บทที่ 8
สังเวียนแห่งชีวิตและความตายบนยอดเขาเทียนซิง
่เวลาในการรอประลองวัดฝีมือกับจางเิศิษย์สืบทอดของยอดเขาเทียนเจี้ยนก็ได้มาถึงแล้ว ฉู่ซิวออกจากถ้ำเดินไปบนเมฆหมอกที่ลอยละล่อง ก่อนจะออกจากยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ที่มีกลุ่มกระเรียนโบยบินอยู่เหนือศีรษะเขา
เป็ระยะ ๆ ก็จะมีฝูงสัตว์วิเศษน้อยใหญ่โผล่ออกมาจากพุ่มหญ้าข้างทาง ฝูงสัตว์วิเศษพวกนี้ไม่กลัวผู้คนเลยแม้แต่น้อย กระต่ายปุยนุ่มน่ารักหลายตัวก็ะโโลดเต้นมาหาฉู่ซิวเพื่อขออาหาร แต่ก็วิ่งหนีไปกันหมดเมื่อเจอสายตาที่มองราวกับว่าพวกมันเป็ ‘กระต่ายผัดเผ็ด’ แน่ ๆ ถ้ายังมาป้วนเปี้ยนอยู่!
สังเวียนแห่งชีวิตและความตายที่ที่ตั้งตระหง่านอยู่คือ ———— ยอดเขาเทียนซิง หรือที่รู้จักกันในชื่อยอดเขาแห่งการลงโทษ แม้ว่าจะผ่านไปานแค่ไหนหรือผ่านกี่ยุคยอดเขาก็จะมีชื่อว่าเทียนซิงเสมอ โดยสถานที่เหล่านี้จะให้เป็ที่สำหรับลงโทษในแดนศักดิ์สิทธิ์
ศิษย์สายตรงและศิษย์สืบทอดของยอดเขาเทียนซิง ล้วนแต่เป็ศิษย์ของหอลงทัณฑ์ ต้องคอยตรวจตราแดนศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งดินแดน
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ของยอดเขาเทียนซิงจึงมีพลังโดยรวมที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์จากเหล่ายอดเขาทั้งมวลของแดนศักดิ์สิทธิ์
รองลงมาคือยอดเขาเทียนเจี้ยน
แล้วจึงเป็ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ซึ่งเป็เพราะยอดเขาอวิ๋นเซี่ยมีศิษย์สืบทอดน้อยเกินไป รวมฉู่ซิวก็มีเพียงห้าคนเท่านั้น
“รายงานใหม่ล่าสุดของสำนักข้อมูลเทียนจีออกมาแล้วท่านรู้หรือเปล่า?”
“รู้แล้ว ข้ายังซื้อเทียนจีเป่าฉบับล่าสุดมาด้วย” ฉู่ซิวมองไปข้างหน้า สองศิษย์ร่วมสำนักสวมชุดสีม่วงเดินคู่กันมาและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
เขาเดินเข้าไปขวางหน้าทั้งสอง
ศิษย์ร่วมสำนักรูปร่างอวบอ้วนในชุดสีม่วง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยพลางกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ใหญ่ขวางทางพวกข้า มีธุระอันใดหรือ?”
แม้ว่าปากจะเรียกฉู่ซิวว่าพี่ใหญ่ แต่ในน้ำเสียงกลับไม่มีความเคารพเลยแม้แต่น้อย แววตาของศิษย์ผู้นั้นแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ทั่วทั้งยอดเขาอวิ๋นเซี่ยล้วนรู้ดีว่า ‘ฉู่ซิว’ เป็แค่ขยะ เพราะถึงแม้จะได้เป็ศิษย์พี่ใหญ่ แต่กลับมีขอบเขตการบำเพ็ญที่ด้อยกว่าศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น ๆ ยิ่งนัก
ยี่สิบวันก่อนยังถูกจางเิศิษย์จากยอดเขาเทียนเจี้ยนทำร้ายจนพิการ การบำเพ็ญทั้งหมดสูญสิ้น ในโลกที่เคารพผู้แข็งแกร่งและเหยียบย่ำผู้อ่อนแอเช่นนี้ หาก้าให้ผู้อื่นเคารพไม่ใช่แค่มีฐานะเท่านั้น แต่ต้องมีพละกำลังที่คู่ควรกับฐานะด้วย
เห็นได้ชัดว่า ‘ฉู่ซิว’ ไม่มีพละกำลังเช่นนั้น จึงเป็ธรรมดาที่ผู้คนจะไม่เคารพเขา ฉู่ซิวไม่ได้ใส่ใจความดูถูกเหยีดหยามที่มาจากผู้อื่น คนเราหมื่นแสนแบบ เื่เช่นนี้เขาพบเจอมาเยอะแล้ว
ชายหนุ่มไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบโบกมือและควักหินิญญาชั้นเลิศสิบก้อนโยนให้ฝ่ายตรงข้าม
“เทียนจีเป่าฉบับใหม่ ขายให้ข้า!”
“หึ ๆ!”
เ้าอ้วนใหญ่ยิ้มกว้าง ส่งกระดาษสีทองซีดจางให้แก่ฉู่ซิว ปกติเทียนจีเป่าฉบับหนึ่งมีค่าเพียงหินิญญาขั้นกลางหนึ่งก้อน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เ้าโง่คนนี้ยินดีจะจ่ายเงินแพง เขาก็ยินดีเป็อย่างยิ่งที่จะรับกำไรงาม ๆนั้น! ฉู่ซิวถือเทียนจีเป่าเดินจากไป
เดินไปอ่านไป
[ ทวีปต้าเทียนฉง เหตุการณ์ยิ่งใหญ่]
[ข่าว 1: การจัดอันดับขอบเขตศักสิทธิ์มีการเปลี่ยนแปลง ฉู่ซิวผู้เดิมอยู่อันดับหนึ่งของขอบเขตศักสิทธิ์ ถูกขอบเขตมหาศักดิสิทธิ์หลายสิบคนตามล้อมสังหารที่ผาสูญสิ้น ใน่ที่ถูกตามล่าฉู่ซิววางแผนสังหารขอบเขตมหาศักดิสิทธิ์สองคน ผลงานการรบเป็ที่น่าใ........ในเวลานี้ผู้อยู่ในอันดับหนึ่งของการจัดอันดับของขอบเขตศักสิทธิ์คือ น่ายเหยากวาง บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เฟิงเหยากวางขอบเขตการบำเพ็ญสูงสุดของขอบเขตศักสิทธิ์ ผู้มีกายาิญญาศักดิ์สิทธิ์]
[ข่าว 2 : รายงานากำแพงเทียนหยวน ล่าสุดครึ่งปีมานี้พวกปีศาจรุกรานดินแดนเผ่าพันธุ์มนุษย์ครั้งใหญ่ เหล่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สำนักที่ยิ่งใหญ่และตระกูลโบราณซึ่งประจำการอยู่ที่กำแพงเมืองใหญ่ ต่างก็ส่งผู้บำเพ็ญออกมากวาดล้าง ผู้บำเพ็ญของทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผู้ล้มตาย…]
[ข่าว 3 : การจัดอันดับ อันดับที่สี่มีการเปลี่ยนแปลง จางเซียนหลิง ผู้บำเพ็ญหญิงแห่งสำนักเทวาหยินหยางเดิมถูกแทนที่ด้วยหลิวหงอี้ ผู้บำเพ็ญหญิงแห่งสำนักกระบี่ฝุ่นแดงเดิม]
[เหตุผลการเลื่อนอันดับของหลิวหงอี้ : ขอบเขตศักสิทธิ์ระดับแปด ผู้มีร่างกายเทพกระบี่โดยกำเนิด ประสบความสำเร็จในการจู่โจมสำนักกระบี่ฝุ่นแดง ฆ่าจางซินหรานผู้าุโขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ ขั้นต้น]
[ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์อย่างหลิวหงอี้ ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าได้ทรยศต่อสำนักกระบี่ฝุ่นแดง ปัจจุบันถูกสำนักกระบี่ฝุ่นแดงตามล่า มีค่าหัว : 1 ล้านหินเทพเ้า]
[ตามที่เ้าสำนักกระบี่ฝุ่นแดง ขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ฝุ่นแดงได้ย้อนเวลากลับมาดู เพื่อยืนยันว่าหลิวหงอี้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับเ้าปีศาจฉู่ซิวผู้ล่วงลับ สาเหตุที่นางสังหารผู้าุโจางซินหรานก็เพื่อล้างแค้นให้ฉู่ซิวผู้ซึ่งถูกตามล้อมสังหารจนสิ้นชีพ]
[สำนักกระบี่ฝุ่นแดงได้ออกคำเตือน : โปรดให้สหายเต๋าท่านอื่น ๆ ที่ร่วมล้อมสังหารฉู่ซิว จงระวังหญิงผู้นี้ อย่าได้ประมาท!]
......
แววตาของ ฉู่ซิวลอยไปชั่วครู่ ในห้วงความคิด ปรากฏเป็เด็กสาวน้อยชุดแดงดวงตากลมใส เยาะเย้ยเขาด้วยเสียงหวานว่า ‘เ้าโง่~’
หวืด….
ปราณิญญาพลุ่งพล่าน กระดาษเทียนจีเป่าในมือสั่น ก่อนจะกลายเป็ผุยผง ล่องลอยไปในห้วงฟ้าดิน
ณ ยอดเขาเทียนซิง
ยอดเขาสูงตระหง่านหลายหมื่นจั้ง คลุมด้วยแสงสายฟ้า เรืองรองดั่งภาพฝัน แต่ทว่ามิได้ให้ความรู้สึกเหมือนแดน์ของมนุษย์แต่อย่างไร กลับเป็ความรู้สึกราวกับนรกที่เงียบสงัดและเย็นะเื นกกระเรียน์และสัตว์ปีกวิเศษทั้งหลาย ไม่กล้าแม้แต่จะแวะเวียนมาแถวยอดเขาเทียนซิง ด้วยพลังสังหารอันรุนแรงที่แผ่อออกมา
กลางยอดเขาเทียนซิง มีแท่นเวทีทรงกลมกว้างหมื่นจั้ง สังเวียนแห่งชีวิตและความตายก็ตั้งอยู่บนที่แห่งนี้
ณ เวลานี้ เหล่าศิษย์จากยอดเขาต่าง ๆ มากกว่าพันคนรวมตัวกันอยู่ และยังมีเหล่าศิษย์สายตรงที่ยังมิได้เริ่มการบำเพ็ญแบบปิดอีกด้วย ส่วนเหตุใดเหล่าศิษย์ฝ่ายในจึงไม่สามารถมาได้นั้น
เป็เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมารับชม พวกเขาแม้แต่จะขึ้นไปยังกลางยอดเขาก็ยังไม่สามารถ จะเห็นได้ว่าระบบลำดับขั้นนั้นฝังรากลึกอยู่ในกระดูกของเหล่าผู้บำเพ็ญในทวีปต้าเทียนฉง
“วันนี้คึกคักดีจริง ๆ ~”
ศิษย์สายตรงยอดเขาเทียนเจี้ยน เจียนหลิงอวิ๋นกวาดสายตามองทั่วแล้วหาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“คารวะศิษย์พี่หลิงอวิ๋น ได้ข่าวมาว่า่นี้ท่านหลบไปบำเพ็ญแบบปิด อยู่ในที่ปลีกวิเวกแล้ว คงได้อะไรดี ๆ กลับมาแน่! แถมคราวนี้ยังก้าวข้ามขอบเขตเสินทงได้ ข้าแสดงความยินดีด้วยจริง ๆ เ้าค่ะ” เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ข้าง ๆ ประจบสอพลอ
เจียนหลิงอวิ๋นโบกมือปัด ๆ “ก็แค่ขอบเขตเสินทง ไม่เห็นจะต้องพูดถึงเลย” พอพูดจบ เขาก็หันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางผู้นั้นสวมชุดขาวสะอาดสะอ้าน แบกกระบี่ยาวเอาไว้ด้านหลัง
นางมีใบหน้ารูปไข่ที่งดงาม ดวงตากลมโต ประกายแวววาวในตาราวสายน้ำ คิ้วเรียวเรียงงามราวกับูเาที่อยู่ไกลลิบ ๆ กิริยาเ็า ไม่ยิ้มไม่พูด
“ศิษย์น้องสวี่ ข้าเองก็ไม่คิดว่าเ้าจะมีเวลามาที่นี่” ได้ยินเช่นนั้น สวี่เทียนเจินมองตรงไปข้างหน้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เื่ครั้งนี้เกิดขึ้นก็เพราะข้า ข้าต้องมาดูให้เห็นกับตา… ”
“อย่างไรเสีย…ฉู่ซิวผู้นั้นก็รู้จักข้าอยู่บ้าง ข้าก็ไม่อยากให้เขาต้องมาตายที่นี่”
ดวงตาของเจียนหลิงอวิ๋น วาววับไปด้วยความโกรธ สวี่เทียนเจินเป็คนที่เขาหมายปองเอาไว้ คนที่ต่ำต้อยอย่างฉู่ซิวกลับกล้าหมายปองนาง ช่างไม่น่าให้อภัยเป็ที่สุด
“ฮ่า ๆ ... ”
“ศิษย์พี่หญิงสวี่ หากเขาอยากตายเองจะให้ทำอย่างไร ?” จางเิลูกน้องของเจียนหลิงอวิ๋น เห็นสีหน้าที่ไม่ดีของหัวหน้าตัวเอง จึงรีบเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูจริงใจนัก “ศิษย์พี่หญิงคงไม่อาจช่วยคนที่รนหาที่ตายเองหรอก ใช่ไหม ?” สวี่เทียนเจินมองจางเิอย่างไม่ใส่ใจ และมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
“ไอ้ฉู่ซิวนั่นมันยังไม่มาอีกหรือ ไหนว่ามันเก่งนัก กลัวจนไม่กล้ามาแล้วสินะ !”
“ข้าว่า....”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! เขาเป็ถึงศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ช่างทำให้ยอดเขาอวิ๋นเซี่ยขายขี้หน้าเสียจริง !”
“นั่นสิ ถึงขนาดสู้จางเิแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยนไม่ได้ แล้วจะมาเป็ศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไร”
“ไม่รู้เหมือนกัน คนในยอดเขาอวิ๋นเซี่ยปล่อยให้ไอ้พวกขยะมาเป็ศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไร ?” เหล่าศิษย์จากยอดเขาต่าง ๆ ต่างก็พูดคุยกันอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่ปิดบังความดูถูกและเยาะเย้ย
เหล่าศิษย์จากยอดเขาอวิ๋นเซี่ยที่ตั้งใจมาเฝ้าดูการประลองต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดี ฉู่ซิวเป็คนไร้ประโยชน์ก็จริงอยู่ แต่ว่าก็อย่างไรก็เป็คนของตนเอง แต่กลับถูกคนนอกดูิ่อย่างนี้ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีทางโต้เถียงได้
“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจดังขึ้น แต่ในขณะนั้นเอง ลำแสงสีฟ้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว สังเวียนแห่งชีวิตและความตาย ณ บริเวณเก้าอี้สำหรับศิษย์สายตรง สตรีสวมชุดกระโปรงยาวสีครามปรากฏตัวขึ้น
นางมีดวงตากลมโต คิ้วเรียว ใบหน้ารูปไข่ ผมสีดำสนิทกึ่งหนึ่งรวบเป็มวยผมธรรมดาไว้ด้านหลัง ที่เหลือปล่อยสยายลงมาที่บ่า
“ศิษย์พี่หญิงเถาเหยา ศิษย์พี่ลำดับที่ห้าแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย”
“นึกไม่ถึงว่าศิษย์พี่จะมาดูการประลองด้วย”
“ศิษย์พี่เถาเหยา ~” เจียนหลิงอวิ๋นยิ้มอย่างไม่จริงใจ เถาเหยาสบตาพร้อมกับเยาะเย้ย “เจียนหลิงอวิ๋น อย่าคิดว่าเ้าเก่งกล้าที่เพิ่งจะก้าวสู่ขอบเขตเสินทง หากเ้ายังกล้าแสดงสีหน้าเยี่ยงนี้ต่อหน้าข้าอีก ! ข้าจะควักดวงตาเ้าแล้วเหยียบมันให้แหลกเป็ผุยผง!”
เมื่อเจียนหลิงอวิ๋นได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ขรึมลงทันใดแต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงอะไรอีก เขารู้ดีถึงนิสัยของนังแม่มดตนนี้ดี หากเขายังกล้าที่จะเถียง แม้ว่า ณ ที่แห่งนี้จะเป็ยอดเขาเทียนซิง แต่นางก็ทำตามที่พูดได้จริง ๆ
“มาแล้ว~” เสียงของใครบางคนดังขึ้นในบรรดาหมู่ผู้ชมดังขึ้น เมื่อมองขึ้นไปเหนือนภาจึงเห็นเรือบินลำหนึ่งค่อย ๆ บินขึ้นสู่ยอดเขาเทียนซิง
เหนือท้องนภาปรากฎชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำ ผมดำยาวพลิ้วไหวตามแรงลม เขาผูกกระบี่ยาวสีเืไว้ที่เอว พลางยืนพิงราวหัวเรืออย่างสง่า ดวงตาสีดำเข้มมองตรงไปข้างหน้า มุมปากมีรอยยิ้มบาง ๆ แฝงอยู่ด้วย