แน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง

    บทที่ 42 องครักษ์สอพลอ

            ไม่ผิดจากการคาดการณ์ของโม่จื่อเซวียนวันรุ่งขึ้นประมุขของตระกูลหรงก็พาหรงเมิ่งหลันชูป้ายเข้าวังหลวงไปกราบทูลฟ้องร้องกับหรงกุ้ยเฟย

            เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการฟ้องหรงเมิ่งหลันยังตั้งใจทิ้งรอยบาดแผลเด่นชัดจำนวนหนึ่งบนร่างของตนไว้ยารักษาบาดแผลที่นางกินไปเป็นจำนวนมากสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บภายในได้แล้วดังนั้นจึงฝืนสังขารมาได้จนถึงวันรุ่งขึ้น

            นางต้องกระตุ้นความโกรธของท่านอาให้ได้เสิ่นจื่อโยวจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส!

            ครานี้นางจะต้องลอกหนังของเสิ่นจื่อโยวหญิงสารเลวผู้นี้ออกมาให้ได้เพื่อระบายความแค้น!

            ไม่ผิดจากที่คาดครั้นหรงกุ้ยเฟยได้ยินว่าหรงเมิ่งหลันได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องใช้เวลารักษาตัวหลายเดือนกว่าร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์นางก็บันดาลโทสะจนเกือบทำลายโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงนั้น

            หรงกุ้ยเฟยรู้สึกว่าหรงเมิ่งหลันมีส่วนคล้ายคลึงกับตนในวัยเยาว์เป็นอย่างมากนางที่สังหารบุตรสาวของตนจึงปฏิบัติต่อหรงเมิ่งหลันราวกับนางเป็นบุตรสาวของตนเพราะจิตใต้สำนึกที่ต้องการชดเชยสิ่งนั้นแต่ไรมาเมื่อหลานสาวคนนี้ร้องขอสิ่งใดนางจึงตอบรับอยู่เป็นนิจ

            ยามนี้เมื่อหรงเมิ่งหลันถูกคนทำร้ายบาดเจ็บสาหัสแล้วจะให้นางกล้ำกลืนโทสะนี้ลงไปได้อย่างไร?!

            หรงกุ้ยเฟยสั่งการองครักษ์ข้างกายด้วยความเดือดดาล“หากผู้ใดจับตัวเสิ่นจื่อโยวมาได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!”

            รับสั่งของหรงกุ้ยเฟยผู้ใดจะกล้าขัด ที่สำคัญนี่ยังเป็นงานที่มีรางวัลตอบแทนมหาศาล

            ดังนั้นภายใต้การนำของหัวหน้าองครักษ์คนกลุ่มใหญ่จึงบุกไปยังเรือนหลังเล็กที่พำนักของคนตระกูลซูด้วยความฮึกเหิม

            ตั้งแต่ที่ซูเฟยอวี่ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพเจิ้นซีสถานที่พำนักชั่วคราวของตระกูลซูก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไปในเมื่อมักมีราชโองการส่งออกมาจากวังหลวงอยู่เป็นนิจพวกเขาย่อมไม่สามารถให้คนถ่ายทอดราชโองการวิ่งวุ่นไปมาเพื่อตามหาประตูจวนตระกูลซูได้

            เพียงแต่วันนี้คนที่บุกเข้ามาในเรือนหลังเล็กกลับไม่ใช่คนถ่ายทอดราชโองการแต่เป็นองครักษ์ของวังหลวงที่มาตามจับคน

            “เสี่ยวโยวเจ้ารีบหนีออกไปทางประตูหลังก่อน ทางนี้พวกเราน่าจะพอต้านทานได้สักระยะหนึ่ง”

            ซูหวั่นเยว่กล่าวกับเสิ่นจื่อโยวอย่างร้อนรนพลางดันนางไปที่ประตูหลัง

            ซูเฟยอวี่และนางเฉินเดินไปถึงประตูหน้าแล้วพวกเขาสามารถยื้อเวลาได้ระยะหนึ่ง หากไม่ได้จริง ๆ มากที่สุดก็แค่สู้กันสักตั้ง!

