ราตรีเยือนโรงเตี๊ยมรักพักใจในคืนนี้ช่างแตกต่างจากทุกครา ไร้ซึ่งเสียงเรไรขานรับ ไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน มีเพียงความเงียบงันที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก แสงจันทร์เสี้ยวเบื้องบนดูหม่นแสงลงราวกับหวาดเกรงรังสีธรรมอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากห้องพักชั้นบนสุดของปรมาจารย์เหลียน ทว่าในความสงบเงียบระดับเทพยุทธ์นั้น กลับมีกระแสคลื่นใต้น้ำที่น่าสะพรึงกลัวกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ในโถงใหญ่ชั้นล่าง อาหลางเดินไปมาด้วยท่าทางที่ดูสงบเสงี่ยม แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะปิดบังไว้ไม่อยู่ เขาเช็ดโต๊ะไม้ที่สะอาดอยู่แล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า จัดเรียงเก้าอี้ที่เรียงตัวเป็ระเบียบอยู่แล้วใหม่อีกครั้ง ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูเหมือนการทำงานประจำของเสี่ยวเอ้อผู้ขยันขันแข็ง แต่ความจริงแล้วเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการล่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ศิลาเนตรมารที่ซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อเริ่มแผ่ความอบอุ่นออกมาเป็ระลอกๆ เป็สัญญาณว่าเป้าหมายกำลังอยู่ในระยะที่เหมาะสมสำหรับการโจมตี พลังมารที่สะสมมาจากเหยื่อสามรายก่อนหน้านี้บัดนี้ได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับเส้นชีพจรของเขาแล้ว ทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนในร่างกายอย่างเข้มข้น
เขาหยุดการเคลื่อนไหว แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปทางเพดานไม้ที่ปิดบังห้องพักของปรมาจารย์เหลียน ในจิตใจของเขาเริ่มปรากฏภาพของแผนการที่ซับซ้อนและอันตราย การจัดการกับนางเซียนผู้บำเพ็ญตบะมานับพันปีไม่อาจใช้วิธีการหยาบโลนเหมือนกับเหยื่อรายก่อนๆ ได้
"นางเซียนอย่างท่าน..." เขาพึมพำเสียงเบา "หากข้าใช้เพียงกำยานนิทรานิรันดร์หรือเชือกไหมปีศาจเข้าจู่โจม ตบะอันแกร่งกล้าของท่านคงจะสลายมันไปในทันที ข้าต้องใช้วิธีที่ละเอียดอ่อนกว่านี้"
เขาเดินลงไปยังห้องใต้ดินที่ซ่อนอยู่ใต้โรงเตี๊ยม ผ่านบันไดหินที่แกะสลักด้วยอักษรโบราณที่มีอำนาจมาร ห้องใต้ดินแห่งนี้เป็ห้องลับที่แม้แต่อู๋ซวงก็ไม่รู้ถึงการมีอยู่ มันเป็ห้องที่อาหลางใช้ในการเตรียมกำยานและเครื่องมือพิเศษสำหรับเหยื่อที่ยากต่อการจัดการ
ห้องใต้ดินมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เต็มไปด้วยของลึกลับที่น่าขนลุก ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราต้องห้ามเกี่ยวกับมนต์มาร โต๊ะหินที่มีคราบเืแห้งจากการบูชายัญ และที่มุมหนึ่งมีเตาหลอมศิลาขนาดเล็กที่ใช้ในการผสมผสานสมุนไพรพิเศษ
อาหลางเดินตรงไปยังตู้ไม้โบราณที่ล็อคด้วยมนต์คาถา เขาร่ายคาถาปลดล็อคด้วยเสียงที่แหบพร่า ประตูตู้เปิดออกเผยให้เห็นขวดแก้วใสนับสิบใบที่บรรจุของเหลวสีต่างๆ แต่ละขวดมีป้ายกำกับด้วยอักษรโบราณที่เขียนด้วยหมึกสีแดงเข้ม
"บุปผา์ร่วงหล่น..." เขาพึมพำขณะหยิบขวดแก้วใสที่บรรจุเกสรดอกไม้สีทองอ่อน "ดอกไม้พิสดารที่เติบโตเฉพาะในป่าลึกที่มืดมิดที่สุดของเมืองมาร ที่ซึ่งแสงแดดไม่เคยส่องถึง"
เขาจำได้ถึงการเดินทางอันยากลำบากเพื่อไปเก็บเกสรดอกไม้นี้เมื่อหลายปีก่อน ป่าลึกแห่งนั้นเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและิญญาชั่วร้าย แต่บุปผา์ร่วงหล่นมีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่มีสมุนไพรชนิดใดเทียบได้ มันไม่ได้มีฤทธิ์เป็ยาปลุกกำหนัดที่หยาบโลน แต่มันมีคุณสมบัติในการ "กะเทาะเปลือกแห่งธรรม"
