ยามเช้าตรู่ของฤดูใบไม้ผลิ หมอกบางๆ คลุมทั่วเมืองหลวงต้าเหลียง ราวกับม่านไหมที่ใครสักคนทอดทิ้งไว้บน์ ดอกพลัมสีชมพูอ่อนโรยกลีบลงมาตามสายลมเบาๆ ปกคลุมทางเดินหินในสวนของตระกูลเซียวราวกับพรมสีชมพูที่ฟ้าดินส่งมาให้ แต่ไม่มีใครในตระกูลนี้หยุดมองความงามของเช้าวันนั้นเพราะในห้องหับแคบๆ ทางปีกด้านตะวันออกของคฤหาสน์ตระกูลเซียว ซึ่งเป็ส่วนที่แสงแดดแทบไม่เคยส่องถึง มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่หน้ากระจกทอง ที่ขอบหน้ากระจกเริ่มหมองคล้ำไปตามกาลเวลาเซียวหลิงเอ๋อ อายุสิบแปดปี ลูกสาวของ อนุภรรยาของตระกูลเซียวเธอมองดูใบหน้าตัวเองในกระจกอย่างเงียบๆใบหน้าที่สะท้อนออกมานั้น... แม้แต่เธอเองบางครั้งยังอยากหันหนีไปจากมัน ผิวหน้าซีดเซียวเหมือนคนไม่มีเื รอยแผลเป็สีน้ำตาลอมชมพูพาดยาวจากโหนกแก้มซ้ายลงมาจนเกือบถึงคาง อีกรอยหนึ่งเฉียงขึ้นไปบนหน้าผากเหนือคิ้วขวา และรอยเล็กรอยน้อยอีกหลายรอยกระจัดกระจายอยู่บนใบหน้า ทำให้ใครที่มองมายังเธอครั้งแรกมักจะเบือนหน้าหนีโดยไม่รู้ตัวนั่นคือสิ่งที่คนทั้งตระกูลเซียวมองเห็นนั่นคือสิ่งที่คนทั้งเมืองพูดถึง"ลูกสาวอนุของตระกูลเซียว... น่าสมเพชจริงๆ แม่สวย แต่ลูกได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดนั้น" "เขาว่าไฟลวกั้แ่เด็ก น่าเวทนา" "โชคดีนะที่ตระกูลหวังยังยอมรับการหมั้นหมาย ไม่งั้นหญิงหน้าตาแบบนั้น จะหาคู่ได้ที่ไหน"หลิงเอ๋อได้ยินเสียงเ่าั้มาตลอดชีวิต เธอชินแล้วแต่ในความเป็จริง...นิ้วมือเรียวงามของเธอค่อยๆ ยกขึ้นจับขอบของ "แผลเป็" บนแก้มซ้าย แล้วค่อยๆ ลอกมันออกเผยให้เห็นผิวใต้นั้นขาวนวล เนียนนุ่ม สมบูรณ์แบบราวกับหยกขาวที่แกะสลักอย่างประณีต เธอดึงแผ่นวัสดุบางๆ ที่ทำเลียนแบบแผลเป็ออกทั้งหมดอย่างชำนาญ ล้างหน้า แล้วมองดูใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองในกระจกใบหน้าที่สะท้อนออกมาทำให้แม้แต่ดอกพลัมนอกหน้าต่างต้องอายดวงตาสีดำลึกราวแก้วมณีที่มีแสงระยิบระยับอยู่ข้างใน โหนกแก้มสูงกำลังดี จมูกตรงโดยธรรมชาติ และริมฝีปากสีชมพูอมแดงที่โค้งขึ้นเล็กน้อยแม้ในยามที่ไม่ได้ยิ้ม ผมดำยาวไหลลงมาอย่างอ่อนช้อย ใบหน้าเรียวแหลมที่ผสานกันอย่างสมบูรณ์ราวกับว่าเทพเ้าผู้สร้างโลกทุ่มเทความพิถีพิถันทั้งหมดไว้ที่ใบหน้านี้เป็พิเศษเซียวหลิงเอ๋อ — ผู้ที่คนทั้งเมืองหลวงพากันสมเพช — คือหญิงงามที่อาจสั่นคลอนแผ่นดินได้หากนาง