ตอนที่ 21 เสือกระดาษทั้งนั้น (2)
“เช่นนั้นก็ได้!” เจ้าของที่ดินเกาพยักหน้า ในใจเขา สุขภาพของลูกชายมาเป็นอันดับหนึ่ง เขาไม่อยากจะมาโต้เถียงกับคนตระกูลอัน ทว่าเขาก็ยังชี้ไปที่หม่าซื่อแล้วพูดว่า “บ้านตระกูลอัน เจ้าฟังข้าให้ดี วันนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าของเสี่ยวเย่ว์สักครั้ง เพราะนางเป็นผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายข้า แต่ว่าคนอื่น ถ้าเกิดมารังแกลูกชายข้า ข้าจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่”
“ได้ ได้!” หม่าซื่อก็กลัวเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ยังทำตัวอวดเบ่งที่บ้านของเจ้าของที่ดินเกาเพื่อขอค่ารักษา ขู่กรรโชกจะเอาเงินอย่างดุดัน มาถึงตอนนี้ ได้แต่ต้องยอมนิ่งฟัง อย่างไรเจ้าของที่ดินเกาก็เป็นครอบครัวใหญ่ในหมู่บ้าน การจะจัดการบ้านตระกูลอันก็เป็นแค่เรื่องง่ายๆ หลายวันมานี้เจ้าของที่ดินเกาเห็นแก่หน้าของอันเสี่ยวเย่ว์ ถึงได้ยอมไว้หน้าคนตระกูลอันบ้าง หม่าซื่อจึงกล้ายกหางขึ้นฟ้า และกล้าไปหาเรื่องที่บ้านตระกูลเกา แต่ตอนนี้พอเจ้าของที่ดินเกาโมโห นางก็ไม่กล้าแล้ว
อันเสี่ยวเย่ว์กลับคิดว่าคนพวกนี้ที่ดูท่าทางดุร้าย แต่ความจริงแล้วเป็นแค่เสือกระดาษ เจ้าของที่ดินเกากับหม่าซื่อก็เช่นกัน
หม่าซื่อด่าหนิวซื่อยกใหญ่ แล้วพาอันหยวนซิ่งกับอันหยวนวั่งกลับบ้าน อันเสี่ยวเย่ว์ลากอันเสี่ยวหลีและอันหยวนเซิงมาแล้วแอบถามว่า “พี่หญิง หยวนเซิง ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าจัดการแกล้งล่อพวกเขาสองคนไปที่ข้างแม่น้ำเพื่อเอาของขึ้นมาหรือ ทำไมถึงได้มาเกิดเรื่องที่ข้างทางได้”
“ยังไม่ทันได้ไปเลย! พวกเขาสองคนก็มาวุ่นวายแล้ว อย่างที่เกาหม่านไฉพูด เขาจะให้พวกเราพาไปกินขนมที่บ้านเจ้าของที่ดินเกาให้ได้” อันเสี่ยวหลีท่าทีนิ่งขรึม “เสี่ยวเย่ว์ พวกเราไม่ได้จัดการเรื่องให้ดี เป็นความผิดข้าเอง”
“พี่หญิง ไม่เป็นไร อย่างไรพวกท่านก็ล่อพวกเขาสองคนเอาไว้ ข้ากับพี่หญิงเสี่ยวเหมยเอาของกลับมาที่บ้านแล้ว ข้าแค่กลัวพวกท่านจะถูกรังแก” อันเสี่ยวเย่ว์ปลอบอันเสี่ยวหลี “ใช่แล้ว เมื่อกี้ข้าเห็นอันหยวนเฟิงกับอันเสี่ยวเฟิ่งก็มาด้วย พวกเขาไปไหนแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงหายไป”
“ข้าไม่ทันสังเกตเลย!” อันเสี่ยวหลีมองไปรอบๆ
“พี่หญิง รีบกลับไปที่บ้าน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะไปที่บ้านพวกเรา ข้ากลัวว่าท่านแม่จะรับมือไม่ได้ ของยังอยู่ในบ้าน!” อันเสี่ยวเย่ว์กำหมัดแน่น ถึงนางจะเชื่อว่าเพื่อปกป้องลูกๆ หลิ่วซื่อจะต้องพยายามสุดชีวิตเพื่อซ่อนของเอาไว้แน่ แต่เธอก็ยังอดจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไม่ได้
เด็กทั้งสามต่างก็ร้อนใจแล้วรีบออกวิ่ง หม่าซื่อกับหนิวซื่อไม่ได้สนใจอะไร อย่างไรเด็กในหมู่บ้านก็มักจะเป็นแบบนี้
พอพวกอันเสี่ยวเย่ว์กลับไปถึงบ้านก็เห็นหลิ่วซื่อกำลังขวางอยู่หน้าประตูบ้านตน “หยวนเฟิง เสี่ยวเฟิ่ง ดึกขนาดนี้แล้ว ข้าไม่มีอะไรมาต้อนรับ ข้างในมีเด็กหลายคน ในบ้านก็รก อย่าให้เปื้อนเสื้อผ้าพวกเจ้าเลย”
“หลิ่วซื่อ ท่านมีอะไรในใจใช่หรือไม่ ดังนั้นพวกเราแค่อยากมาคุยกับน้องชายน้องสาว ท่านก็ไม่ยอมให้พวกเราเข้าไป หรือว่าลุงรองไปล่าสัตว์ไม่ได้กลับบ้าน ท่านเลยแอบเอาผู้ชายมาซ่อนไว้หรือ” คำพูดอันหยวนเฟิงร้ายกาจมาก ทั้งยังไม่ยอมเรียกหลิ่วซื่อว่าป้ารองด้วย โอหังยิ่งนัก
“เจ้า...เจ้า...” หลิ่วซื่อถูกคำพูดของเขาทำให้โมโหแทบลมจับ เรื่องนี้หากถูกคนในหมู่บ้านได้ยินเข้า นางมีแต่ตายสถานเดียว!
