ข้าตื่นขึ้นมาในเวลาที่ฟ้ามืดแล้วหลังบิดี้เีเสร็จก็เปลี่ยนร่างเป็ครึ่งมนุษย์ ลุกจากเตียงตรงไปที่หน้าต่างเพื่อสอดส่องลู่ทาง
บ้านเรือนด้านนอกปิดเงียบแต่ไม่ได้เปลี่ยวนักเพราะมีแสงจากตะเกียงที่แขวนอยู่หน้าบ้านทุกหลัง ค่อนข้างแปลกใจเพราะเท่าที่แอบมองเมื่อกลางวันพวกอารักษ์มีสัตว์กลางคืนอย่างค้างคาว เสือดาว เก้ง อะไรแบบนั้นด้วย คงเป็กฎห้ามออกนอกที่พัก่กลางคืนล่ะมั้ง
ข้าหันไปมองเ้ากระต่ายปุกปุยที่นอนกรนอยู่บนเตียงด้วยท่าเหมือนขึ้นอืดตายความคิดย้อนกลับไปถึงเมื่อกลางวัน...ข้าโกหกว่าจะไม่ก่อเื่ ไม่แอบออกไปแต่ก็รู้แก่ใจว่าทำไม่ได้ ข้ามีเื่ต้องสะสางอีกมากทั้งการรวมป่าเป็หนึ่งและตามหาบุรุษผู้พิชิต ข้ารอช้าไปกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ
มันไม่ใช่การหักหลัง...แค่แอบออกไปไม่ใช่เื่ใหญ่ขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้จะทำร้ายใครด้วยแค่สำรวจเส้นทางกับปริศนาบนวิหารเฉย ๆ
ข้าวางฝ่ามือลงบนผนังเพื่ออ่านเงื่อนไขเวทมนตร์ โครงสร้างบ้านไม่ซับซ้อนจึงสามารถอ่านได้ไม่ยากส่วนใหญ่เป็เวทง่าย ๆ แต่ละเอียดยิบ มันพึ่งถูกร่ายตอนข้ากำลังแต่งตัวถ้าให้เดาน่าจะให้ผู้อารักษ์ผลัดกันร่ายคนละบทพร้อมกัน สมแล้วที่เป็สัตว์มีภูมิปัญญาทำงานแบบทีมเวิร์กได้ดีจริง
เวทส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอย่างเวทกักสกิลที่ทำให้ออซเปิดโพรงกระต่ายไม่ได้ เวทจะทำให้รู้สึกปวดหัวแทบะเิตอนพยายามใช้เวทจากด้านในเวทเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวบ้าน ฯลฯ โอ้โห เพิ่งสำรวจเงื่อนไขไปสิบชั้นก็ง่วงแล้วให้แก้ทั้งหมดจริงคงใช้เวลาถึงเช้าแน่
งั้นไม่ออกก็ได้ อิอิ
ข้ากลับไปที่เตียงเอนหลังนอนในท่าที่สบายที่สุด หลับตาลง ผ่อนลมหายใจให้แ่เบา ปล่อยสติหลุดลอยไปอย่างช้าๆ สวนทางกับััทั้งห้าที่เด่นชัดขึ้นทุกขณะ วูบเดียวการมองเห็นก็กลับมาทั้งที่ยังหลับตาข้าได้ยินเสียงกรนของออซชัดขึ้น ััได้ถึงพลังมานาและกระแสเวทมนตร์ที่อยู่ทั่วชุมชนนี้ที่สำคัญคือแม้จะอยู่ไกลกันหลายร้อยก้าวข้าก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของบางสิ่งที่อยู่ในวิหารสามชั้นใจกลางชุมชน
มิติจักรวาลนี้ไม่มีไม่มีผีหรือิญญาทว่าท่านประธานก็สร้างลูกเล่นลับ ๆ อย่างการถอดจิตรับรู้ให้ออกมาจากร่างกาย โดยต้องใช้สมาธิอันแน่วแน่และหัวใจที่บริสุทธิ์ข้าเพิ่งจุติได้ไม่นานแถมอยู่กลางป่าเขาเลยยังไม่โดนความโสมมของโลกกัดกินแต่ถ้าาเริ่มเมื่อไหร่คงใช้วิธีนี้ไม่ได้อีก
ข้าเพ่งจิตให้ตัวเองเคลื่อนที่ไปยังด้านนอกตัวบ้านความพิเศษของการถอดจิตคือสามารถไปที่ไหนก็ได้ในระยะที่มองเห็น ไม่ถูกััไม่ถูกพบเจอ ตอนนี้ข้าเห็นวิหารอยู่ไม่ไกลนัก ทว่าก่อนจะเพ่งจิตอีกรอบเพื่อพุ่งไปยังจุดหมายก็เหลือบไปเห็นชิเอล่าในร่างครึ่งมนุษย์กำลังยืนสูดควันยาสูบอยู่ในมุมมืดไม่ไกลจากบ้านพักของข้า
ท่าทีของนางนกน้อยดูใจลอยมันมองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจเบา ๆ สลับกับมองบ้านที่ข้าเพิ่งจะออกมา