            ยามนี้พลังบำเพ็ญเพียรของซูเฟยอวี่ก้าวหน้าถึงระดับแก่นปราณทองคำขั้นสุดท้ายแล้วหากต้องปะทะฝีมือกับองครักษ์จากวังหลวงเหล่านั้นจริงเวลาครึ่งชั่วยามย่อมไม่ใช่ปัญหาอันใด

            สำหรับเรื่องที่หรงกุ้ยเฟยจะไปใส่ร้ายป้ายสีชื่อเสียงของเขาให้หมองมัวต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทหรือฮ่องเต้จะกริ้วจนมีราชโองการถอดถอนตำแหน่งของเขากระทั่งสั่งโบยเขาโยนเขาเข้าคุกหรือไม่นั้นเขาล้วนไม่สนใจแล้ว

            เพราะเมื่อเทียบกับสิ่งจอมปลอมลวงตาเหล่านี้ความปลอดภัยของเสี่ยวโยวนั้นสำคัญยิ่งกว่า

            “ท่านแม่ทัพเจิ้นซีพวกเรารับคำสั่งจากหรงกุ้ยเฟยให้มาจับตัวนักโทษเสิ่นจื่อโยวข้าขอแนะนำว่าหากท่านยังรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรก็จงหลีกทางให้พวกเราเสีย การล่วงเกินพวกเรานั้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่หากทำให้หรงกุ้ยเฟยไม่พอพระทัยท่านคงต้องลำบากแล้ว!”

            หัวหน้าองครักษ์กล่าวด้วยท่าทางดุดันเสียงกระทบของอาวุธในมือดังกังวาน

            ซูเฟยอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา“หากคิดจับเสี่ยวโยวก็ต้องผ่านข้าไปก่อนหากผ่านไปไม่ได้พวกท่านมาจากทางไหนก็จงไสหัวกลับไปทางนั้น!”

            “หึ! วาจาโอหังยิ่งนัก! ซูเฟยอวี่ในเมื่อท่านไม่รู้สำนึกเช่นนี้ก็อย่าได้กล่าวโทษที่พวกเราไม่เกรงใจ! พวกเราบุก ให้ได้ชมกันเสียหน่อยว่าแท้จริงแล้วท่านแม่ทัพเจิ้นซีมีความสามารถเพียงใด!”

            ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าต่อสู้โรมรันกันอย่างรวดเร็วนางเฉินเป็นเพียงสตรีในเรือนคนหนึ่งที่แม้แต่แรงจะมัดไก่ยังไม่มีนางย่อมไม่สามารถช่วยเหลืออะไรซูเฟยอวี่ได้ ทำได้เพียงบิดผ้าเช็ดหน้าในมืออย่างกระวนกระวายใจอยู่ด้านข้าง

            เพียงหวังว่าในชั่วระยะเวลาอันสั้นนี้เสี่ยวโยวจะสามารถหนีไปได้อย่างปลอดภัยนางเฉินลอบคิดในใจ

            ไม่ว่าจะเป็นซูเฟยอวี่หรือนางเฉินต่างก็มีความคิดเช่นนี้

            ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือเสิ่นจื่อโยวไม่ได้หนีออกไปทางประตูหลังตามที่พวกเขาปรารถนาแต่นางกลับฟาดหลังคอซูหวั่นเยว่จนสลบก่อนจะย้อนกลับมาอย่างห้าวหาญ

            ในเวลานี้ความสนใจของทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ไม่มีใครทันสังเกตว่าในลานกว้างมีอีกหนึ่งร่างปรากฏตัวขึ้นทั้งยังเป็นคนที่พวกเขาต้องการจับกุม

            “ชิก็แค่กลุ่มคนที่เพิ่งถึงขั้นแก่นปราณทองคำระดับต้นแม้แต่คนที่อยู่ในขั้นแก่นปราณทองคำระดับกลางยังไม่กล้าโอหังเช่นนี้!”

            น้ำเสียงไพเราะกังวานดังขึ้นกลางลานที่ตั้งอยู่กลางเรือนเสียงนั้นยังเปี่ยมไปด้วยแววเหยียดหยัน

            ไม่ทันรอให้บรรดาองครักษ์ของวังหลวงตระหนักได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเงาร่างหนึ่งก็เคลื่อนไหวผ่านพวกเขาเข้าไปอยู่กลางวงต่อสู้อย่างรวดเร็ว

            เพียะ! เพียะ! เพียะ!...