“ไม่มีหลักฐาน มากล่าวหาท่านแม่ข้าแบบนี้ อันหยวนเฟิง เจ้ากินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนหรือ” อันเสี่ยวเย่ว์พูดเสียงเย็น นางยืนตรงหน้าอันหยวนเฟิง “ในเมื่อพวกเราพูดกันแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่ยุ่งกันและกัน ก็ควรจะต้องรักษาคำพูด มิฉะนั้นหากข้ายอมสู้ให้ปลาตายตาข่ายขาด[1]ขึ้นมา พวกเราเท้าเปล่าไม่กลัวที่จะต้องสวมรองเท้า[2]อยู่แล้ว หึ! เจ้ามากล่าวหาท่านแม่ข้า เจ้าไม่มีหลักฐาน แต่หากข้าจะทำลายเจ้า หลักฐานจะหาเมื่อไรก็ได้ ทางที่ดีเจ้าเชื่อฟังข้าไว้ ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาเจ้าคงจะรับไม่ไหวแน่”
อันเสี่ยวเย่ว์กำจุดอ่อนนี้ของอันหยวนเฟิงไว้ในมือ แน่นอนว่าเขาไม่กล้าทำตัวโอหังอีก แต่เป็นอันเสี่ยวเฟิ่งที่รู้สึกไม่สบอารมณ์ “อันเสี่ยวเย่ว์ เจ้าหมายความว่าอะไร อย่างเจ้ายังกล้าคิดจะทำลายพี่ชายข้าหรือ เจ้าไม่ลองไปฉี่แล้วส่องดูบ้างว่าตัวเองเป็นอย่างไร”
“พี่หญิงเสี่ยวเฟิ่ง ถ้ายังอยากจะได้คู่ครองที่ดี เวลาพูดอะไรก็ระวังไว้บ้าง อย่าหยาบคายแบบนี้ คำพูดที่ท่านพูดเมื่อครู่อย่าง ‘ฉี่’ ประเภทนี้ อย่าพูดอีกเลย คนตระกูลใหญ่เวลาเลือกลูกสะใภ้ ไม่มีทางพิจารณาผู้หญิงที่พูดจาหยาบคายแบบนี้แน่ ต้องรู้ว่าภายในนั้นสำคัญกว่าภายนอก และหากพูดถึงภายนอกแล้ว ความจริงก็ไม่เท่าไร” อันเสี่ยวเย่ว์กอดอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม “อย่าคิดว่าพี่ชายสอบได้ซิ่วไฉแล้วท่านจะเป็นสตรีมีความรู้ไปด้วย และอย่าคิดว่ามีเสื้อผ้าสวยงามแล้วจะกลายเป็นคนงามได้”
คำพูดของอันเสี่ยวเย่ว์ทำให้สีหน้าของอันเสี่ยวเฟิ่งเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว ถ้าไม่ใช่เพราะฟ้ามืดแล้ว คงได้เป็นการแสดง ‘เปลี่ยนหน้ากาก’ ที่งดงามอีกครั้งแน่ อันเสี่ยวเย่ว์ยิ้มเย็น ความจริงพี่น้องสองคนนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่เสือกระดาษ
อันเสี่ยวเย่ว์เห็นสองพี่น้องไม่คิดจะจากไป จึงตะคอกใส่อย่างเอาแต่ใจว่า “ไสหัวไป!”
เชิงอรรถ
^ ปลาตายตาข่ายขาด หมายถึง สู้สุดชีวิตจนตายไปข้างหนึ่ง หรือตายตกไปทั้งสองฝ่าย^ เท้าเปล่าไม่กลัวการสวมรองเท้า หมายถึง คนจนไม่มีอะไร เมื่อเทียบกับคนฐานะดีมีหน้ามีตา เวลาจะทำอะไรก็ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก ไม่ต้องสนใจผลที่ตามมา