เด็กหนุ่มรูปงามผู้มีความสุขุมเยือกเย็น และมีแววตาลึกล้ำผู้นี้ มีอายุเพียงแค่สิบหนาวเท่านั้น เขาถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางผืนทรายแห่งชายแดนเหนือและเติบโตขึ้นที่นี่
ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็แมงป่องดำที่ชูตัวส่ายก้ามไปมา งูพิษลายจุดที่กำลังแลบลิ้นขู่ฟ่อ หรือแม้แต่กิ้งก่าทรายเปลี่ยนสีที่เคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียว ล้วนเคยตกถึงท้องของเขามาแล้วทั้งสิ้น
บนดินแดนที่สภาพแวดล้อมแสนจะทุรกันดารแห่งนี้ เขาได้เรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ จนแตกฉานในทักษะการเอาตัวรอดอันเป็เอกลักษณ์ อีกทั้งยังหล่อหลอมให้เขากลายเป็ผู้มีความทรหดอดทนและเด็ดเดี่ยวเหนือกว่าคนทั่วไป
เมื่ออายุได้ห้าหนาว เขาเคยขี่อูฐติดตามกองคาราวานพ่อค้าออกเดินทางไปทั่วทั้งแดนเหนือ ได้พบเห็นวิถีชีวิตผู้คน ซึมซับเื่ราวทางโลก จนสามารถเรียนรู้ภาษาของพวกคนเถื่อนได้อย่างเชี่ยวชาญ
ครั้นอายุเจ็ดหนาว เขาค้นพบความเคลื่อนไหวอันน่าสงสัยของกองทัพศัตรู จึงได้นำกำลังพลกลุ่มหนึ่งลอบเข้าโจมตีทหารศัตรูที่ดักซุ่มอยู่บริเวณชายแดนในยามวิกาล จนสามารถปกป้องความสงบสุขของชายแดนเอาไว้ได้
ล่วงเลยมาจนถึงอายุสิบหนาวในตอนนี้ เขาได้ฝึกฝนวรยุทธ์จนแก่กล้า มีฝีมือยิงธนูแม่นยำดั่งจับวาง สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ยิงธนูออกไปไม่เคยพลาดเป้า จนทั่วทั้งชายแดนเหนือไม่มีผู้ใดสามารถเป็อาจารย์ของเขาได้อีกต่อไป
และด้วยผลงานความดีความชอบทางทหาร ประกอบกับสติปัญญาและความกล้าหาญที่โดดเด่นเกินวัย จึงทำให้เขาได้รับการยอมรับและความจงรักภักดีจากบรรดาแม่ทัพนายกองแห่งกองทัพพิทักษ์แดนเหนือ
"จิ่นจือ รีบเข้ามาเถิด ข้างนอกลมเริ่มแรงแล้ว" ฮูหยินวัยราวสามสิบปีผู้มีใบหน้างดงามหมดจด สวมเสื้อคลุมยาวแบบมีผ้าคลุมศีรษะเดินออกมาจากกระโจม ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่ของจินจิ่นจือ เบา ๆ
จินจิ่นจือส่งยิ้มให้ผู้เป็มารดา "ขอรับท่านแม่"
จินจิ่นจือเดินเข้าไปในกระโจมและจัดการผูกม่านหน้าประตูจนแ่า ไม่นานนัก ด้านนอกก็เริ่มเกิดพายุทราย ทุกคนภายในกระโจมต่างพากันสวมหมวกคลุมศีรษะและผ้าคลุมหน้า นี่คือพายุทรายที่เกิดขึ้นเป็ประจำในทะเลทราย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังแห่งธรรมชาติ พวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ทำได้เพียงหาวิธีปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
กระโจมแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นบริเวณด้านหลังเนินเขาเล็ก ๆ เพื่อใช้กำบังพายุทรายจากภายนอก
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า รัตติกาลก็คืบคลานเข้ามา พายุทรายเองก็สงบลงเช่นกัน
จินจิ่นจือจัดกำลังทหารยามถือดาบไปเฝ้าระวังอยู่บริเวณใกล้กับเนินเขา หากพบเจอฝูงหมาป่าหิวโซหรือทหารของแคว้นศัตรู จะได้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนได้ทันท่วงที
"พวกเ้าประจำการอยู่ที่นี่ หากมีความเคลื่อนไหวใด ๆ ให้รีบรายงานทันที"
"ขอรับ ท่านแม่ทัพน้อย!"