ดอกไม้ชนิดนี้จะออกฤทธิ์โดยการแทรกซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกของผู้ที่บำเพ็ญตบะ มันจะค้นหาความทรงจำที่ถูกฝังรากลึกที่สุด ความทรงจำที่ผู้บำเพ็ญธรรมพยายามตัดทิ้งเพื่อมุ่งสู่ความว่างเปล่า และนำมันกลับมาให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมร้อยเท่าพันเท่า
"นางเซียนเช่นท่าน..." อาหลางยิ้มเ็า "หากข้าใช้เพียงกามราคะหยาบๆ เข้าจู่โจม ตบะอันแกร่งกล้าของท่านคงดีดมันสะท้อนกลับมาเผาผลาญข้าจนมอดไหม้ ข้าจึงต้องใช้สิ่งที่ท่าน 'เคยมี' แต่แสร้งทำเป็ 'ลืมเลือน' ย้อนกลับไปทำลายตัวท่านเอง"
เขาเริ่มจุดไฟในเตาหลอมศิลา เปลวไฟสีเขียวมรกตลุกโชนขึ้นด้วยความร้อนที่ไม่เหมือนไฟธรรมดา มันคือเปลวไฟมารที่เขาเรียกมาด้วยพลังที่สะสมจากเหยื่อสามราย เปลวไฟนี้มีความร้อนที่สามารถหลอมละลายโลหะได้ แต่กลับไม่ทำร้ายสมุนไพรที่มีคุณสมบัติทางจิติญญา
อาหลางค่อยๆ หยดเกสรบุปผา์ลงในเตา เกสรสีทองอ่อนเริ่มละลายและกลายเป็ของเหลวใสที่เปล่งแสงระยิบระยับ กลิ่นหอมหวานแปลกๆ เริ่มลอยขึ้นมา มันไม่ใช่กลิ่นหอมของดอกไม้ธรรมดา แต่เป็กลิ่นที่ทำให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลายและเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่
ขณะที่เขารอให้เกสรละลายจนสมบูรณ์ เขาเริ่มนึกถึงข้อมูลที่เขาได้สืบค้นเกี่ยวกับปรมาจารย์เหลียน นางไม่ได้เกิดมาเป็นางเซียนั้แ่แรก เหมือนกับมนุษย์ทุกคน นางก็เคยมีชีวิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความปรารถนา
ตามตำนานที่เล่าขานกัน ปรมาจารย์เหลียนเคยเป็หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา นางมีชื่อว่า "ดรุณี" และเคยมีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุข จนกระทั่งเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทำให้นางต้องละทิ้งโลกทางโลกเพื่อเข้าสู่มรรคาแห่งเซียน
"สิ่งที่ท่านพยายามลืม..." อาหลางพึมพำขณะกวนของเหลวในเตา "คือสิ่งที่ข้าจะใช้ทำลายท่าน"
เขาเริ่มเพิ่มส่วนผสมอื่นๆ ลงไป ใบไผ่ผีที่แห้งแล้วจากป่าช้าที่มีผีสิง ดอกบัวดำที่เก็บมาจากบึงที่ไม่มีแสงแดดส่องถึง และที่สำคัญที่สุดคือหยาดน้ำตาของนางฟ้าที่ตกลงมาในคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ละส่วนผสมมีคุณสมบัติในการเจาะผ่านการป้องกันทางจิติญญา
ของเหลวในเตาเริ่มเปลี่ยนสีจากใสเป็สีขาวนวลประดุจนม แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีเงินระยิบระยับ กลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาเริ่มเข้มข้นขึ้น มันคือกลิ่นที่ทำให้ผู้ได้กลิ่นรู้สึกคิดถึงความทรงจำที่หวานหอมที่สุดในชีวิต
"สมบูรณ์แล้ว..." อาหลางพึมพำด้วยความพึงพอใจ เขาปิดไฟใต้เตา แล้วรอให้ของเหลวเย็นลงจนกลายเป็น้ำมันข้นๆ สีเงินที่เปล่งแสงเรื่อๆ "นี่คือ 'น้ำมันบุปผา์' ที่จะทำให้ตบะพันปีของนางต้องสั่นคลอน"
เขาประคองถ้วยหยกเล็กๆ ที่บรรจุน้ำมันสกัดจากบุปผา์ขึ้นมาดูด้วยความระมัดระวัง ของเหลวนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ เพราะมันคือกุญแจที่จะเปิดประตูสู่ห้วงลึกของจิตใจที่แม้แต่เ้าของก็ไม่กล้าเผชิญหน้า
อาหลางเดินขึ้นไปจากห้องใต้ดิน ผ่านโถงใหญ่ที่เงียบสงัด ขึ้นบันไดไม้เก่าๆ ไปยังชั้นสอง เขาเดินผ่านห้องพักต่างๆ ที่ว่างเปล่า จนมาถึงระเบียงลับที่เชื่อมต่อกับระบบระบายอากาศของห้องพักชั้นบนสุด