ยอมเผยตัวตนออกมาแต่นางไม่มีวันทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะนั่นคือสิ่งที่แม่เธอขอไว้ก่อนจากไปเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น"พี่ญิง" เสียงสาวใช้คนเดียวของนาง อา'เซียน เด็กหญิงอายุสิบห้าที่ตระกูลส่งมาให้ดูแลนาง "ฮู่ญินเชิญพี่ญิงไปรับประทานอาหารเช้าพร้อมกัน"หลิงเอ๋อมองดูใบหน้าแท้จริงของตัวเองครั้งสุดท้าย แล้วหยิบแผ่นแผลเป็ปลอมกลับมาติดที่เดิมอย่างชำนาญ ราวกับศิลปินที่วาดภาพเดิมซ้ำจนจำทุกรายละเอียดได้ขึ้นใจ"บอกแม่ว่าข้าจะไปเดี่ยวนี้"ห้องรับประทานอาหารกลางของตระกูลเซียวนั้นใหญ่โต โต๊ะไม้ที่แกะสลักลวดลายัถูกจัดไว้ตรงกลาง เก้าอี้ลักษณะเดียวกันเรียงรายรอบโต๊ะ และบนโต๊ะนั้นมีอาหารหลายสิบอย่างเรียงกันอย่างพิถีพิถัน อนุของตระกูลเซียว นามว่า ฉินเหม่ยเหริน หญิงวัยสามสิบกว่าที่ยังคงรักษาความงามไว้ได้อย่างน่าทึ่ง นั่งอยู่ที่ตำแหน่งรองจากภรรยาเอก ริมฝีปากบางๆ ทาสีแดงจัด ดวงตาแหลมคมมองดูลูกสาวที่เดินเข้ามาด้วยความรักที่ปะปนอยู่กับความเป็ห่วง"หลิงเอ๋อ มานั่งตรงนี้" นางตบที่นั่งข้างๆ ตัวเองเบาๆก่อนที่หลิงเอ๋อจะนั่งลงได้ ยินเสียงหัวเราะกังวานดังมาจากปลายโต๊ะ"โอ้โห ลูกอนุก็มาด้วย" เซียวเม่ยหลิน ลูกสาวภรรยาเอกของตระกูล อายุสิบแปดเท่ากัน นั่งอยู่พร้อมกับสาวใช้สามสี่คนที่คอยพัดวีให้ นางมองดูหลิงเอ๋ออย่างที่คนมองหมาจรจัด "วันนี้ออกมาร่วมโต๊ะด้วยเหรอ? ไม่กลัวทำให้คนอื่นกินข้าวไม่ลงหรือ"เสียงหัวเราะเบาๆ แพร่ออกไปรอบโต๊ะ หลิงเอ๋อนั่งลงอย่างสงบ ราวกับเสียงเ่าั้ไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่น้อย นางยกตะเกียบขึ้นอย่างงุ่มง่ามโดยเจตนา ทำให้ดูไม่สง่างาม ทำให้ดูด้อยค่า ทำให้ดูตรงกับภาพที่คนอื่นสร้างไว้ให้นางนั่นก็เป็ส่วนหนึ่งของแผนที่นางวางไว้ฉินเหม่ยเหรินหันมามองลูกสาวด้วยความเ็ปที่ซ่อนไว้ใต้ใบหน้าสงบ นางรู้ดีว่าลูกกำลังทำอะไร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเติมอาหารชิ้นที่ดีที่สุดลงในชามข้าวของลูกสาวอย่างเงียบๆ "แม่" หลิงเอ๋อพูดเบาๆ เป็ภาษาที่มีแต่แม่เท่านั้นที่ได้ยิน "วันนี้ท่านขุนนางหวังจะมาหารือเื่วันแต่งงานกับท่านพ่อใช่ไหม"ฉินเหม่ยเหรินวางตะเกียบลง นิ้วมือของนางกำแน่นขึ้นชั่วครู่ "ใช่""แม่ไม่ต้องเป็ห่วง" หลิงเอ๋อตักข้าวเข้าปากอย่างสงบ ริมฝีปากปลอมๆ ที่ซ่อนความจริงไว้ขมวดขึ้นเล็กน้อย "หลิง เอ๋อรู้ดีว่าจะทำอะไร"คฤหาสน์ตระกูลเซียวตั้งอยู่กลางเมืองหลวงต้าเหลียง เป็หนึ่งในสี่ตระกูลขุนนางใหญ่ที่มีอำนาจ ตระกูลเซียวรับราชการมาหลายชั่วอายุคน ท่านหัวหน้าตระกูล เซียวปิ่งเหริน เป็ขุนนางาุโที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยและตระกูลหวัง อีกหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ — ได้ทำการหมั้นหมายลูกชายคนโตของตนกับลูกสาวของตระกูลเซียวไว้ั้แ่ทั้งสองยังเด็กแต่สิ่งที่ตระกูลหวังไม่รู้ก็คือ ในตอนนั้นพวกเขายังไม่รู้ว่าลูกสาวที่จะถูกส่งมาแต่งงานด้วยนั้น... คือลูกของอนุภรรยา ไม่ใช่ภรรยาเอกและเม่ยหลินก็ไม่เคยปล่อยให้หลิงเอ๋อลืมความจริงข้อนี้บ่ายของวันนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้มาเยือนก้องในลานกลางของคฤหาสน์ ตระกูลหวังนำโดยท่านหัวหน้าตระกูล หวังเต้าหยวน ชายร่างสูงอ้วนที่อาภรณ์ประดับด้วยทองคำ เข้ามาพร้อมกับลูกชายหวังจื่อหาน หลิงเอ๋อมองดูคู่หมั้นของตัวเองผ่านช่องหน้าต่างของห้องที่เธอถูกบอกให้นั่งรอชายหนุ่มอายุยี่สิบสองปี รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาในแบบที่ชอบอวดตัวเอง เดินมาพร้อมกับท่าทีที่บ่งบอกว่าตลอดชีวิตไม่เคยถูกปฏิเสธเขามองรอบๆ คฤหาสน์ด้วยดวงตาที่แสดงออกชัดเจนว่ากำลังตีค่าทุกอย่างที่เห็นแล้วสายตาเขาพุ่งตรงมาที่หน้าต่างที่นางนั่งอยู่หลิงเอ๋อไม่ถอยออกไป นางนั่งนิ่งในขณะที่ใบหน้าปลอมของนางรับแสงบ่ายได้อย่างชัดเจนนางเห็นชัดเจน — ใบหน้าของจื่อหานยักขึ้นด้วยความรังเกียจ แล้วเขาก็หันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับบิดาหลิงเอ๋อยิ้มอย่างเบาๆ ในที่ลับ นางรู้ว่าวันนี้คืออะไรเสียงสนทนาในห้องโถงรับแขกดังกังวาน แต่มีบาง่ที่เงียบลงอย่างน่าอึดอัด หลิงเอ๋อไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม นางนั่งอยู่ในห้องรับรองเล็กๆ ข้างๆ กับอา'เซียนที่นั่งยองๆ อยู่ข้างเท้า"เสี่ยเจี๋ย" อา'เซียนกระซิบ เด็กหญิงดวงตาใหญ่มองดูนางด้วยความเป็ห่วง "ได้ยินว่าคุณชายหวังนั้น... เขาไม่ค่อยพอใจการหมั้นหมายนี้""ข้ารู้""แล้วเสี่ยเจี๋ยไม่โกรธเลยเหรอ?"หลิงเอ๋อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ กลีบดอกพลัมยังคงโรยลงมาไม่หยุด"โกรธทำไม" นางพูดเบาๆ "คนที่ไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่คู่ควรที่จะให้ใจ""แต่ถ้าการหมั้นหมายพัง..." อา'เซียนหยุดชะงัก"ก็ให้มันพังไป"เสียงเงียบชั่วขณะ อา'เซียนอ้าปากจะพูดอีก แต่เสียงจากห้องโถงดังขึ้นมาขัดก่อนเสียงของหวังจื่อหาน ดังและชัดเจน ราวกับเจตนาให้ได้ยินทั่วคฤหาสน์"ไต๋ท่าวเซียว ข้าจะขอพูดตรงๆเลียก็แล้วกัน ข้าไม่สามารถรับหลิงเอ๋อเป็ภรรยาได้ การหมั้นหมายนี้ทำไว้ตั้งแต่ข้ายังเด็ก ข้าไม่เคยยินยอมด้วยตัวเอง และตอนนี้เมื่อข้าเห็นสภาพของนางแล้ว..."