เดือนสองเดือนสามบุปผาสวยสด
ซิ่วอิ๋งจากที่คัดอักษรอยู่ในห้องหนังสือจวนมู่ซี ย้ายมาที่ลานบ้าน เสิ่นจวินเซี่ยวกล่าวอย่างสวยหรูว่าการงานและการพักพักผ่อนในบางครั้งสามารถดำเนินไปพร้อมกัน จะได้ไม่เป็การปล่อยผ่านทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิไปอย่างไร้ค่า
คัดไปสิบแผ่นต่อกัน ซิ่วอิ๋งที่มือสั่นเบาๆ ครุ่นคิด หากไม่อยากให้ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิสูญเปล่าไม่ใช่ว่าควรจะออกไปเที่ยวชมธรรมชาติหรอกหรือ?!
นางเหม่อลอย หมึกที่ปลายพู่กันหยดลงมา อักษรที่เขียนได้ครึ่งหนึ่งเละแล้ว
ซิ่วอิ๋งชักริมฝีปาก วางพู่กันลงก่อนจะขยำกระดาษเป็ก้อนโยนไปด้านหลัง
“เหยาเหย่า” เสียงเบาและแหบของชายหนุ่มดังขี้นจากด้านหลัง
ร่างกายของซิ้วอิ๋งแข็งทื่อ คงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั้ง... นางฉีกแหยๆ หันคอไปมองด้านหลังอย่างเกร็งๆ อาสามสีหน้าอึมครึมยืนอยู่ด้านหลังอย่างที่คาด บนหน้าผากยังมีรอยหมึกจุดเล็กๆ ปรากฏอยู่
นางหัวเราะแหะแหะ กวาดตามองกระดาษที่อยู่ใต้เท้าเขา อักษรที่ยังไม่แห้งปรากฏให้เห็น
“ไม่ใช่ว่าเคยพูดกับเ้าว่าถ้าเขียนผิด ให้เก็บไว้” เสิ่นจวินเซี่ยวก้มตัวลงหยิบกระดาษขึ้น คิ้วที่ขมวดเข้าหากันคลายออก
ตัวอักษรที่เดิมโยเยอยู่แล้วเบี้ยวกว่าเดิม ยิ่งมองไม่ชัดกว่าเขียนอะไร แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดไหนมีปัญหา
ซิ่วอิ๋งล้วงผ้าเช็ดหน้า เดินไปข้างหน้าเพื่อเอาอกเอาใจ “อาสามข้าช่วยท่านเช็ดหน้าผาก”
เสิ่นจวินเซี่ยวยกปลายนิ้วลูบหยดหมึก กวาดมองนางอย่างเรียบเฉย “กลับไปคัดต่อเถอะ”
หลังของซิ่วอิ๋งสันเกิดความเย็นเยียบ นำผ้าเช็ดหน้ายัดเข้าไปในเสื้อก่อนวิ่งกลับไปยืนที่หน้าโต๊ะ
อาสามโกรธแล้ว!
ซิ่วอิ๋งยกพู่กันขึ้นอย่างพะวักพะวง เตรียมจรดพู่กันลงไปด้วยใจหนักอึ้ง ด้านหลังมีความร้อนเข้าใกล้ จู่ๆ มือของนางก็ถูกคนกุมไว้
“บอกกับเ้าแล้วกี่ครั้ง นิ้วมือทั้งห้านำมารวมกันให้ทรงตัวเพื่อบังคับพู่กัน แรงจะส่งผ่านนิ้วมือไปสู่ปลายพู่กัน จากนั้นให้นิ้วมือทั้งห้าใช้งานร่วมกันในขณะเดียวกันให้บังคับพู่กันให้ดี นำฝ่ามือที่ว่างขึ้นมา ไม่ต้องนำนิ้วมือติดใกล้กับอุ้งมือ” เสิ่นจวินเซี่ยวแก้ไขมือที่เป๋ของซิ่วอิ๋งให้ถูกต้อง
เขาฝึกอักษรหลายปี เพื่อเขียนอักษรให้ยิ่งมีความแข็งแรงยังฝึกแกะสลักหิน จนปลายนิ้วปรากฏตาปลา
ซิ่วอิ๋งผิวเนียนนุ่ม ครู่เดียวก็ััถึง นางนิ่งชะงัก รู้สึกว่าอุณหภูมิมือของเขาร้อนอยู่บ้าง ดีที่เขาจัดตำแหน่งมือของนางเสร็จแล้วปล่อยมือนางพอดี
ซิ่วอิ๋งรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
นางมีิญญาอายุสิบแปดปีอยู่ในร่าง ใกล้ชิดกับชายขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็ญาติพี่น้อง นางก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง
นางลอบแนบชิดขอบโต๊ะไม่ให้ซุ่มเสียง บนศีรษะพลันมีเสียงพูดราบเรียบของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง “นี่แม้แต่ยืนยังยืนไม่ตรงเลยรึ”
ซิ่งอิ๋งอยากจะร้องไห้ นางไม่ได้ยืนไม่ตรงเสียหน่อย!!