            เสิ่นจื่อโยวแปะยันต์บนร่างของพวกเขาคนละแผ่นด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ชัดด้วยตาเปล่า

            หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องยิ่งขึ้นก็คือนางตบหน้าของพวกเขาทีละคนในขณะเดียวกันก็แปะแผ่นยันต์ลงไปด้วย

            จังหวะถัดมาคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเข้าจู่โจมซูเฟยอวี่ด้วยความดุดันก็ราวกับถูกแช่แข็งพวกเขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยท่วงท่าที่น่าขันแตกต่างกันออกไป แน่นิ่งไม่ไหวติง

            “ยันต์ที่สามารถจัดการกับนักบำเพ็ญเพียรแก่นปราณทองคำขั้นสุดท้ายได้แน่นอนว่ามันย่อมมากเกินพอที่จัดการกับพวกเจ้าที่อยู่ในระดับแก่นปราณทองคำขั้นต้น”

            เสิ่นจื่อโยวชูยันต์ใบสุดท้ายที่อยู่ในมือขึ้นนางสะบัดมันไปมาหน้าคนเหล่านั้นก่อนค่อย ๆ เก็บมันลงไปในแหวนเก็บสมบัติ

            นัยน์ตาของหัวหน้าองครักษ์หรี่เล็กลงดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างอย่างเหลือเชื่อ

            เสิ่นจื่อโยวนำยันต์ที่มีอานุภาพร้ายกาจจำนวนมากมาจากที่ใดหรือว่านี่ล้วนเป็นยันต์ที่ฝ่าบาททรงพระราชทานให้แก่นางในคราก่อน? เป็นไปไม่ได้ยันต์กล่องเล็กแค่นั้นจะเพียงพอให้เสิ่นจื่อโยวนำออกมาใช้งานอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ได้หรือ?!

            เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าองครักษ์มีการติดต่อสืบข่าวจากชาวบ้านทั่วไปไม่บ่อยนักมิเช่นนั้นเขาต้องได้ยินถึงเรื่องราว ‘การกระทำอันแข็งแกร่ง’ ของบุตรสาวคนโตตระกูลเสิ่นที่หน้าร้านขายยันต์แล้ว

            “เสี่ยวโยว เจ้าไม่ควรกลับมา...”

            ซูเฟยอวี่กุมบาดแผลที่แขนหัวคิ้วขมวดมุ่นพลางกล่าว

            นัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวฉายประกายอบอุ่นนางเดินเข้าไปประคองซูเฟยอวี่ไปด้านข้างจากนั้นจึงกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ญาติผู้พี่เฟยอวี่ ข้ารู้ว่าพวกท่านทำเพราะเจตนาดีต่อข้าแต่ข้าเสิ่นจื่อโยวผู้นี้แต่ไรมาก็ไม่ใช่คนรักตัวกลัวตายข้าไม่สามารถเอาตัวรอดแล้วปล่อยให้ญาติพี่น้องอที่ยู่เบื้องหลังต้องสละชีวิตเพื่อข้าได้...”

            ที่สำคัญต้องขอบคุณการช่วยเหลือของโม่จื่อเซวียนเมื่อคืนวานนางคิดวิธีตอบโต้ได้แล้ว

            แต่ในยามนี้นางยังไม่คิดเปิดเผย เพราะนางต้องการมอบ‘ความประหลาดใจ’ ครั้งใหญ่ให้แก่หรงเมิ่งหลันและหรงกุ้ยเฟยก่อน

            หลังจากที่เสิ่นจื่อโยวดูแลอาการบาดเจ็บของซูเฟยอวี่เรียบร้อยแล้วก็หมุนตัวกลับไปมองกลุ่มองครักษ์วังหลวงด้วยสายตาเย็นเยียบนางกล่าว “พวกเจ้าเมื่อครู่เป็นผู้ใดที่ทำให้แขนของญาติผู้พี่เฟยอวี่บาดเจ็บเจ้าจงแสดงตนออกมา ข้าสามารถปล่อยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้”

            คนเหล่านี้เพียงปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้นนางไม่คิดเข่นฆ่ากวาดล้างพวกเขา

            บรรดาองครักษ์มองเสิ่นจื่อโยวด้วยความโกรธแต่กลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

            ถูกเด็กสาวคนหนึ่งควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวเพียงคราเดียวนี่ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง

            ที่สำคัญที่สุดก็คือพลังบำเพ็ญเพียรของเด็กสาวผู้นี้ยังมิได้สูงส่งแต่อย่างใดมากสุดก็น่าจะอยู่ในระดับบำเพ็ญกายขั้นสองขั้นสามเท่านั้นคาดไม่ถึงว่าในแหวนเก็บสมบัติของนางจะมียันต์มากมายการประมาทเพียงชั่วครู่ทำให้ทุกสิ่งผิดพลาดไป