เสียงเงียบ"...ข้าขอถอนหมั้น"ห้องรับรองเล็กๆ นั้นเงียบสงัดราวกับหลุมฝังศพอา'เซียนหายใจไม่ออก มือเล็กๆ ของเธอกำชายกระโปรงของตัวเองแน่น ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที "เสี่ยเจี๋ย เขา... เขา...""ข้าได้ยิน"เสียงของหลิงเอ๋อสงบจนน่าใจหายไม่มีน้ำตา ไม่มีการสั่น ครอน ไม่มีความเ็ปที่มองเห็นได้นางนั่งนิ่งอยู่กับที่ นิ้วมือวางราบบนเข่าสองข้าง ดวงตามองออกไปยังสวนที่ดอกพลัมยังคงร่วงหล่นต่อไปอย่างไม่แยแสในความเงียบภายในของนาง มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาเบาๆนี่แหละที่แม่เคยบอก...ฉินเหม่ยเหริน แม่ของเธอ ผู้หญิงที่สวยที่สุดที่หลิงเอ๋อเคยเห็น เสียชีวิตไปสี่ปีก่อน แต่ก่อนจะจากไป แม่ได้กุมมือลูกสาวไว้แน่น"หลิงเอ๋อ ใบหน้าของแม่ทำให้แม่ต้องทนทุกข์มาทั้งชีวิต ผู้ชายที่เห็นความงามและลืมมองลึกเข้าไปที่ใจ ไม่ใช่คนที่คู่ควรกับเจ้า ซ่อนมันไว้ รอจนกว่าจะเจอคนที่เห็นเจ้า... เห็นเจ้าจริงๆ ไม่ใช่เห็นใบหน้า" หลิงเอ๋อหลับตาเบาๆขอบคุณ หวังจื่อหาน ที่ทำให้ข่ารู้ชัดว่า ตัวเองเลือกถูกตลอดมาเสียงเท้าหนักๆ เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องรับรอง "หลิงเอ๋อ" เสียงบิดาของนาง เซียวปิ่งเหริน "เข้ามาที่โถงรับแขก"นางลุกขึ้นยืน ปรับชายกระโปรงให้เรียบร้อย แล้วเดินออกไปโถงรับแขกนั้นกว้างและสูง เสาไม้แกะสลักรับน้ำหนักหลังคาสูง ม่านไหมสีน้ำเงินห้อยระย้าจากคาน และบนโต๊ะกลางมีน้ำชาที่ยังไม่ได้ดื่มวางอยู่ เซียวปิ่งเหรินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าเครียดตึง ข้างๆ เขาคือภรรยาเอก หลิวฉิน ผู้หญิงวัยสี่สิบที่ใบหน้าสงบเ็าเกินกว่าจะอ่านออก หวังเต้าหยวนนั่งตรงข้าม ใบหน้าประหม่าปนอึดอัดและหวังจื่อหานยืนอยู่ข้างบิดา ใบหน้าแสดงความยืนกรานอย่างชัดเจนทุกสายตาหันมาที่หลิงเอ๋อพร้อมกันเมื่อนางก้าวเข้ามา นางเดินเข้ามาอย่างสงบ ก้าวเท้าช้าๆ แต่ไม่หวั่นไหว ก้มศีรษะให้บิดาและแม่เลี้ยง อย่างนอบน้อม แล้วยืนนิ่งรอหวังจื่อหานมองมาที่นาง ปากขมวดขึ้นเล็กน้อยหลิงเอ๋อรับสายตานั้นตรงๆ โดยไม่หันหนีมีความเงียบงันยาวนานราวกับคืนฤดูหนาว "หลิงเอ๋อ" บิดาของนาง เริ่มพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง "ท่านหวังมีเื่้าแจ้ง"หวังเต้าหยวนไอแห้งๆ "คือ... คือทางเราพิจารณาแล้ว เห็นว่าการหมั้นหมายครั้งนี้อาจ... ไม่เหมาะสม ด้วยเหตุผลหลายประการ เราจึง้า...""