เสิ่นจวินเซี่ยวมองเด็กสาวที่สูงกว่าเอวเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างจำใจ “เหยาเหย่า วันนี้ตั้งใจคัด พรุ่งนี้จะพาเ้าออกไปเที่ยวชมธรรมชาติ”
“จริงหรือ!” ได้ยินคำว่าชมธรรมชาติ ซิ่วอิ๋งเงยหน้าทันที มองเห็นตาหงส์ของเด็กหนุ่มที่ยกขึ้นเล็กน้อย
ความตื่นเต้นยินดีบนหน้าพลันกลายเป็เขินอาย
ตื่นเต้นชัดเจนเกินไป นี่ต้องทำให้อาสามคิดว่านางไม่อยากฝึกฝนแน่ๆ
ก่อนหน้าดวงตายังสว่างดุจดวงดวงดาว ต่อมาไม่ทันไรประกายตากลับมืดมนแล้ว เสิ่นจวินเซี่ยวมองจนไม่รู้จะขำหรือร้องไห้ดี หลานสาวคนนี้จริงแล้วคิดว่าเขาเข้มงวดขนาดไหนกันแน่?!
เขายกมือลูบที่ศีรษะนาง “อาสามเคยโกหกเ้าเมื่อไหร่กัน เดี๋ยวพาเ้าขี่ม้าไป ขอเพียงเ้าอย่าร้องเหนื่อยก็แล้วกัน”
ขี่ม้าหรือ?!
ซิ่วอิ๋งหัวใจตื่นเต้นขึ้นมาอีก
นางสองชั่วชีวิตรวมกัน รวมแล้วเคยขี่ครั้งหนึ่ง ยังถูกคนจูงค่อยๆ เดินด้วยซ้ำ ไม่ถือว่าขี่ม้า แต่ก็มีแค่หนึ่งครั้งนั้น นางกลับไม่สามารถลืมเลือน ขี่อยู่บนหลังม้า ความรู้สึกกว้างไกลของผืนฟ้าและผืนดินนั่น... เพียงแค่พริบตาเดียวก็ทำให้จิตใจคนใฝ่หา
“ข้าไม่เหนื่อย!” ซิ่วอิ๋งโพล่งออกจากปากออกไป
หลังจากพูดเสร็จปฏิกิริยากลับมา หน้าแดง ดูเหมือนไม่ค่อยสำรวมแล้ว
เสิ่นจวินเซี่ยวเคาะศีรษะอีก ด้านริมฝีปากก็เจือปนรอยยิ้ม “งั้นก็เขียนต่อไป ยังเหลืออีกห้าตัวกระมัง”
การบ้านของนางเปลี่ยนจากสิบตัวอักษรเป็สิบห้าตัวอักษร ปกติแล้วยังต้องท่องกวีอะไรพวกนั้นอีกครั้ง ซิ่วอิ๋งได้ยินที่กล่าวพูดอย่างความรู้สึกอันหึกเหิม “ไม่เพียงห้าตัวอักษร สิบตัวอักษรก็สามารถเขียนเสร็จทั้งหมดได้!”