คิดถึงออซล่ะสิ
ข้าค่อนข้างแน่ใจเื่นั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่มีแววว่าจะลึกซึ้งกว่าสหายหรือแค่คู่หลับนอนอาจจะเป็อารมณ์แบบกระต่ายหมายจันทร์...ซึ่งก็ไม่ใช่เื่ของข้าหรอกนะ
พอผละจากความอยากรู้อยากเห็นได้ข้าก็ตั้งมั่นจะไปยังวิหารต่อสายตาในร่างจิตเพ่งไปยังอาคารสามชั้นสีน้ำตาลอ่อนรูปทรงคล้ายปราสาทสัดส่วนแต่ละชั้นไม่สมดุลกันเท่าไหร่ชั้นแรกเป็พื้นเปิดโล่งที่เห็นเพียงเสาสี่ต้นจากที่ไกลชั้นสองมีระเบียงกว้างยื่นมาด้านหน้าชั้นสามสร้างเป็เหมือนห้องสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็กกว่าอีกสองชั้น ตรงจุดนั้นล่ะที่ข้าััได้ถึงพลังปริศนาที่แผ่ออกมา
อึดใจเดียวข้าก็มาถึงหน้าวิหารด้านในเป็ที่ที่ระยะสายตามองไม่เห็น มาถึงจุดนี้ข้าจึงต้องเข้าไปสำรวจด้วยตัวเองร่างจิตเคลื่อนตัวเข้าไปด้านใน ที่นี่ไร้ทหารยามคอยเฝ้าทว่าก็รู้ดีว่ามีข่ายเวทมนตร์คอยตรวจจับอย่างแ่า ชั้นแรกเป็ลานโล่งที่มีรูปปั้นไอโรตัวเบ้อเริ่มเท้าช้างหนึ่งเชือกอยู่ใจกลางไม่มีของแต่งอื่นยกเว้นบันไดไม้สักที่หลบมุมอยู่ด้านหลังรูปปั้นและแจกันใบใหญ่ใส่ต้นพลูด่างวางประดับใต้บันได
ก่อนจะเคลื่อนตัวไปถึงบันไดข้าก็สังเกตความผิดปกติบางอย่าง...รูปปั้นไอโรตัวนี้เป็เพียงรูปปั้นธรรมดาพลังมานาที่แฝงอยู่ก็เป็เพียงการใช้เวทมนตร์รักษาสภาพสีให้คงทนเท่านั้น
ข้าพยายามทิ้งความสงสัยไปก่อนเพราะอารมณ์ใคร่รู้เกินไปจะทำให้หลุดจากสภาวะร่างจิต ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังบันได ชั้นสองเป็ลานกว้างมีกระถางไม้ประดับวางเรียงรายจนเหมือนป่าจำลอง ถัดเข้าไปด้านในมีประตูหินอ่อนสลักลายอักขระเวทป้องกันไว้พลังมานาบริสุทธิ์แผ่มาจากด้านใน มันทรงพลังและงดงามจนข้าตะลึง
มานาเป็ตัวเชื่อมต่อระหว่างสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติทำให้ใช้เวทได้การใช้เวทได้คล่องขึ้นอยู่กับกายและจิตว่าสามารถจัดระเบียบพลังแห่งพระเ้านี้ได้ดีแค่ไหนหากทำให้มานาให้ไหลไปตามร่างกายได้อย่างสมดุล ทักษะด้านการใช้เวทก็จะแกร่งขึ้นตามในร่างจิตข้าััได้ถึงแก่นการไหลเวียนของพลังงานที่แข็งแกร่งมาก ๆ เหมือนได้มองพื้นผิวของสิ่งที่เนียนเกลี้ยงสม่ำเสมอ
“คิดไม่ผิดจริงๆ ว่าต้องมาในรูปแบบนี้” เสียงหนึ่งจากด้านหลังทำข้าสะดุ้งเฮือก
“จเ้า!” ข้าหันไปมอง หญิงสาวร่างเปลือยเปล่าลอยอยู่ด้านหลัง นางมีใบหน้าที่ทั้งโฉบเฉี่ยวและสวยหวานในคนเดียวผมสีดำขลับตัดกับผิวขาวซีด ขับให้ดวงตาสีน้ำเงินทอประกายเจิดจรัสราวพลอยไพลิน “แม่มดเหรอ”
“ทุกคนเรียกข้าแบบนั้น”อีกฝ่ายพยักหน้า “เ้าคงเป็ลิมุนชิเอล่าบอกแล้วว่าเ้าน่าจะเป็กวางของพระเ้าจริงดังว่า เลยไม่แปลกที่จะมีความสามารถถึงขั้นถอดจิตได้”
“เ้าก็ถอดจิตอยู่เหมือนกัน”ข้ากล่าว “เ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าจะมาในรูปแบบนี้”
“คาถาที่ครอบคลุมบ้านพักเ้าอยู่มีเวทตรวจจับการแทรกแซงด้วยข้ารู้ว่าเ้าเพิ่งอ่านเงื่อนไขเวทมนตร์แต่ก็ไม่ได้พยายามทำลายเลยถอดจิตออกมาเฝ้าระวังวิหารเพื่อดูว่าเ้าจะมาไม้ไหน ไม่คิดว่าจะบังเอิญได้เจอในร่างจิตเช่นกัน”แม่มดตอบ ร่างจิตไม่สามารถมองเห็นและตรวจจับได้ด้วยคาถาใด ๆแต่หากอีกฝ่ายเป็ร่างจิตเช่นกันก็สามารถมองเห็นและสื่อสารได้ข้าไม่คิดว่าบนดาวดวงนี้จะเหลือใครที่ทำได้เช่นกันเลยไม่ระวังตัว
“สมแล้วที่เป็ผู้ใช้เวทระดับาาภูตว่าแต่...ทำไมแม้แต่ในร่างจิตเ้าก็ยังคงสภาพครึ่งมนุษย์ไว้ได้ล่ะ”ร่างจิตจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเ้าของ แม้จะตกแต่งภายนอกอย่างใส่เสื้อผ้าที่้าหรือแต่งหน้าได้ ทว่าก็ไม่อาจเปลี่ยนสภาพร่างกายให้บิดพลิ้วไปจากต้นกำเนิดแต่ข้าก็ยังไม่แน่ใจการทำงานของร่างครึ่งมนุษย์นัก นี่อาจเป็เื่ใหม่
อีกฝ่ายไม่ตอบแต่หันหลังแล้วเอียงคอกลับมามองข้าเล็กน้อย “ตามขึ้นมาสิ ไหน ๆ เ้าก็มาแล้วคงไม่มีเหตุผลให้ต้องปิดบัง”
ข้าลอยตามอีกฝ่ายขึ้นไปตามขั้นบันไดยิ่งสูงขึ้น ยิ่งรับรู้พลังมหาศาลได้ชัดเจนคราวนี้มันไม่ได้บริสุทธิ์และสวยงามเหมือนร่างจริงของแม่มดที่หลับใหลอยู่ในห้องทว่าเป็ก้อนพลังงานที่แตกระแหง สับสนวุ่นวาย แต่ก็ทรงพลังเหมือนพายุสุริยะบนดวงอาทิตย์
“แล้วทำไมต้องให้เรารอถึงสามวันเ้าปิดบังอะไรไว้”
“เขามีปฏิกิริยาเมื่อเ้ามาถึงข้าต้องหาทางทำให้เขาสงบก่อนจึงจะปล่อยเ้าขึ้นมาบนวิหารได้ โชคดีที่ร่างจิตต่างจากกายเนื้อตอนนี้เขาจึงไม่รู้สึกอะไร” แม่มดตอบเสียงไร้อารมณ์
“เขานี่ใคร?”
แม่มดไม่ตอบนางนำข้ามาถึงหน้าประตูทางเข้าชั้นสาม เราวาร์ปเข้าไปด้านในได้ในพริบตาสิ่งที่ซ่อนอยู่คือแท่งผลึกสีดำจำนวนมากที่งอกขึ้นมาจากบนพื้นโอบอุ้มผลึกแก้วสีทองอร่ามไว้้าเหมือนรังนกโอบอุ้มไข่
“นนั่น...” ข้าถึงกับขาสั่น ประสาทััผ่านร่างจิตเริ่มพร่าเลือนจากอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง
ร่างสูงโปร่งของมนุษย์เพศชายนอนกอดเข่าคุดคู้เหมือนตัวอ่อนอยู่ภายในผลึกแก้วเขาอายุราว 20 ปี ผิวสีขาวซีดเส้นผมสีดำสนิทเป็ประกายเงางามรับกับดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เบิกโพลงแม้ไม่รู้สึกตัวเขาคือต้นกำเนิดแห่งพลังมหาศาลที่ข้ารู้สึกได้ กระแสพลังงานจากท่านประธานที่ข้าคุ้นเคยไหลเวียนในตัวเขากำลังสู้กับพลังจากด้านมืดของมิติจักรวาลรักษาสภาพร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วงทุกวินาที
“เขาอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน”ข้าหันไปถามแม่มด “แม่มด...ไม่สิ เฮลซีย์ ดีฮาร์ต”
อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย“ไม่มีใครเรียกข้าด้วยชื่อนั้นมานานมากแล้ว เ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเฝ้ามองเ้ามานานเกินกว่าเ้าจะรู้ตัว”ข้าตอบเสียงสั่น “ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับกระแสพลังในร่างเขามันไม่ควรจะเป็อย่างนี้สิ”
ข้าคิดไม่ผิดจริงๆ โชคชะตาของเราเชื่อมโยงกัน แม้จะผ่านไปหลายร้อยปีเขาก็ยังรอข้าอยู่
คริสดีฮาร์ต
บุรุษผู้พิชิต