ถอนหมั้น" หลิงเอ๋อพูดเสียงเบาๆ แทนเขาทุกคนในห้องหยุดนิ่งนางยกหัวขึ้นมองตรงไปยังหวังเต้าหยวนอย่างสงบ "ใช่ไหมคะ ท่านขุนนางหวัง?"ชายอ้วนร่างใหญ่กระตุกเล็กน้อย แล้วก็พยักหน้า "...ใช่""ข้าเข้าใจดีเ้าค่ะ" หลิงเอ๋อก้มศีรษะอย่างสงบ ไม่มีความเ็ป ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโกรธ "หากท่านทั้งสองตระกูลเห็นพ้องกันแล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน"ความเงียบงันเปลี่ยนรูปร่างไปในทันทีหวังจื่อหานที่เตรียมรับมือกับการโวยวายร้องไห้ฟูมฟาย กลับมองดูหญิงสาวตรงหน้าอย่างสับสนไม่มีน้ำตา ไม่มีการขอร้อง ไม่มีแม้แต่เสียงสั่นเครือมีเพียงความสงบที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อยู่ลึกๆเซียวปิ่งเหรินกำมือบนโต๊ะ แต่เขาไม่พูดอะไร ในความเป็จริง เขาก็ไม่เคยสนใจลูกสาวอนุมากนัก เขาไม่รู้จักนางดีพอที่จะรู้ว่าความสงบนี้มาจากไหนหลิวฉิน ภรรยาเอก มองดูเธอด้วยนัยตาที่ยากจะอ่านออก ก่อนจะเบือนหน้าไปที่อื่นทุกอย่างเสร็จสิ้นใน เวลาไม่นาน หนังสือถอนหมั้นถูกร่างขึ้น ตราประทับถูกกดลง ตระกูลหวังลาออกไปพร้อมกับท่าทีที่ดูโล่งอกเมื่อทุกคนออกไปแล้ว หลิงเอ๋อยังคงยืนอยู่กลางโถงรับแขกที่ว่างเปล่า"หลิงเอ๋อ"เสียงแม่เลี้ยง หลิวฉิน ดังขึ้นจากหลัง นางไม่หันไป"ท่านแม่ใหย่ มีอะไรจะสั่งไหมเ้าคะ"เสียงเดินเท้าเข้ามาใกล้ แล้วก็ผ่านเลยนางไปโดยไม่หยุด"ไม่มีอะไร เพียงแต่..." เสียงของหลิวฉินเงียบลงชั่วขณะ แล้วก็พูดต่อเบาๆ ในขณะที่เดินออกไป "...อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าเป็ญิงที่ถูกถอนหมั้นแล้ว การจะหาคู่ครองดีๆ คงยาก ควรรีบคิดไว้"เสียงเดินเท้าค่อยๆ ห่างออกไปหลิงเอ๋อยืนนิ่งอยู่กลางโถงที่ว่างเปล่าแสงบ่ายส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ลงมาบนพื้นไม้ ทอดเงาของนางยาวออกไปจนเกือบถึงผนัง นางเพียงมองดูเงาของตัวเองแล้วในความเงียบนั้น มุมปากของนางโค้งขึ้นมาเล็กน้อย การถอนหมั้น...นั่นหมายความว่าชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าได้สิ้นสุดลงแล้วและสิ่งที่จะเริ่มต้นต่อจากนี้...