            เสิ่นจื่อโยวเก็บสีหน้าของพวกเขาไว้ในสายตาครั้นเห็นพวกเขาทำคอแข็งไม่ยอมเอ่ยคำก็อดแค่นเสียงหัวเราะเย็นออกมาไม่ได้

            “ในเมื่อพวกเจ้าต่าง ‘มีคุณธรรม’ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าก็จะให้โอกาสพวกเจ้า ‘มีทุกข์ร่วมเสพ’ โดยพร้อมเพรียงกัน”

            เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็ก้าวไปหาผู้ที่เป็นหัวหน้าองครักษ์

            “เสิ่นจื่อโยว! เจ้าคิดทำสิ่งใด?! เจ้าไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ?!”หัวหน้าองครักษ์ตวาดกร้าวอย่างดุดัน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร ข้าคือ...”

            “ข้าไม่สนว่าเจ้าคือใครหรือมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังแม้แต่หลานสาวของหรงกุ้ยเฟยก็โดนข้าทำร้ายมาแล้วแล้วเจ้าที่เป็นเพียงหัวหน้าองครักษ์เล็ก ๆ ข้าจะไม่กล้าทำร้ายเจ้าได้อย่างไร”

            ทันทีที่เสียงของเสิ่นจื่อโยวสิ้นสุดลงร่างของคนผู้หนึ่งก็ถูกถีบลอยละลิ่วออกไป!

            หัวหน้าองครักษ์คาดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่อโยวกล่าวว่าจะลงมือก็ลงมือทันทีเขาถูกถีบออกไปโดยที่แม้แต่เวลารวบรวมปราณวิญญาณปกป้องร่างกายนางก็ไม่มอบให้

            “อ๊าก!”

            หัวหน้าองครักษ์ร้องเสียงโหยหวนแขนของเขาบิดเบี้ยวไปด้านหนึ่งทันที...เป็นตำแหน่งเดียวกับที่ซูเฟยอวี่ได้รับบาดเจ็บแขนของเขาพิการแล้ว

            จากนั้นอย่างรวดเร็วก็เกิดเสียง“อ๊าก...อ๊าก” ร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดสาย เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นในลานเล็ก ๆ กลางเรือนแห่งนี้ฟังดูน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง

            แทบจะเป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้นองครักษ์ทั้งกลุ่มก็ลงไปนอนกองที่พื้นพวกเขาต่างได้รับอาการบาดเจ็บที่กระดูกแขน

            ที่น่าเวทนาก็คืออานุภาพของยันต์ตรึงร่างยังไม่สูญสิ้นพวกเขาจึงไม่สามารถแม้แต่จะยัดยารักษาอาการบาดเจ็บเข้าปากตน

            “ก่อนข้ากลับมาพวกเจ้าก็จงนอนอยู่ที่นี่เถอะ”

            เสิ่นจื่อโยวทิ้งไว้เพียงหนึ่งประโยคด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนเดินออกจากประตู

            “เสี่ยวโยว เจ้าจะไปที่ใด” ซูเฟยอวี่ถามขึ้นอย่างร้อนรน

            เสิ่นจื่อโยวหมุนกายกลับไปยิ้มให้ซูเฟยอวี่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย“ข้าจะเข้าวังหลวง ในเมื่อมีคนส่งคนมา ‘เชิญ’ ข้าแล้ว ข้าจะไม่ไปได้อย่างไร”

            “เจ้าอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลา!ในวังหลวงมียอดฝีมือมากมาย องครักษ์เหล่านี้เป็นเพียงองครักษ์ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น!”

