ตอนที่29 ลูกประคำ
เถาหลันที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่มีขนสาก ๆ มาเกาะอยู่ตรงขาทำให้เธอรู้สึกคันเล็กน้อย เธอจึงก้มลงไปดู และเมื่อเห็นว่ามีหนูตัวใหญ่กำลังเกาะอยู่บนขาของเธอนั้นจู่ ๆ เธอก็ร้องกรี๊ดออกมา แล้วพยายามสลัดขาเพื่อให้มันออกไป
เธอรู้สึกเหมือนหนูกำลังไต่ขึ้นมาบนขาของเธอไม่ว่าจะสะบัดอย่างไรก็ไม่ยอมหลุด อีกทั้งมันยังวิ่งไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ อีกด้วย
เถาหลันกลัวมากเธอะโเหยงไปเหยียบบนพื้นที่มีน้ำนองอย่างไม่ระวังทำให้เธอล้มไปกับพื้นเสียงดัง ฟังดูน่าจะเจ็บมาก เธอร้อง “อ๊า”ออกมาด้วยความเ็ป เธอร้องเสียงแหลมยิ่งกว่าหมูถูกเชือด
เมื่อเห็นแบบนั้นโจวโจวก็แอบหัวเราะคึกคักด้วยความชอบใจ
ดูสิว่าต่อไปนี้เธอยังกล้ารังแกคนอื่นอีกไหม
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาทางนี้หนูน้อยก็งอนิ้ว ทันใดนั้นหนูที่ถูกสร้างขึ้นจากยันต์ก็หายวับไป
คนที่ได้ยินเสียงดังโครมครามในห้องน้ำรีบพากันเดินเข้ามาดูพวกเขาเห็นเถาหลันนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นพลางหลับตาปี๋ปากก็ร้องกรี๊ดบ้างเอะอะโวยวายบ้างฟังไม่ได้ศัพท์ทันใดนั้นแววตาที่พวกเขามองเธอก็เปลี่ยนไปราวกับกำลังมองคนสติไม่ดี
“ทำไมถึงไปนานนักล่ะ? ” เมื่อเห็นว่าหนูน้อยเดินกลับมาแล้วเหวินเหยาก็อุ้มเธอขึ้นมานั่งบนโต๊ะแล้วถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง
โจวโจวไม่ได้พูดอะไรแค่หันไปยิ้มแป้นให้เธอ
เหวินเหยาไม่ได้เอะใจอะไรเช่นกันหญิงสาวดันอาหารไปตรงหน้าหนูน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หิวแล้วสินะกินอะไรก่อนสิ”
“อืม! ” เมนูอาหารที่เธอสั่งให้หนูน้อยมีแต่เมนูมังสวิรัติแม้แต่ผัดผักก็ยังเป็สูตรเฉพาะของทางร้านที่ได้รับการการันตีว่าไม่ใช้น้ำมันจากสัตว์โจวโจวกินอาหารยังเอร็ดอร่อย หนูน้อยไม่ลืมที่จะบอกให้ป้าสะใภ้กินบ้างเช่นกัน
ผ่านไปไม่นานเถาหลันก็เดินกลับมา
แต่เมื่อเห็นสภาพของเธอเหวินเหยาถึงกับอุทานออกมาด้วยความใ “หลันหลัน เธอเป็อะไรไป ? ”
ทำไมเนื้อตัวถึงมีแต่น้ำผมเผ้ายังยุ่งรุงรัง เป็สภาพที่น่าสังเวชมาก
เมื่อพูดถึงเื่นี้เถาหลันยิ่งมีสีหน้าแย่เข้าไปใหญ่ยิ่งพอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ที่มีแต่คนหัวเราะเยาะเธอ เธอก็โมโหมาก
แต่จะว่าไปมันก็แปลกเหมือนกันทำไมจู่ ๆ หนูตัวใหญ่ขนาดนั้นถึงหายวับไปได้ทำให้คนอื่นมองเธอราวกับเป็คนบ้าที่โวยวายโดยไร้เหตุผล
พอนึกถึงเื่นี้เถาหลันยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ แถมเธอยังโทษว่าเื่นี้เป็ความผิดของเหวินเหยาเพราะเหวินเหยาเป็คนเลือกภัตตาคารนี้ !
เธอกัดฟันด้วยความโมโหแต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูดเื่นี้ออกไป “ไม่เป็ไรหรอกแค่ไม่ระวังเผลอลื่นในห้องน้ำน่ะ”
เธอหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“จริงสิ เหยาเหยา ฉันยังไม่ได้ถามเธอเลย สามีของเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะเธอและรุ่นพี่เองก็คงไม่ได้เจอกันนานแล้วสินะ”
พอพูดถึงสามีเหวินเหยาก็เริ่มรู้สึกคิดถึงเขาเช่นกัน เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “อืมเขายังอยู่ต่างประเทศอยู่เลย ตอนนี้งานยุ่งมาก ยังไม่มีเวลากลับมา”
“แต่จะปล่อยให้เป็แบบนี้บ่อยๆ ไม่ได้นะ สามีภรรยาควรอยู่ด้วยกันให้มาก อยู่ห่างกันให้น้อยเสี่ยวเฟิงก็ยังมาเป็แบบนี้อีก……” เธอทำเป็ถอนหายใจออกมาแล้วพูดโน้มน้าวราวกับว่าเห็นอกเห็นใจเหวินเหยา “พวกเธอยังอายุน้อยมีลูกอีกสักคนก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”
สีหน้าของเหวินเหยาดูแย่มากเธอดึงมือตนเองกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “กินข้าวกันเถอะ”
เถาหลันกำลังอยากจะพูดอะไรต่อแต่โจวโจวกลับคีบอาหารให้เหวินเหยา หนูน้อยจับมือป้าสะใภ้เอาไว้แล้วชิงพูดขึ้นว่า “ป้าสะใภ้สี่ไม่ต้องเศร้าใจไปนะพี่เจ็ดจะต้องอาการดีขึ้นแน่นอน”
เธอรักษาเขาได้
มือของหนูน้อยนุ่มนิ่มมากคำปลอบโยนของหนูน้อยอบอุ่น ทำให้หัวใจของเหวินเหยารู้สึกอ่อนยวบขึ้นมาเธอจับมือหนูน้อยเอาไว้แล้วพยักหน้าให้ แต่น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความแน่วแน่“อืม ป้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
ต่อให้รักษาไม่หายแต่เธอก็จะอยู่เป็เพื่อนลูกชายไปตลอดชีวิตและเธอก็ไม่้ามีลูกอีกคนเพื่อให้ลูกชายรู้สึกว่าพวกเธอกำลังทอดทิ้งเขา
“เอาล่ะฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบฟัง ฉันก็แค่พูดไปแบบนั้น”เถาหลันเห็นว่าเธอโกรธจริงจึงรีบแก้ตัวจากนั้นก็หยิบบางสิ่งออกมาจากในกระเป๋าแล้วยื่นให้เธอ“นี่คือลูกประคำที่ฉันขอมาจากวัด ได้ยินมาว่ามันศักดิ์สิทธิ์มากเธอเอากลับไปสวมให้เสี่ยวเฟิงสิ มันจะช่วยให้ร่างกายของเขาดีขึ้น”
ได้ยินแบบนั้นเหวินเหยาจึงยิ้มรับ เธอรู้ว่าเมื่อครู่นี้ตนเองแสดงอาการมากไปในขณะที่กำลังจะยื่นมือไปรับ จู่ ๆ ก็มีมือเล็ก ๆ ชิงหยิบลูกประคำไปก่อน
โจวโจวพูดขึ้นว่า“หนูชอบอันนี้ ยกให้หนูได้ไหม ? ”
เด็กไม่มีมารยาท!
เถาหลันด่าในใจแต่ก็แสร้งทำเป็พูดด้วยรอยยิ้มจอมปลอม “เกรงว่าจะไม่ได้นะจ๊ะฉันเตรียมไว้ให้เสี่ยวเฟิง”
“ป้าสะใภ้สี่หนูอยากได้” โจวโจวรีบหันไปขอเหวินเหยาทันที
เหวินเหยาคิดแล้วจึงพูดว่า“งั้นป้าให้โจวโจวแล้วกัน”
เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าลูกประคำจะรักษาเสี่ยวเฟิงให้หายดีได้มันเป็แค่การปลอบใจอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่เธอบอกว่าจะรับเมื่อครู่นี้เป็เพราะเธอไม่อยากทำร้ายน้ำใจของเถาหลัน
ฉะนั้นเธอจึงหันไปพูดกับเพื่อนรักว่า“หลันหลัน ในเมื่อโจวโจวชอบ งั้นก็ให้เธอไปเถอะฉันเองก็ต้องขอบคุณที่เธอนึกถึงเสี่ยวเฟิงเสมอ”
“เกรงใจอะไรกัน”เถาหลันโมโหมาก แต่ต้องอดกลั้นเอาไว้ เธอเหลือบมองโจวโจวในใจของเธอกำลังหัวเราะเยาะหนูน้อย ถ้าชอบขนาดนั้นก็สวมมันให้ตลอดแล้วกันแต่ไม่รู้ด้วยนะว่าเธอจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้นหรือเปล่า !