ระเบียงแห่งนี้เป็ส่วนที่เขาสร้างขึ้นมาเป็พิเศษ มันซ่อนอยู่ระหว่างเพดานชั้นสองกับพื้นชั้นสาม ไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของมันนอกจากตัวเขาเอง ผ่านระเบียงนี้ เขาสามารถส่งกำยานหรือควันพิเศษเข้าไปในห้องพักของแขกได้โดยไม่ถูกสังเกต
เขาจุดถ่านไม้กฤษณาที่ปรุงพิเศษด้วยมนต์คาถา ถ่านชนิดนี้จะไหม้ได้นานและไม่ส่งกลิ่นฉุน เมื่อถ่านเริ่มแดงก่ำ เขาค่อยๆ หยดน้ำมันบุปผา์ลงไปทีละหยด
ทันทีที่ของเหลวััความร้อน ควันสีขาวบริสุทธิ์ประดุจปุยเมฆก็ลอยละล่องออกมา ควันนี้ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่มีสีที่ผิดสังเกต มันเบาบางและนุ่มนวลประดุจไอหมอกยามเช้าบนยอดเขาที่นางเซียนคุ้นเคย แม้แต่ผู้ที่มีประสาทััไวกว่าคนธรรมดาก็ไม่อาจสังเกตเห็นความผิดปกติได้
นี่คือ "ควันบุปผา์" มนต์มายาระดับสูงที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ร่างกาย แต่มันจะแทรกซึมผ่านรูขุมขนและลมหายใจ เข้าไปผสมกับกระแสปราณบริสุทธิ์ในร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียร จากนั้นมันจะเดินทางเข้าสู่ "ห้วงจิติญญา" เพื่อค้นหาภาพความทรงจำที่ถูกฝังรากลึกที่สุด ภาพที่ผู้บำเพ็ญธรรมพยายามตัดทิ้งเพื่อมุ่งสู่ความว่างเปล่า
อาหลางเฝ้ามองควันนั้นไหลซึมผ่านร่องประตูห้องของปรมาจารย์เหลียนอย่างใจเย็น เขาล้วงเอาศิลาเนตรมารออกมาถือไว้ในมือ บัดนี้ศิลาที่เคยแสดงเพียงความมืดมิดเริ่มมีการเคลื่อนไหว แสงสีม่วงทองภายในเริ่มสั่นไหวประดุจผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไป
"เริ่มแล้วสินะ... การดวลกันระหว่างตบะพันปีกับกิเลสที่ซ่อนเร้น"
ภายในห้องพักที่มืดสลัว ปรมาจารย์เหลียนยังคงนั่งนิ่งประดุจรูปสลักหิน ทว่าภายในห้วงสมาธิอันสงบนิ่งของนาง กลับเริ่มมี "รอยร้าว" เกิดขึ้นอย่างช้าๆ
ตอนแรกเริ่ม นางเห็นภาพดอกบัวสีขาวที่นางมักใช้กำหนดจิตเริ่มเปลี่ยนเป็สีชมพูระเรื่อ กลิ่นไอเย็นของหิมะที่นางสร้างขึ้นปกคลุมจิตใจเริ่มมีความอุ่นซ่านสายหนึ่งแทรกซึมเข้ามา ภาพมายาของสำนักเมฆาพิสุทธิ์ค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยภาพหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาที่นางเคยอาศัยอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน... ก่อนที่นางจะละทิ้งโลกทางโลกเพื่อเข้าสู่มรรคาแห่งเซียน
ในนิมิตนั้น นางเห็นตัวเองในวัยสิบเจ็ดปี—ดรุณีน้อยผู้สดใสที่ยังไม่รู้จักคำว่าตบะธรรม นางเห็นตัวเองกำลังยืนอยู่ใต้ต้นท้อที่กำลังเบ่งบาน เคียงคู่กับบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มีรอยยิ้มอันอบอุ่น ความรู้สึกของการถูกประคองมือ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่นางเคยปฏิเสธว่ามันคือสิ่งไร้สาระ บัดนี้กลับถาโถมเข้ามาในจิตใจด้วยพลังที่มหาศาล
"ไม่... นั่นคือมายา... คือกิเลส..." ปรมาจารย์เหลียนพยายามข่มจิต น้ำเสียงของนางสั่นพร่าอยู่ในลำคอ
ทว่าควันบุปผา์กลับทำงานอย่างซื่อตรง มันขยายภาพความรู้สึกโหยหาที่นางเคยมีต่อชายผู้นั้นออกมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นางเริ่มรู้สึกถึงััที่ริมฝีปาก ความซ่านสยิวที่เคยเกิดขึ้นเพียงสั้นๆ ในอดีตถูกขยายออกเป็ร้อยเท่าพันเท่าด้วยฤทธิ์มาร ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าเริ่มอ่อนระทวย เหงื่อกาฬที่เย็นเยียบเริ่มซึมออกมาตามแผ่นหลังและร่องอก
อาหลางจ้องมองศิลาเนตรมารในมือด้วยความตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ ตัวเลขสีแดงฉานเริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของศิลา
0... (ความว่างเปล่าที่นางสร้างไว้)
10... 30... 55...
ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประดุจน้ำป่าที่ทลายทำนบกั้น ทุกครั้งที่ปรมาจารย์เหลียนขยับกายกระสับกระส่ายบนเตียง ตัวเลขก็ยิ่งทวีคูณ ความมืดมิดในศิลาถูกฉีกออก เผยให้เห็นภาพความปรารถนาที่รุนแรงที่สุด... มันไม่ใช่แค่ความรักหนุ่มสาว แต่มันคือ "ตัณหา" ที่ถูกกดทับมานับร้อยปี ยิ่งกดไว้นานเพียงใด ยามที่มันะเิออกมันก็ยิ่งน่ากลัวเพียงนั้น
85... 90...
และในชั่วพริบตาที่ปรมาจารย์เหลียนหลุดปากครางแ่เบาออกมาด้วยความทรมานปนซ่านสยิว ตัวเลขบนศิลาเนตรมารก็ะโพรวดขึ้นไปจนถึง...
99!
"เป็ไปได้! นางมีค่าราคะสูงถึง 99!" อาหลางอุทานด้วยความคลุ้มคลั่ง "นี่มันสูงยิ่งกว่าแม่นางเหยาหรือจอมยุทธหญิงคนใดที่ข้าเคยเจอมาหลายเท่า! นางเซียนผู้บริสุทธิ์... แท้จริงแล้วท่านคือูเาไฟที่ซ่อนลาวาร้อนระอุไว้ข้างในนี่เอง!"
เลข 99 คือระดับสูงสุดที่มนุษย์จะทนทานได้โดยไม่เสียสติ มันคือขีดจำกัดที่พร้อมจะะเิออกมาเป็ความใคร่ที่ไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป หากถึง 100 เมื่อไหร่ จิติญญาของนางจะตกเป็ทาสของตัณหาโดยสมบูรณ์
บนเตียงไม้หลังใหญ่ ปรมาจารย์เหลียนบัดนี้ไม่ได้อยู่ในท่าขัดสมาธิอีกต่อไป ร่างของนางบิดไปมาด้วยความทรมาน มือเรียวสวยที่เคยใช้ร่ายมนต์ศักดิ์สิทธิ์กลับจิกลงบนผ้าปูเตียงจนขาดวิ่น ชุดนักพรตสีขาวที่เคยเรียบร้อยเริ่มหลุดลุ่ยเผยให้เห็นลำคอขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยเืลมที่ฉีดพล่าน
"อา... อือ..." เสียงครางที่นางพยายามสะกดไว้เริ่มหลุดรอดออกมาถี่ขึ้น ลมหายใจของนางหอบกระชั้นประดุจคนที่กำลังวิ่งหนีความตาย ทว่าสิ่งที่นางกำลังหนีกลับคือ "ร่างกายของตัวเอง"
นางรู้สึกเหมือนมีมือนับพันมาลูบไล้ไปตามจุดอ่อนไหว ััจากนิมิตมายาที่เกิดจากควันบุปผา์ทำให้จุดกึ่งกลางกายของนางเกิดความเปียกชื้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความสั่นสะท้านที่นางไม่เคยรู้จักพุ่งพล่านไปตามไขสันหลังจนนางต้องงอตัวเร่า
อาหลางยืนมองภาพมายาจากศิลาเนตรมารด้วยความพึงพอใจสูงสุด เขารู้ดีว่าบัดนี้ "คุกน้ำแข็ง" ของนางพังทลายลงแล้ว เหลือเพียงรอเวลาที่นางจะ "แตกสลาย" ออกมาจริงๆ
"ปรมาจารย์เหลียน... ท่านเห็นหรือยัง? ธรรมะที่ท่านยึดถือมาตลอดชีวิต มันช่างเปราะบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับความโหยหาที่ร่างกายของท่านมีต่อรสสวาท" อาหลางยิ้มอย่างพญามาร "คืนนี้... ข้าจะทำให้เลข 99 นั่น กลายเป็ 100... และข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า ์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนยอดเขา แต่มันอยู่ภายใต้พันธนาการของข้า!"
อาหลางเริ่มก้าวเดินไปยังห้องพักของนางอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยอำนาจพรานป่าที่กำลังจะเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตที่งอมงามที่สุดในชีวิตการล่าของเขา