            ซูเฟยอวี่รีบวิ่งไปหาเสิ่นจื่อโยวคิดอยากรั้งตัวนางกลับมา

            เพียงแต่เสิ่นจื่อโยวคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะต้องขัดขวางดังนั้นนางจึงควักคัมภีร์ย้ายมวลสารออกมา

            “ญาติผู้พี่ วางใจเถิดข้าไม่มีทางเป็นอะไร”

            หลังแสงสีขาวสว่างวาบ ซูเฟยอวี่ก็ทำได้เพียงมองเสิ่นจื่อโยวหายตัวไปต่อหน้าเขา

            ซูเฟยอวี่โมโหจนกระแทกฝ่ามือหนึ่งออกไปด้านข้างทำให้ต้นไม้ใหญ่หักเป็นสองท่อนทันที

            เขาครุ่นคิดก่อนที่จะไปจูงม้าตัวหนึ่งออกมาจากโรงม้าแล้วรีบควบทะยานมุ่งหน้าไปที่วังหลวง

            ในเวลาเดียวกันนี้ หรงเมิ่งหลันก็กำลังนั่งรออยู่ห้องด้านข้างตำหนักของหรงกุ้ยเฟยนัยน์ตาของนางเปี่ยมด้วยประกายแห่งความเกลียดชังและตื่นเต้นในที่สุดนางก็จะได้ต้อนรับศัตรูคู่อาฆาตของนางแล้ว

            เพียงแต่การมาถึงของ ‘ศัตรูคู่อาฆาต’ ไม่ได้เป็นอย่างที่หรงเมิ่งหลันจินตนาการไว้นางคิดไว้ว่าเสิ่นจื่อโยวจะต้องถูกองครักษ์วังหลวงคุมตัวมาด้วยสภาพน่าเวทนา ไม่ใช่การย่างกรายเข้ามาประหนึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนภายในเรือนเช่นนี้

            ท่วงท่าของเสิ่นจื่อโยวสง่างามสงบนิ่งไม่ใช่มาเพื่อก่อความเดือดร้อนแต่เหมือนกับแขกที่มาเยี่ยมเยือน

            “เสิ่นจื่อโยวเหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไรเลย?!”

            หรงเมิ่งหลันกรีดร้องอย่างยากจะเชื่อ

            ในขณะที่บรรดาองครักษ์รับคำสั่งจากท่านอานางยังได้กำชับให้พวกเขาตีอีกฝ่ายจนอาการปางตายก่อนส่งตัวเข้ามาเพื่อเป็นการระบายความแค้น

            ทว่านี่กลับประเสริฐนักเสิ่นจื่อโยวเดินเข้ามาอย่างไร้ซึ่งความเสียหายใด ๆทว่าบรรดาองครักษ์ที่ออกไปกลับหายตัวอย่างไร้ร่องรอย!

            นี่นางพบผีเข้าแล้วใช่หรือไม่!เสิ่นจื่อโยวเก่งกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ?!

            เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วมุมปากยกโค้งขณะเอ่ยถาม “เหตุใดข้าจึงต้องเป็นอะไร”

            “เจ้า!” มองท่าทาง ‘สบายดี’ ของเสิ่นจื่อโยวที่แสดงชัดว่าเป็นประหนึ่งเรื่องสมเหตุสมผล หรงเมิ่งหลันก็โมโหจนกล่าวสิ่งใดไม่ออก

            อึดอัด คับใจเหลือคณา!

            เหตุใดองครักษ์เหล่านั้นจึงไร้ประโยชน์ยิ่งนักแค่คนที่อยู่ในระดับบำเพ็ญกายเพียงคนเดียวก็จัดการไม่ได้?!

            ยังกล้ากล่าวว่าตนเป็นองครักษ์แห่งวังหลวงได้อีกหรือทั้งที่แม้แต่เศษสวะคนหนึ่งก็มิอาจเปรียบ!

            เสิ่นจื่อโยวปรายตามองหรงกุ้ยเฟยที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักซึ่งกำลังประทับอยู่บนตำแหน่งประมุขเสิ่นจื่อโยวปรบมือครั้งหนึ่งก่อนกล่าว “อ้อ หมายถึงองครักษ์กลุ่มนั้นหรือ”

            “ขออภัยด้วยไฟโทสะของพวกเขาลุกโชติช่วงมากเกินไปข้าจึงทำได้เพียงให้พวกเขานอนตากลมอยู่ที่ลานกลางเรือนเพื่อบรรเทาความร้อนแรงของไฟโทสะ”

            เมื่อเสิ่นจื่อโยวกล่าวจบนางยังแบมือขึ้นสองข้างทำท่าคล้าย ‘อับจนปัญญา’

            เพียงแต่รอยยิ้มแวววาวในดวงตานั้นกลับชั่วร้ายชวนให้อยากทำร้ายอย่างยิ่งยวด

            หรงเมิ่งหลันยิ่งบันดาลโทสะ!

    คล้ายกับเรื่องแน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน