เช้าวันนั้น หมอกบางปกคลุมเรือนเก็บบัญชีหลังเก่า ทอดเงาลางเลือนคล้ายภาพฝัน ยามฟู่เฉิงผลักประตูเข้าไป คุณหนูนั่งอยู่ข้างโต๊ะ เบื้องหน้ามีถ้วยน้ำชาเย็นชืด นางยังคงสวมชุดเดิมของเมื่อวาน ราวกับไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
“คุณหนู” ฟู่เฉิงเรียก
หญิงสาวเงยหน้า ส่งยิ้มให้ตามเคย ทว่าแววตาอ่อนล้า “พี่ฟู่ ข้ารบกวนท่านแต่เช้าอีกแล้ว”
“คุณหนูพูดเช่นนี้ได้อย่างไร” ฟู่เฉิงนั่งลง มองกองสมุดบัญชีบนโต๊ะ “ตรวจบัญชีทั้งคืนหรือขอรับ”
“เพิ่งเสร็จเมื่อครู่ ท่านพ่อพักผ่อนแล้วหรือยัง”
“ท่านประมุขเพิ่งดื่มยาไปขอรับ”
แววตาหญิงสาวหม่นลง อาการของประมุขเฒ่าเวลานั้นยังไม่ทรุดหนัก ทว่าทุกคนรู้ดี สุขภาพของเขาไม่มีวันเหมือนเดิม
คุณหนูเอ่ย “พี่ฟู่... ท่านคิดว่าคนเราจะเปลี่ยนไปได้มากเพียงใด โดยเฉพาะคนที่เรารักและเชื่อใจที่สุด”
ฟู่เฉิงชะงัก “เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
หญิงสาวทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ลานฝึกยุทธ์เริ่มมีศิษย์ออกมาฝึกกระบวนท่า เสียงะโดังแว่วมาเป็ระยะ
“บางครั้งข้าก็รู้สึกว่า ยิ่งสำนักใหญ่โต ผู้คนกลับยิ่งห่างเหิน” นางกล่าว “เมื่อก่อนเวลามีปัญหา ทุกคนจะวิ่งมาหาบิดา ทว่ายามนี้ต่างมีฝักฝ่าย ผู้าุโคุยกับผู้าุโ หัวหน้าขบวนคุ้มกันคุยกับหัวหน้าขบวน แม้แต่ศิษย์รุ่นเยาว์ยังเริ่มแบ่งกลุ่ม บางครั้งเดินผ่านลานประชุม ข้ารู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า”
ฟู่เฉิงนิ่งมอง “คุณหนูกำลังกังวลเื่คุณชายหลินหรือขอรับ”
นางก้มมองถ้วยชา “เขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด สิ่งที่เขาเสนอล้วนเป็ประโยชน์ต่อสำนัก ท่านพ่อเองก็ยอมรับเช่นนั้น”
“แล้วคุณหนูกังวลสิ่งใด”
หญิงสาวเงียบ ความเหนื่อยล้าในแววตายิ่งปรากฏชัด “บางครั้ง... ข้ารู้สึกว่าเขาเร่งรีบเกินไป ราวกับกำลังวิ่งหนีบางสิ่ง ทั้งที่ไม่มีใครไล่กวดข้างหลัง เมื่อก่อนเขาชอบพูดถึงผู้คน ชอบเล่าเื่ชาวบ้านยามเดินทาง พูดถึงลูกน้องในขบวนคุ้มกัน”
นางหยุด ปลายนิ้วเรียวแตะบนขอบถ้วยชาที่ไร้ไออุ่น “ทว่าเดี๋ยวนี้... เขาพูดถึงแต่ความยิ่งใหญ่ เส้นทางการค้า ขุนนาง ตระกูลใหญ่ และสิ่งที่ สำนักควรเป็ในอีกสิบปีข้างหน้า ทุกครั้งที่เอ่ยคำ ดวงตาของเขาจะแวววาว คล้ายมองเห็นความสำเร็จอยู่ไกลลิบ”
“บางที คุณชายหลินอาจเพียง้าให้สำนักแข็งแกร่งขึ้น”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น” คุณหนูตอบ ราวกับเคยตอบคำถามนี้กับตนเองนับครั้งไม่ถ้วน นางก้มมองผิวชาในถ้วย ก่อนเผยรอยยิ้มจาง “ที่จริงแล้ว ข้าไม่เคยกลัวว่าเขาจะล้มเหลว... ข้ากลัวว่าเขาจะสำเร็จต่างหาก”
คำพูดนั้นทำให้ฟู่เฉิงชะงัก
“ฟังดูประหลาดใช่หรือไม่ พี่ฟู่”
“เล็กน้อยขอรับ”
“ยิ่งเขาทำสำเร็จ ผู้คนยิ่งศรัทธา” นางมองออกไปนอกหน้าต่าง กลุ่มศิษย์ในลานฝึกกำลังโห่ร้องต้อนรับขบวนคุ้มกันสายใหม่ “และเมื่อผู้คนเชื่อมั่นคนคนหนึ่งจนหมดใจ ต่อไปย่อมไม่มีใครกล้าเตือนเขาอีกว่ากำลังเดินผิดทาง”
คุณหนูปิดสมุดบัญชีเล่มสุดท้าย “ช่างเถิด บางทีข้าอาจคิดมากไปเอง”
ฟู่เฉิงมองใบหน้านั้น เขารู้ดีว่าหญิงสาวไม่ได้คลายความกังวล เพียงแต่เลือกเก็บงำไว้ตามลำพัง
นับแต่นั้น หลินเทียนซื่อเริ่มเดินทางเข้าเมืองหลวงถี่ขึ้น บางครั้งไปสองสามวัน บางทีหายหน้าเกือบครึ่งเดือน เหตุผลของเขาล้วนฟังขึ้น ทั้งเจรจาเส้นทางการค้า พบปะคหบดีใหญ่ หรือบุกเบิกขบวนคุ้มกันสายใหม่ ทุกอย่างสร้างผลงานให้สำนัก และยิ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ผู้คนก็ยิ่งศรัทธา ชื่อเสียงของเขาเริ่มขยายเลยภาคใต้ ทว่ายิ่งเวลาผ่านไป เงาร่างของเขากลับยิ่งห่างไกลออกไปทุกที