก เท่านั้นก็พอแล้ว หรือพูดให้เจาะลึกกว่านี้หน่อย ก็ควรมีท่าทีให้ดูแตกต่าง อย่างตอนที่ทำงาน เป็อีกแบบ ตอนอยู่กับคนรักก็อีกแบบ...ถ้าปรับปรุงได้ถึงขนาดนี้ แล้วยังมีคนบอกเลิก ทิ้งเธออีก ก็บอกเลยว่า ผู้ชายคนนั้นมันโง่มากแล้วละ? ...” ผมที่ยังคงตอบคำถามของเธออย่างตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ซึ่งสิ่งที่ผมพูดมานั้นก็ออกมาจากใจจริงทั้งนั้น เพราะลักษณะการทำงานของเธอมันดีอยู่แล้ว ผมเองยังยอมรับเลย...
สิ่งที่สำคัญ คือ เื่นิสัยซะมากกว่า หากยังคงมีนิสัยแบบนี้ หนุ่มๆ ที่เข้ามาก็คงทนกันได้ไม่นานหรอก...หากเธอยังทำตัวสูงส่ง จิกกัดดูถูก ด้วยท่าทีที่ไม่รู้ว่ารู้ตัวรึเปล่าแบบนั้น...
“อือออออ...จะลองดูนะ...และก็นี่เป็ครั้งแรก ใช่มั้ยที่เราคุยกันดีๆ แบบนี้นะ..” ณัฐกานต์เอ่ย ซึ่งถ้อยคำตอบกลับของเธอนั้น ก็ทำให้ผมเพิ่งนึกมาได้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็ดั่งที่เธอว่า จริงๆ เพราะตลอดเวลาที่คบกับเธอในฐานะเพื่อนร่วมงาน เราไม่เคยคุยกันดีๆ แบบนี้เลย ส่วนใหญ่ มักจะถกเถียงกัน ชนิดเปิดทำาย่อยๆ กันมากกว่า...
“มันก็จริงนะ...” ผมเอ่ยตอบ และหมายจะเอ่ยปากถามเธอว่า เธอคิดออกรึยัง? ว่าอยากไปไหน อยากกลับบ้าน หรือ กลับที่ห้างนั้น เพื่อไปเอารถ...แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยถาม เธอก็ชิงพูดอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน...
“ชั้นขอโทษนะ....ที่ทำกริยาไม่ดีกับนายในตอนแรกนะ...ตอนที่รู้ว่านายจบมาจากที่ไหนนะ..” ถ้อยคำของเธอนั้นก็ทำให้ผมต้องหยุดที่จะเอ่ยถาม และตั้งใจฟังในสิ่งที่เธอพูด ซึ่งการขอโทษของเธอนั้น ก็ทำให้ผมอึ้งๆ เหมือนกัน เพราะเื่ราวมันตั้งเกือบ 2 ปีก่อนแล้ว....
“จริงๆ ชั้นว่าจะขอโทษนายตั้งนานแล้ว ใช่ ั้แ่เห็นการทำงาน เห็นผลงานของนาย แต่ไม่รู้ว่าทำไม ถึงพูดออกมาดั่งที่ตั้งใจไว้ ไม่ได้สักที..ทั้งๆ ที่อยากจะพูดแบบดีๆ แต่สุดท้ายไหงเป็เหมือนเพิ่มการดูถูกดูแคลนนายก็ไม่รู้...” ถ้อยคำถัดมาของณัฐกานต์นั้นก็ทำให้ผม ยิ่งอึ้งและแปลกใจมากขึ้น...ซึ่งผมก็ไม่รู้จริงๆ นะเนี่ย..
มีด้วยเหรอ ที่เธอตั้งใจจะขอโทษผมนะ หรือ อาจจะมี และเป็ดั่งที่เธอบอกคือ สุดท้ายก็กลายเป็การดูถูก หรือ การต่อปากต่อคำไปซะได้...
“อืมมมม...แล้วนี่คิดได้รึยังละว่า อยากไปที่ไหน จะกลับไปที่เดิมเพื่อไปเอารถมั้ย? ...” ผมที่เอ่ยถาม ในสิ่งที่้าจะถามเธอั้แ่เมื่อกี้ และเหตุผลที่ผมถามเธอนอกจาก ตัวของผมเริ่มคิดไม่ออกแล้ว ว่าจะขับรถพาเธอไปไหนต่อดีนั้น...นอกจากนั้นผมก็เห็นว่า อารมณ์ของณัฐ นั้นก็เริ่มคงที่ และดีขึ้นแล้วด้วย...
“อืออออออ...คิดได้แล้วละ....ชั้นอยากจะไปบ้านของนายจะได้มั้ย? ...” คำกล่าวตอบของเธอที่เอ่ยเหมือนไม่คิดนานนั้นก็ทำให้ผมชะงักทันที....