“ดี งั้นก็สิบตัวอักษร” เสิ่นจวินเซี่ยวแลมองนางเล็กน้อย หันกลับไปที่เก้าอี้นอนนั้น “เขียนสิบตัวอักษรนี้เสร็จ ยังมีรางวัล”
เดิมซิ่วอิ๋งยังอยากจะกัดลิ้นที่พูดจาเหลวไหล พอได้ยินว่ามีรางวัล สายตาคู่นั้นสว่างวาบ ก่อนเห็นชายหนุ่มหล่อเหลานอนลงไปอย่างสุขสบาย หยิบหนังสือ พูดอย่างเด็ดขาดเสียงเรียบว่า “เขียนสิบตัวอักษรนี้เสร็จ รางวัลของเ้าหลังจากนี้คือให้คัดตามเทียบอักษร ห้ามเขียนโยเยตามใจอีก”
ซิ่วอิ๋งเืเกือบพุ่งออกมา นี่เป็รางวัลที่ว่านั่นหรือ?! นี่จริงๆ แล้วไม่ใช่อำเปลี่ยนเป็ลงโทษนางรึ?!
ท่านอาสามของนางน่ากลัวอย่างแท้จริง!
ซิ่วอิ๋งลอบปาดน้ำตาให้ตัวเองในใจ กัดฟันแน่น จรดพู่กันเขียนอักษรประสบการณ์ที่ได้ติอต่อกับเสิ่นจวินเซี่ยวมาหลายปีบอกนางว่า อย่าคิดต่อรอง นั่นจะทำให้อาสามของนางเข้มงวดเพิ่มทวีคูณ อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ยังมีขี่ม้าวันออกไปชมธรรชาติเป็การปลอบใจอยู่
ซิ่วอิ๋งบังคับตนเองให้พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ปัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นถูกตีมือไปสองทีก็ถูกปล่อยตัวแล้ว
เด็กสาวยกกระโปรงวิ่งออกประตูไป เสิ่นจวินเซี่ยวโยนไม้เรียวที่อยู่ในมือทิ้ง ยังคงไม่ชินที่ทุกครั้งนางล้วนหนีไปราวกับมีผีตามหลัง เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?!
ตลอดทางซิ่วอิ๋งเร่งกลับเรือนจยาซิน เฟิงซื่อกับหวังอี๋เหนียงกำลังถือลูกหนังเล็กๆ เล่นกับเสียงเกอเอ๋อหัวเราะครื้นเครง เงยหน้าเห็นสองแก้มสีแดงสดของบุตรสาว นางให้ซินเหมยไปเอาน้ำร้อนมา เห็นซิ่วอิ๋งอยากเอื้อมมือลูบเสียงเกอเอ๋อร์ รีบห้ามไว้ “มือสะอาดค่อยว่ากัน คงรับมือสกปรกของเ้าไม่ไหว”
ซิ่วอิ๋งมองซาลาเปาน้อยที่หัวเราะจนน้ำลายไหลยืด อดกลั้นก่อนจะหันไปนั่งอีกด้านหนึ่ง รอให้สาวใช้นำน้ำมาล้างมือล้างหน้า
หวังอี๋เหนียงเห็นเฟิงซื่อใส่ใจเช่นนี้ ในใจทั้งยินดีทั้งปวดร้าว วันนั้นที่นางได้ยินว่าเฟิงซื่อ้ารับเลี้ยงเสียงเกอเป็บุตรสายตรง นางนอกจากใแล้วก็เข้าใจดีว่าอย่างไรก็ตามนี่เป็สิ่งที่ดีที่สุดของเสียงเกอเอ๋อร์ ฐานะนางต่ำต้อย ถ้าหากเสียงเกอเอ๋อร์เติบโตอยู่ข้างกายนาง คงทำให้เขาก้าวหน้าช้าและยากลำบาก ถึงแม้จะเข้าใจ แต่มีมารดาคนไหนจะหวังให้บุตรชายไม่เติบโตอยู่ข้างกาย
ความรู้สึกสำหรับการเป็มารดา ช่างขัดแย้งกันเสียจริง ตอนนี้เห็นเฟิงซื่อชอบบุตรชายด้วยใจจริง รวมทั้งซิ่วอิ๋งที่เป็บุตรสายตรงยังปฏิบัติกับเสียงเกอเอ๋อร์ด้วยความจริงใจ นางตัดสินใจจะไม่ลังเลอีกต่อไป ในเมื่อชุยอี๋เหนียงตั้งครรภ์แล้ว ถ้าหากชุยอี๋เหนียงให้กำเนิดบุตรชายอีก ก็ไม่นับว่ามีผลอันใดต่อเสียงเก๋อเอ๋อร์ของนาง ความโปรดปรานที่นางได้รับไม่เคยมากกว่าชุยอี๋เหนียง
ใจของหวังอี๋เหนียงที่กำลังว้าวุ่นสุดท้ายสงบลงแล้ว ทางด้านซิ่วอิ๋งนั้นก็ล้างมือเสร็จแล้ว ภายใต้ความห่วงใยของเฟิ่งซื่อที่กำชับซ้ำไปซ้ำมาอุ้มเซียงเกอเอ๋อร์ไปเล่นที่ห้องฝั่งตะวันตก
“ฮูหยิน” หวังอี๋เหนียงเรียกเฟิงซื่อเสียงเบา สองมือบิดผ้าเช้ดหน้าไหม “ภายหน้าข้ามาหาเสียงเก๋อเอ๋อร์บ่อยๆ ได้ไหมเ้าค่ะ”
เฟิงซื่อละสายตาจากบุตรสาว หันมายิ้มให้หวังอี๋เหนียงที่ตึงเครียด “ได้แน่นอน เสียงเกอเอ๋อร์เป็เ้าที่ให้กำเนิด เพียงแค่ย้ายมาอยู่ใต้ชื่อของข้า เขายังคงเป็บุตรของเ้า”
หวังอี๋เหนียงได้ยินที่พูดก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น อยากจะอธิบายอะไร เฟิงซื่อรู้นางเข้าใจผิดแล้ว ตบมือของนาง “เ้าสบายใจเสียเถิด จะย้ายมาอยู่กับข้าก็ยังได้ แต่แบบนั้นคงได้พบนายท่านน้อยลง ดังนั้นมาบ่อยๆ นะดีแล้ว”
ในตอนนี้หวังอี๋เหนียงไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
นางรู้ว่าเฟิงซื่ออัธยาศัยดีและเข้าถึงได้ง่าย เมตตาและอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด แต่ฟังคำพูดนี้แล้วก็ตกตะลึงยิ่ง ฮูหยินเอกที่ไม่มีบุตรชายท่านหนึ่ง รับเลี้ยงบตุรชายสายรองไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องสถานะของตนหรือ จะยอมให้มารดาผู้ให้กำเนิดกับบุตรสายรองพบกันบ่อยๆ ได้อย่างไร
หวังอี๋เหนียงไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้วยังคงซาบซึ้งใจ
นางยืนขึ้นหันไปคารวะอย่างสุดซึ้ง เฟิงซื่อรับไว้เรียบๆ ให้นางนั่งลงอีกครั้ง
“วันนั้นที่จริงข้าเสนอกับนายท่านเื่นี้แล้ว คิดว่าไม่กี่วันนี้คงเรียบร้อยดี”
หวังอี๋เหนียงตัดสินใจแล้ว แน่นอนว่าอยากให้ยิ่งเร็วยิ่งดี เอ่ยอย่างเต็มใจ “แล้วแต่ฮูหยินจะจัดการเลยเ้าค่ะ” พูดจบ คิดถึงชุยอี๋เหนียงขึ้นมาได้ “ไม่รู้ชุยอี๋เหนียงเป็อย่างไรบ้าง ข้ากลัวรบกวนเลยไม่กล้าไปแสดงความยินดี”
ซุยอี๋เหนียงก็สบายดีนี่ เฟิ่งซื้อยิ้มๆ “ฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านสามเอาใจใส่มาก อาหารบำรุงล้วนส่งไหลไปเหมือนกับสายน้ำ คิดแล้วทุกอย่างคงปกติดี จะไปกล่าวแสดงความยินดีก็ได้”
หวังอี๋เหนียงพยักหน้าเบาๆ ครุ่นคิดว่าควรนำอะไรไปกล่าวแสดงความยินดี
ทั้งสองพูดคุยกันสักพัก เสิ่นจวินเซี่ยวก็ส่งคนมาบอกว่าพรุ่งนี้จะพาซิ่วอิ๋งออกไปข้างนอก ก่อนหวังอี๋เหนียงจะพาเสียงเก๋อเอ๋อร์กลับไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d