แม้จะเห็นท่าทางอันโกรธเกรี้ยวของฟาร์ฮานแต่เฮมี่หาได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย นางกลับมองดูความโกรธเกรี้ยวของฟาร์ฮานด้วยความสำราญใจด้วยซ้ำไป ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางต้องการโดยไม่มีผิดพลาดไปเลยแม้แต่น้อย หน้าที่ของนางก็เพียงการตัดกำลังของเมืองเบอเนียร์ออกไปซะ ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนจะหายไปหลายส่วน
“ จุ๊ๆๆ ..ข้าเป็นคนสังหารเขาที่ไหน เจ้าไม่ใช่รึยังไงที่สังหารมันด้วยมือของตัวเอง พลังเวทที่เจ้าใช้ออกมายังไงล่ะที่ฉีกกระชากร่างของบุตรชายเจ้าจนกลายเป็นสองส่วนฮิๆๆ “
นางชูนิ้วชี้ขึ้นมาปิดปากของนางที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความเจ้าเล่ห์ แววตาของนางมองไปยังฟาร์ฮานราวกับมองดูหมาป่าที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในกรงขังที่ไม่อาจจะออกมากัดผู้คนได้ ยิ่งถูกยุแหย่มากเพียงใดหมาป่าก็จะยิ่งบ้าคลั่งมากขึ้นเพียงนั้น มือของนางลอบร่ายแววบางอย่างออกมาด้วยความรวดเร็วที่ผู้คนไม่ทันสังเกตเห็น ฉับพลันดวงตาของฟาร์ฮานก็ราวกับเต็มไปด้วยสายหมอกอันขุ่นมัว
“ ข้า… นี่ข้าทำอะไรลงไป.. “
วาจาของเฮมี่ราวกับเสียดแทงเข้าไปในจิตใจอันเจ็บปวดของฟาร์ฮาน พลังเวททั่วร่างพลันสลายไปในทันที บางครั้งพลังเวทนั้นก็แปรปรวนออกมา เขามองไปที่ฝ่ามือทั้งสองข้างด้วยแววตาเจ็บปวด มือสองข้างที่เขาเคยเห็นจนชินตาบัดนี้มันกลับดูเปลี่ยนไป มันราวกับถูกอาบไว้ด้วยสีแดงแห่งโลหิต ฟาร์ฮานพึมพำออกมาด้วยความเศร้าเสียใจ แม้เขาจะพยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ แต่ความเสียใจมันก็ยังคงถาโถมเข้ามาอยู่ดี แม้เขาพยายามจะตั้งสติมากเท่าใดแต่ภายในใจของเขากลับปรากฏเงาสีดำที่กัดกินจิตใจของเขาเอาไว้
แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยสั่งการด้วยตนเองว่าหากพบผู้ที่ทรยศตระกูลให้สังหารได้ทันที แม้เขาจะเคยเตรียมใจสำหรับการสังหารเมอร์สันเอาไว้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลานี้จิตใจของเขาพลันแหลกสลาย การเห็นบุตรชายที่เขาเฝ้าฟูมฟักมาตั้งแต่ยังแบเบาะตายไปต่อหน้าต่อตาเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจจะทำใจได้โดยง่าย
เสียงหัวเราะเล็กแหลมของเฮมี่ฟังแล้วให้ความรู้สึกราวกับท่อนเหล็กยามเสียดสีกัน นางมองไปยังรอบๆอย่างผู้มีชัย เมื่อฟาร์ฮานผู้ที่เป็นดั่งแม่ทัพในการศึกครั้งนี้กลับกลายเป็นผู้ที่จมในความโศกเศร้าผู้คนที่เหลือก็ไม่มีสิ่งใดให้หวาดกลัวอีก การต่อสู้ของฝ่ายผู้ที่จงรักภักดีเริ่มกลายเป็นเสียเปรียบด้วยขวัญ กำลังใจที่เคยมีเริ่มหดหาย ในที่สุดก็เริ่มถอยร่นมารวมตัวกันอยู่บริเวณที่ฟาร์ฮานทรุดกายอยู่
เฮมี่กลับไม่ได้เข้าไปโจมตีฟาร์ฮานแต่นางกลับก้าวเดินไปหาเด็กหนุ่มที่บัดนี้ดวงตาของเขาราวกับตกอยู่ในภวังค์ การก้าวเดินของนางแม้จะดูเนิบนาบแต่กลับรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่แสงวูบวาบสีแดงกระพริบขึ้นไม่กี่ครั้งนางก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของแอเรียสเสียแล้ว
“ เจ้าสนใจข้อเสนอของข้ารึเปล่าเด็กน้อย ละทิ้งตระกูลที่ใกล้จะดับสูญนี่ไปซะ แล้วเข้าร่วมกับกองทัพอันเกรียงไกรของท่านโอรัน“
เฮมี่มองไปยังเด็กหนุ่มที่ดวงตาแววประกายไปด้วยความโลภ ดวงตาสีครามบัดนี้กลับปรากฏหมอกสีขุ่นมัวอยู่ในแววตา นางยิ้มออกมาอย่างผู้ที่เหนือกว่าก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไปเชื้อเชิญเด็กหนุ่ม รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความเย้ายวนและเสน่ห์อันลึกลับของดาร์คเอลฟ์
“ แต่ข้าอยากได้บางสิ่งที่มากไปกว่านั้น“
น้ำเสียงอันราบเรียบและแข็งทื่อเอ่ยขึ้นมาจากปากของแอเรียส เขาจ้องมองไปยังเฮมี่ด้วยดวงตาที่ขุ่นมัวด้วยความต้องการในจิตใจ ดวงตาคู่นั้นมันแม้จะเหม่อลอยแต่กลับแฝงไปด้วยกิเลสและความใคร่
“ เป็นเด็กน้อยที่มีความโลภมากเสียจริง ..หรือว่าเจ้าอยากจะได้ร่างกายข้ากัน “
เฮมี่ไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของเด็กหนุ่มแต่กลับขยับเข้าไปใกล้ด้วยสายตาที่ยั่วยวน แม้อายุของนางจะล่วงเลยวัยสาวมาเนิ่นนานแต่ด้วยพลังของนางใบหน้าของนางจึงยังคงความงดงามของดาร์คเอลฟ์เอาไว้ได้ ยามที่มองใกล้มันช่างมีสเน่ห์อย่างลึกลับ
“ ..ชีวิตของเจ้าต่างหากที่ข้าต้องการ! “
ฉับพลันดวงตาอันขุ่นมัวคู่นั้นกลับเปลี่ยนไปเป็นดวงตาที่ประกายสดใสดังเดิม รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแอเรียส ดาบอสูรมายาในมือของแอเรียสจ้วงแทงเข้าไปยังร่างของเฮมี่ก่อนที่วาจาของเขาจะเอ่ยออกมาเสียอีก มืออีกข้างที่รวบรวมพลังเวทรอเอาไว้อยู่แล้วใช้เพลิงอัสนีคลั่งโจมตีไปยังร่างของนางโดยไม่มีปราณีใดๆ
“ นี่เจ้า..อั๊กกก !!“
แม้จะหลบเลี่ยงการโจมตีจากเพลิงอัสนีคลั่งได้บางส่วนแต่เฮมี่ไม่อาจเลี่ยงดาบอสูรมายาที่จ้วงแทงเข้ามาในท้องของนางในระยะประชิดได้ นางเบิกตากว้างมองไปยังดาบเล่มนั้นด้วยความตกตะลึง ร่างของนางนั้นสวมเอาไว้ด้วยชุดเกราะระดับกลางแต่มันกลับกลายเป็นดั่งกระดาษบางเมื่อปะทะกับคมดาบของเด็กหนุ่ม ทั่วร่างของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด โลหิตที่ไหลทะลึกออกมาจากบาดแผลอย่างไม่มีหยุดหย่อนทำให้นางได้แต่กัดฟันแน่น ใบหน้าของนางเริ่มซีดเซียวลงจากการที่สูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก
“ เจ้าคงคิดว่าข้าโดนเวทคำสาปเด็กเล่นของเจ้าล่ะสิ“
แอเรียสยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ในตอนที่นางร่ายเวทคำสาปออกมานั้นแอเรียสสังเกตเห็นตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว เขาก็แค่แสร้งเล่นสนุกตามแผนการของนางก็เพียงเท่านั้น ด้วยพลังของเขานั้นแม้จะต่อสู้กับนางโดยสามารถรักษาชีวิตไว้ได้แต่เขาก็ไม่อาจจะสังหารนางได้อยู่ดี สิ่งที่พอจะใช้สังหารนางได้ก็คงเป็นพลังของดาบอสูรมายา ซึ่งการโจมตีด้วยดาบอสูรมายานั้นเขาต้องโจมตีในระยะที่ประชิดจึงจะหวังผลได้ เขาขบคิดแผนการอยู่เนิ่นนานว่าจะทำอย่างไรให้ลอบเข้าถึงตัวนางได้ ยิ่งทักษะมังกรซ่อนเมฆาที่เขาใช้อำพรางกายถูกนางล่วงรู้แล้วยิ่งเป็นการยากที่จะลอบเข้าประชิดตัวนาง แต่คาดไม่ถึงว่านางจะเดินเข้ามาหาคมดาบของเขาด้วยตนเองเช่นนี้