เหล่าทหารแห่งค่ายทัพพิทักษ์แดนเหนือต่างนั่งเบียดเสียดรวมตัวกันอยู่รอบกองไฟที่ถูกจุดขึ้น เพื่อขับไล่ความหนาวเหน็บในยามค่ำคืน หม้อเหล็กที่ตั้งอยู่บนกองไฟกำลังต้มน้ำแกงร้อน ๆ ที่ปรุงรสด้วยเกลือ ทหารแต่ละนายต่างถือแผ่นแป้งแห้งทรงกลมไว้ในมือคนละแผ่น
"จิ่นจือเอ๋ย มีข่าวส่งมาจากในวัง พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงกัน" จินเซียวหราน บิดาของจินจิ่นจือหยิบเนื้อแห้งขึ้นมา พร้อมกับฉีกแผ่นแป้งชิ้นหนึ่งส่งให้บุตรชาย
"พรุ่งนี้เลยหรือขอรับ? เหตุใดจึงเร่งด่วนนัก" จินจิ่นจือรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว เมืองหลวงคือสถานที่ที่ทั้งห่างไกลและแสนจะแปลกตา
"ใช่ พระประสงค์จากในวังคือให้เริ่มออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เลย"
"กลับเมืองหลวงหรือขอรับ?" จินจิ่นจือไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาไม่เคยไปเมืองหลวงมาก่อนเลยสักครั้ง เหตุใดจึงใช้คำว่ากลับเมืองหลวงแทนที่จะเป็ไปเมืองหลวงเล่า?
"พ่อของลูกและแม่ล้วนเป็คนเมืองหลวง เพื่อราชสำนักและแคว้นหนานหยาง จึงต้องมาประจำการอยู่ที่ชายแดนเหนือแห่งนี้อย่างไรล่ะ" มารดาของจินจิ่นจือลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ พร้อมกับทอดสายตามองเขาด้วยความรักใคร่เอ็นดูและเอ่ยอธิบาย
"เหตุใดจู่ ๆ ราชสำนักถึงเรียกพวกเรากลับเมืองหลวงล่ะขอรับ?" จินจิ่นจือถามด้วยความสงสัย ั้แ่เกิดมาเขาก็อยู่ที่ชายแดนเหนือแห่งนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็อยู่ที่นี่มานานนับสิบปี เหตุใดจู่ ๆ ถึงถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงได้?
"หรือว่าราชสำนักกำลังจะผลัดแผ่นดิน เมืองหลวงเกิดศึกาขึ้นแล้ว?" หัวใจของจินจิ่นจือกระตุกวูบ สองมือของเขากำหมัดแน่นโดยพลัน ถึงแม้เขาจะเป็คนเก่งกาจ มีสติปัญญาหลักแหลม และเชี่ยวชาญการศึก ทว่าเขากลับไม่ได้ชื่นชอบการเข่นฆ่าหรือการที่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องมาล้มตายเพราะาเลยแม้แต่น้อย
"จิ่นจือ นี่เป็พระประสงค์ของฝ่าา เมืองหลวงยังคงสงบร่มเย็นดี"
"หากเป็เช่นนั้น แล้วผู้ใดจะอยู่รักษาการณ์ที่ชายแดนเหนือเล่าขอรับ?" จินจิ่นจือค่อนข้างกังวล กองทัพศัตรูของเป่ยเหลียงกำลังซุ่มรอคอยโอกาส พวกมันจ้องจะยึดครองเอาทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ของหนานหยางตาเป็มัน
"ราชสำนักจะส่งคนมาประจำการแทน พวกเราเพียงไปที่เมืองหลวงก่อน รอจนกว่าผู้ที่มารับ่ต่อจะเดินทางมาถึง กองทัพพิทักษ์แดนเหนือถึงจะเคลื่อนพลตามไป" จินเซียวหรานอธิบาย
จินจิ่นจือพยักหน้ารับ เขาเข้าใจดีว่าหากครอบครัวของเขานำทัพเข้าเมืองหลวงพร้อมกันทั้งหมด ย่อมไม่แคล้วถูกผู้คนหวาดระแวง การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็การซ่องสุมกำลังทหารเพื่อก่อฏได้
"แต่ว่าท่านแม่ ร่างกายของท่านเล่าขอรับ?" จินจิ่นจือวางเนื้อแห้งในมือลง เขามองสวินอวิ๋นเกอผู้เป็มารดาด้วยความเป็ห่วง สายตาของเขาหยุดลงที่หน้าท้องของนาง
สวินอวิ๋นเกอลูบหน้าท้องที่นูนป่องของตนเองพลางแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยปลอบใจว่า "ไม่เป็ไรหรอก ครรภ์นี้แข็งแรงดีแล้ว เมื่อถึงเมืองหลวงก็น่าจะถึงกำหนดคลอดพอดี"
จินจิ่นจือพยักหน้าพลางนำเนื้อแห้งเข้าปาก "ตกลงขอรับ ท่านพ่อ ท่านแม่ เช่นนั้นข้าจะไปเก็บของก่อน"
ยามราตรี แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมากระทบผืนปฐี ภายในวังหลวงเต็มไปด้วยความเงียบสงบและร่มเย็น
อาเซียงเดินตามแม่นมจาง เข้ามายังโถงด้านหน้าของตำหนักโซ่วชาง เมื่อไม่กี่วันก่อน ไทเฮาได้ทอดพระเนตรดูประวัติของอาเซียงแล้ว นางกำนัลผู้นี้ปีนี้อายุสิบหกหนาว ประวัติขาวสะอาด เข้าวังมาหลายปีไม่เคยทำผิดกฎหรือล่วงเกินผู้ใด นับว่าเป็คนซื่อสัตย์เจียมเนื้อเจียมตัวและสามารถใช้งานได้
"หม่อมฉันถวายบังคมไทเฮาเพคะ!" อาเซียงเดินตามแม่นมจางเข้ามาในโถงด้านหน้า ทันทีที่เห็นไทเฮาประทับอยู่บนพระที่นั่ง นางก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น สองมือหมอบลง ก่อนจะโขกศีรษะทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ
[โชคดีที่วันนั้นไทเฮาเสด็จมาได้ทันเวลา จึงช่วยชีวิตองค์หญิงน้อยเอาไว้ได้ หากองค์หญิงน้อยไม่ได้รับการปกป้อง นางก็คงจะตายตามคุณหนูไปแล้ว]
"ลุกขึ้นเถิด" ไทเฮาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย
"เ้าคือสาวใช้สินเดิมของพระสนมเอกอย่างนั้นรึ?" ไทเฮาตรัสถามพลางทรงจิบน้ำชา
"ทูลไทเฮา หม่อมฉันเป็ลูกบ่าวในเรือนเพคะ ั้แ่เล็กก็คอยติดตามคุณหนู เอ้อ… ติดตามพระสนมเอก คอยปรนนิบัติรับใช้พระองค์มาั้แ่ทรงพระเยาว์เพคะ"
"ต่อมา เมื่อพระสนมเข้าวังและได้รับการแต่งตั้งเป็พระสนมไป๋ หม่อมฉันก็คอยปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิดอยู่ที่ตำหนักมู่จิ่นเพคะ" อาเซียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและนอบน้อม
ไทเฮาพยักหน้า ดูท่าทางแล้วเด็กคนนี้คงจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อย สีหน้าก็ดูอ่อนโยน ถึงแม้จะไม่ได้งดงามสะดุดตา ทว่าก็มีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณขาวผ่อง ดูหมดจดเรียบร้อย ทั้งยังมีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เชื่อว่าคงเป็คนซื่อสัตย์จริงใจ สามารถดูแลองค์หญิงน้อยได้อย่างสุดกำลัง
"ต่อไปเ้าก็จงอยู่ที่ตำหนักโซ่วชาง เพื่อคอยดูแลองค์หญิงน้อยเถิด" ไทเฮาทรงรับสั่ง
ระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น แม่นมจางก็อุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วออกมาแล้ว
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูนางกำนัลที่อยู่ข้างกายเสด็จย่า นางคือนางกำนัลคนสนิทของท่านแม่จริง ๆ ด้วย!
ท่านน้าอาเซียง! ท่านน้าอาเซียงจะมาดูแลข้าอย่างนั้นหรือ?
"จริงหรือเพคะ? ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ!" อาเซียงดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางมองไทเฮาด้วยความซาบซึ้งใจ ทว่าขณะที่กำลังจะยื่นมือออกไปอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วนั้น จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก จึงรีบชักแขนกลับมา แล้วหันไปมองไทเฮาด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
นางรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจเป็อย่างมาก เดิมทีคิดว่าจะต้องเฝ้าตำหนักมู่จิ่นไปตลอดชีวิต คอยปกปักรักษาสิ่งของที่เ้านายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าเวลาคิดถึงเสียแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้นางจะได้กลับมาอยู่เคียงข้างและคอยดูแลองค์หญิงน้อยอีกครั้ง
[ดีเหลือเกิน! การที่ได้ดูแลองค์หญิงน้อย ได้เฝ้ามองดูองค์หญิงน้อยเติบโต ก็ถือว่าเป็การช่วยทำความปรารถนาของคุณหนูให้เป็จริงแล้ว!]
ไทเฮาทอดพระเนตรท่าทีของอาเซียง ก่อนจะส่งสายตาให้แม่นมจาง "มั่วโฉว ส่งองค์หญิงน้อยให้อาเซียงเถิด"
แม่นมจางพยักหน้ารับ ทว่าขณะที่กำลังจะส่งตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วให้นั้น…
"อาเซียง มือของเ้าสะอาดดีหรือไม่?" ไทเฮาก็ตรัสถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน