ตอนที่ 2 จีบ (1)
ลูกชายไม่กินอาหารเย็น แถมยังขังตัวเองไว้ในห้อง
ซ่านชิงยืนอยู่หน้าประตูด้วยความกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
อิ่นซื่ออันเพิ่งเลิกงานกลับมาถึงบ้าน พอเห็นว่าบนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารแต่กลับไม่มีคน เขาจึงเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ถามซ่านชิงที่ยืนอยู่หน้าห้องลูกชาย “เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่รู้ พอผมกลับมาก็เป็นแบบนี้แล้ว”
“ไม่ต้องห่วงนะ” เขาใช้มือตบไหล่ซ่านชิง เหมือนจะให้ความอุ่นใจกับเขา “ผมจะไปคุยกับลูกเอง คุณไปทำอย่างอื่นเถอะ...”
ซ่านชิงถูกอัลฟ่าของตนปลอบประโลม คิ้วที่ขมวดแน่นจึงคลายออกเล็กน้อย “ก็ได้ ผมจะไปจัดเตรียมจานชามก่อนแล้วกัน”
ตอนเดินไปถึงบันได ซ่านชิงก็หันกลับไปมองแวบหนึ่ง สุดท้ายจึงถอนหายใจ แล้วเดินลงบันไดไป
อิ่นซื่ออันเคาะประตูห้องอิ่นลั่ว นี่ไม่ใช่การขออนุญาต แต่เป็นการบอกกล่าว “เสี่ยวลั่ว พ่อจะเข้าไปแล้วนะ”
ไม่มีเสียงตอบกลับจากด้านใน
อิ่นซื่ออันหมุนลูกบิดประตู พบว่าภายในห้องมืดสนิท ลูกชายขดตัวอยู่ในผ้าห่ม เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งโผล่ออกมาจ้องมองเขา เขาไม่ได้เปิดไฟ แต่แง้มประตูออกเล็กน้อย เพื่อให้แสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามา
อิ่นลั่วขยับเข้าไปด้านในเตียง เพื่อให้พ่อตนนั่งลงข้างเตียง
อิ่นซื่ออันไม่ค่อยพูดหลักการใหญ่โตกับลูกชาย เขาไม่ชอบพูดจาสั่งสอนเหมือนพ่อคนอื่น แต่คำพูดที่ออกจากปากเขา ใช้ได้ดีกับอิ่นลั่วทุกคำ อิ่นลั่วคิดมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว เขาเองก็อยากจะหาอัลฟ่าที่เหมือนพ่อของตัวเอง ภายนอกดูอ่อนโยนสัตย์ซื่อ ภายในจิตใจกว้างขวาง เป็นสุภาพบุรุษและสง่างาม คงเป็นเพราะแบบนี้ แวบแรกที่เขาเห็นหลินเซวียน ก็รู้แล้วว่าเขาคือคนคนนั้น
อิ่นซื่ออันมองดูลูกชายตน ถามคำถามแรกออกไป “เกิดอะไรขึ้น”
“เขาปฏิเสธผม”
อิ่นซื่ออันไม่ได้แสดงความคิดเห็น ถามเพียง “แล้วลูกอยากยอมแพ้ไหม”
“ไม่ครับ”
“ทำไมล่ะ”
ไม่มีเหตุผล อิ่นลั่วคิดอยู่นานก็ได้ข้อสรุปเพียงอย่างเดียว “ผมชอบเขา ผมไม่อยากยอมแพ้”
อิ่นซื่ออันพยักหน้า “ลูกชอบเขาได้ แต่จะทำให้ความชอบของลูกกลายเป็นปัญหาของอีกฝ่ายไม่ได้”
จู่ๆ อิ่นลั่วก็ลุกขึ้นนั่ง มองดูพ่อของตน
“ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้มีคนบอกรักลูก แถมยังตามจีบลูกไม่หยุด ลูกจะยอมตกลงด้วยไหม”
“ไม่แน่นอน”
“เหตุผลคืออะไรลูกคงรู้ดี ลูกมีคนในใจ เขาเองก็มีคนในใจเช่นกัน ใจของทั้งสองคนต่างไม่มีพื้นที่ให้ใครอีก พ่อว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้ก็น่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”
อิ่นลั่วสีหน้าเศร้าหมองขึ้นมา “ผมไม่มีโอกาสเลยเหรอ ทั้งที่พวกเขาเลิกกันแล้วแท้ๆ”
“โอกาสเป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้น ถ้าลูกมีใจ อีกฝ่ายอาจจะชอบลูกสักวันหนึ่ง”
“แค่อาจจะเหรอครับ”
“แค่อาจจะ” อิ่นซื่ออันกล่าวอย่างมั่นคง “เรื่องความรักน่ะ ไม่ใช่แค่พยายามก็จะได้ผลตอบแทน ถึงโอกาสสำเร็จจะต่ำขนาดนี้ ลูกก็ยังอยากจะลองงั้นเหรอ”
อิ่นลั่วพยักหน้า ถามอีกครั้ง “แล้วผมควรทำยังไงดี”
“ลูกสามารถเริ่มจากการเป็นเพื่อนก่อน ลองเข้าไปอยู่ในชีวิตเขา รู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานของเขา รอจนสนิทกัน ลูกค่อยถามตัวเองอีกครั้งว่าชอบคนคนนี้จริงหรือเปล่า ถ้าหากคำตอบยังเหมือนเดิม ค่อยคิดถึงเรื่องในอนาคตก็ยังไม่สาย”
“ครับ” อิ่นลั่วสงบลงแล้ว
“ถ้างั้นตอนนี้จะกินข้าวได้หรือยัง”
“ครับ” อิ่นลั่วตอบแล้วเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “คุณพ่อ ผมอิจฉาคุณพ่อกับปะป๊าจังเลย”
อิ่นซื่ออันยิ้มบาง จากนั้นก็ส่ายศีรษะเล็กน้อย “พ่อจะบอกความลับอะไรให้ ที่จริงปะป๊าของลูกไม่รู้ ว่าพ่อแอบชอบเขามาหลายปีแล้ว”
...
เป็นเวลาหลายวันที่หลินเซวียนไม่ได้เจอโอเมก้าคนนั้นอีก เขานึกว่าอีกฝ่ายคงยอมแพ้ไปแล้ว จึงรู้สึกโล่งอกและไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีก
แต่ในเช้าวันหนึ่ง ศูนย์บริการอาสาสมัครมีสมาชิกใหม่ พอทุกคนเห็นว่าคนที่มาเป็นโอเมก้าคนสวย ดวงตาก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
อิ่นลั่วสวมชุดลำลองธรรมดา กำลังยิ้มทักทายกับทุกคน
ข่าวที่ศูนย์บริการอาสาสมัครมีโอเมก้าคนสวยถูกแพร่กระจายไปทั่วโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมไปถึงหูหลินเซวียน แต่หลินเซวียนไม่ได้คิดอะไรมาก คนในโรงพยาบาลมีมากเกินไป เขาจึงคิดว่าคงเป็นแค่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนคนหนึ่ง
ในโรงพยาบาลมีสามเขต อัลฟ่า เบต้า และโอเมก้า แบ่งออกเป็นพื้นที่แยกกันเพื่อการวินิจฉัยและรักษา แม้ว่าแต่ละเขตจะเชื่อมต่อกัน แต่ก็ไม่ถือว่าใกล้นัก อย่างไรก็ตามในช่วงพัก ก็ยังสามารถเห็นอัลฟ่าหรือเบต้าจำนวนหนึ่งวิ่งไปดูโอเมก้าคนสวยตามคำเล่าลือ กระทั่งผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยบางคนที่ได้ยินข่าวยังแอบมาดูด้วย
ตั้งแต่วันแรกที่อิ่นลั่วมาเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลก็ยุ่งจนไม่มีเวลาหยุดพัก มีผู้คนมากมายที่มาเพราะแค่อยากหาโอกาสพูดคุยกับเขา ไม่ได้มีคำถามที่อยากจะถามจริงๆ
อิ่นลั่วรู้สึกลำบากใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เขามาที่นี่โดยปกปิดฐานะ แน่นอนว่าจะขอความช่วยเหลือจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ได้ อาสาสมัครโอเมก้าที่มีประสบการณ์บางคนเห็นเขาลำบากใจ จึงช่วยร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานบริหารระดับสูงในหัวข้อ ‘การคุกคามโอเมก้า’ คำร้องนี้ถูกจัดการอย่างรวดเร็ว และคนที่ถูกส่งมาจัดการก็คือหลินเซวียน
ตอนที่หลินเซวียนเห็นว่าโอเมก้าคนนี้คือใคร เขาก็ถอนหายใจไปหนึ่งครั้ง
สายตาที่โอเมก้าคนนี้มองเขายังคงเต็มไปด้วยความหวัง แต่ดูเหมือนจะมีความยับยั้งชั่งใจกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย
ถึงหลินเซวียนจะนิสัยดี เข้ากับคนง่าย แต่ด้านการทำงานก็จริงจังและไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง พอคนเหล่านั้นเห็นเขามา ก็รีบหนีไปเกินครึ่ง เหลือเพียงผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย พวกเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจึงไม่กลัวหลินเซวียน และยังอยากพูดคุยกับโอเมก้าคนสวยคนนี้เหมือนเดิม
หลินเซวียนยืนมองอยู่ทางด้านข้างโดยไม่ทักท้วง เขาอยากดูว่าโอเมก้าคนนี้จะรับมือกับคนที่มารุมล้อมอย่างไร