“ ต่ำช้า !นี่เจ้าบังอาจหลอกลวงข้า“
แม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความโกรธแต่บาดแผลที่ท้องของนางยิ่งทำให้นางรู้สึกเจ็บหนักจนไม่อยากขยับตัว นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคำสาปที่นางใช้ออกไปจะไม่มีผลกับเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกที่มีจิตใจแข็งแกร่งพอจะต่อต้านคำสาปของนางได้หนำซ้ำยังหรอกลวงนางได้ นับว่าเป็นสิ่งที่นางไม่เคยพบเจอ
“ หึเจ้าที่ลอบใช้คำสาปก็ไม่ต่างไปจากข้านักหรอก “
แอเรียสแสยะยิ้มอย่างเย็นชา การตีอสรพิษให้หลังหักแล้วปล่อยเข้าป่าไปย่อมไม่ใช่วิถีของเขา แม้พยัคฆ์ที่บาดเจ็บก็อาจจะถูกหมาป่าสังหารได้ แอเรียสกระชับดาบในมือเข้าฟาดฟันเฮมี่ในทันที พลังเวททั่วร่างของแอเรียสปลดปล่อยออกมาโดยไม่ได้กักเก็บอีกต่อไป ร่างของเขาประกายด้วยสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด เสียงสายฟ้าที่คำรามราวกับสายฟ้าพิโรธ การต่อสู้ข้ามระดับระหว่างผู้ใช้มนตรากับอัศวินเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะโดยมากแล้วการต่อสู้แบบนี้มันจะเป็นการสังหารเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
แม้เฮมี่จะบาดเจ็บหนักแต่ถึงอย่างไรพยัคฆ์ก็ยังคงมีเขี้ยวเล็บของมัน ดาบสองคมในมือนางพลิ้วไหวราวกับมังกรเริงระบำท่ามกลางหมู่อัคคี เปลวเพลิงอันร้อนแรงแผ่กลิ่นไอของความร้อนไปทั่วบริเวณ แอเรียสรู้สึกราวกับเขากำลังยืนอยู่หน้าปากป่องภูเขาไฟ ไอร้อนของมันทำให้แอเรียสรู้สึกร้อนไปทั่วร่าง แรงกดดันจากระดับอัศวินทำให้แอเรียสกัดฟันแน่นทุกครั้งที่ปะทะ แม้อีกฝ่ายจะบาดเจ็บหนักแต่แอเรียสก็รับมือด้วยความยากลำบากเช่นกัน ตอนนี้ทั้งคู่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้ไปเสียแล้ว
เพลิงโลหิต !!
เปลวเพลิงสีแดงเข้มปานสีของโลหิตปรากฏขึ้นท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ เป้าหมายของมันคือเด็กหนุ่มที่ควบคุมสายฟ้าเข้าโจมตีนางอยู่ด้านหน้า เพลิงโลหิตแม้จะเป็นทักษะระดับกลางแต่เมื่อใช้ออกมาด้วยนักเวทระดับอัศวินความแข็งแกร่งของมันก็ไม่อาจจะดูถูกได้
แต่ทันใดนั้นเองเปลวเพลิงขนาดใหญ่ก็กลับถูกลบหายไปด้วยสายน้ำอันเชี่ยวกราด และแล้วนักเวทระดับอัศวินอีกคนหนึ่งก็เข้าร่วมการต่อสู้ฟาร์ฮานยังคงจ้องมองมายังเฮมี่ด้วยแววตาที่ประกายด้วยความแค้น
ไม่ใช่เพียงแอเรียสเท่านั้นที่เฮมี่ใช้เวทคำสาปโจมตี ฟาร์ฮานเองก็โดนโจมตีด้วยคำสาปเช่นกัน เป็นที่รู้กันดีว่าพวกดาร์คเอลฟ์นั้นเชี่ยวชาญศาสตร์มืดโดยเฉพาะพวกเวทคำสาป การใช้เวทคำสาปนั้นก็มีเงื่อนไขหลายอย่าง ส่วนใหญ่แล้วคำสาปมักจะแทรกแซงไปในจิตใจที่ไม่มั่นคงของอีกฝ่าย ด้วยจิตใจของฟาร์ฮานที่เต็มไปด้วยความเศร้าจากการสูญเสียบุตรชายและยังถูกปั่นหัวจากเฮมี่สุดท้ายเขาก็ถูกคำสาปเข้าครอบงำ โชคดีการโจมตีของแอเรียสทำให้ผู้ใช้คำสาปอย่างเฮมี่ได้รับบาดเจ็บ สุดท้ายคำสาปก็คลายลง และตอนนี้ดวงตาของฟาร์ฮานลงเหลือเพียงเปลวเพลิงแห่งความแค้นเท่านั้น