นางยังไม่รู้ว่าจะเป็อะไรแต่นางรู้ว่า นางจะไม่ยอมให้ชีวิตของตัวเองถูกกำหนดโดยคนอื่นอีกต่อไปในขณะนั้นเอง บนถนนหลักของเมืองหลวงต้าเหลียง ห่างออกไปไม่กี่่ตึกจากคฤหาสน์ตระกูลเซียว เสียงกีบม้าดังก้องกังวานขบวนทหารม้าชุดดำขี่ผ่านมาอย่างองอาจ ผู้คนที่สัญจรบนถนนแยกออกเป็สองแถวอย่างรีบเร่ง บ้างก็ก้มหัวให้ด้วยความเคารพ บ้างก็เพียงแต่มองดูด้วยความตื่นเต้น"นั่นคือใคร?" เด็กชายคนหนึ่งดึงแขนแม่ถาม"เงียบ" แม่ของเขากระซิบ ดึงลูกถอยหลังออกไปจากขอบถนน "นั่นคือท่านแม่ทัพฉิน ชีจื่อของฮ่องเต้""ฉินเ้าหยาน?"ชื่อนั้นแพร่ออกไปในฝูงชนเหมือนเสียงลมกระซิบบนหลังม้าดำทรงสูงใหญ่ที่นำขบวน ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้าปีขี่ม้าผ่านมาอย่างสง่างาม ตัวเขาสวมชุดเกราะดำที่ขัดจนเป็เงามัน แต่ไม่ใช่เกราะแบบทหารทั่วไป — มันถูกออกแบบอย่างประณีต ผสานระหว่างความสวยงามและความมั่นคงอย่างลงตัวใบหน้าของเขาอยู่ใต้หมวกทหาร แต่ก็ยังมองเห็นได้ชัดเส้นขอบหน้าที่แข็งกร้าวราวกับหินแกะสลัก แต่ลักษณะโดยรวมยังคงงดงามในแบบที่ทำให้สตรีในฝูงชนหลายคนต้องกลั้นหายใจ ดวงตาสีดำลึกที่มองตรงไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใดรอบข้าง และริมฝีปากที่แน่วแน่ราวกับว่าไม่เคยยิ้มในชีวิตฉินเ้าหยาน — นแม่ทัพหนุ่มอายุยี่สิบห้า ผู้ปราบฏชายแดนด้วยทัพเพียงหมื่นคน ผู้ที่ฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์ชีจื่อและมอบคฤหาสน์ให้เป็รางวัลเมื่อปีที่แล้วเขาขี่ผ่านถนนโดยไม่มองซ้ายมองขวาแต่ใน่เสี้ยวหนึ่ง สายตาของเขากวาดผ่านมายังทิศทางของคฤหาสน์ตระกูลเซียวแล้วก็ผ่านเลยไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลิงเอ๋อกลับเข้าห้องของตัวเองใน่เย็นอา'เซียนรีบวิ่งเข้ามาหานางทันที ดวงตายังบวมแดงจากการร้องไห้ "เสี่ยเจี๋ย...""อย่าร้องไห้" หลิงเอ๋อนั่งลงบนเตียง นางถอดปิ่นปักผมออกอย่างช้าๆ เส้นผมดำยาวร่วงลงมาเป็ม่าน "ข้าไม่เป็ไร""แต่พวกเขา...""อา'เซียน" หลิงเอ๋อมองหน้าเด็กหญิง ดวงตาของนางสงบและลึก "ในชีวิตนี้ข้าเกิดมาเพื่อตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพื่อร้องไห้เพราะคนอื่นตัดสินใจแทนข้า"อา'เซียนอ้าปากค้าง"แต่ตอนนี้..." หลิงเอ๋อหันไปมองออกนอกหน้าต่าง ฟ้าค่ำลงมาแล้ว ดาวแรกกำลังปรากฏตัวบนท้องฟ้า "...ข้าแค่้ารู้ว่าชะตาจะพาข้าไปที่ไหน"ตอนนั้นนางไม่รู้หรอกว่าชะตาที่รออยู่ข้างหน้า นั้นจะพานางไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการแต่งงานกับลูกชายตระกูลหวังหลายเท่านักไปสู่ชายที่จะมองเห็นนาง — เห็นนางจริงๆแม้จะผ่านม่านแห่งการหลอกลวงทั้งหมดก็ตาม