และดูเหมือนจะมองทะลุถึงความคิดของเถาหลันโจวโจวมองเธออย่างมีความหมายแล้วก้มหน้าไปมองลูกประคำในมือ ทันใดนั้นในแววตาของหนูน้อยก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็น
ไม้ที่ถูกเพาะเลี้ยงด้วยปราณชั่วร้ายเหมาะสมแล้วหรือที่จะนำมาทำเป็ลูกประคำ?
เฮอะไม่ประเมินพลังตัวเอง !
เธอเม้มริมฝีปากแล้วเก็บลูกประคำไว้ในกระเป๋าเมื่อยันต์ขจัดปราณชั่วร้ายได้กลิ่นของความชั่วร้ายนั้นมันอยากจะเข้ามาห่อหุ้มลูกประคำ แต่ก็ถูกหนูน้อยผลักออกไป
นี่คือหลักฐานชั้นดีจะทำลายทิ้งตอนนี้ไม่ได้
และเนื่องจากมีโต๊ะบังอยู่พวกเธอจึงไม่เห็นความเคลื่อนไหวของหนูน้อย
เมื่อเื่ดีๆ ถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า เถาหลันเองก็ไม่มีอารมณ์จะอยู่ต่อแล้วเธอกลัวว่าอีกประเดี๋ยวจะถูกโจวโจวทำให้โมโหจนตายเธอจึงรีบหาข้ออ้างเพื่อขอตัวกลับก่อน
ระหว่างทางกลับโจวโจวลอบมองเหวินเหยา แล้วถามเสียงแ่ว่า “ป้าสะใภ้สี่ ที่หนูทำไปในวันนี้ป้าสะใภ้จะคิดว่าหนูไม่มีมารยาทไหม ”
แต่หนูน้อยไม่มีทางเลือกแล้วหากเธอไม่แย่งลูกประคำมา พี่เจ็ดก็ต้องถูกทำร้ายอีก
ได้ยินแบบนั้นเหวินเหยาจึงหันไปมองหนูน้อย เมื่อเห็นว่าหนูน้อยรู้สึกผิด เธอก็อดยิ้มไม่ได้“ไม่หรอกจ้ะ ถึงแม้ว่าป้าจะไม่รู้ว่าทำไมโจวโจวถึงได้มองหลันหลันเป็ศัตรูแต่บางครั้งคนเราก็เป็เช่นนี้ เราอาจไม่ถูกชะตากับใครบางคนอย่างบอกไม่ถูกแต่ไม่เป็ไร แค่หลังจากนี้โจวโจวต้องเก็บซ่อนความคิดของตนเองบ้าง เพราะถ้าเราแสดงออกอย่างตรงไปตรงมามากเกินไปเราจะเสียเปรียบเอาได้”
เธอไม่ได้อธิบายความรู้สึกไม่ได้เพราะเธอมีทั้งเหตุผลและหลักฐาน
แต่หนูน้อยไม่ได้พูดออกมาเธอแค่พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง แล้วจับมือป้าสะใภ้เอาไว้“ป้าสะใภ้สี่ไม่ต้องกังวล ตอนลงจากเขาหนูเอาลูกประคำติดมาด้วยอาจารย์เ้าอาวาสให้หนูมาเป็ลูกประคำที่ปลุกเสกและวางไว้หน้าพระพุทธรูปเพื่อรับควันธูปบูชามากว่าหนึ่งปีเต็มกลับไปหนูจะเอาไปสวมให้พี่เจ็ด จู่ซือเอี๋ยจะต้องคุ้มครองพี่เจ็ดแน่นอน”
“ได้จ้ะ”ได้ยินน้ำเสียงจริงใจของเธอแล้ว เหวินเหยาไม่ปฏิเสธ แต่กลับคิดว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไรเธอมองว่ามันเป็เพียงลูกประคำธรรมดาเท่านั้น
หลังกลับมาถึงคฤหาสน์โจวโจวพูดจริงทำจริง หนูน้อยมุดหน้าหาของในย่ามของเธออยู่นานในที่สุดก็หาลูกประคำเจอ
“หาเจอแล้ว”เธอผ่อนลมหายใจออกมา ในขณะที่กำลังจะเอาไปให้ฉินเฟิงนั้น ปู่ฉินก็เรียกเธอไว้ “โจวโจว ปู่ขอดูลูกประคำในมือหนูหน่อยได้ไหม ? ”
“ได้ค่ะ”โจวโจวยื่นให้ชายชราอย่างไม่คิด
ปู่ฉินรับมามองอย่างพิจารณา:“ลูกประคำนี้ทำมาจากไม้จันทร์เก่าแก่เนื้อดี ยิ่งไม้จันทร์มีอายุนานเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าเคารพและเกรงขาม อ๊ะ บนลูกประคำมีอักษรสลักไว้ด้วย ? ”
ตัวอักษรมันเล็กไปเขามองไม่ชัด
“ใช่ค่ะ”โจวโจวพยักหน้า “คำที่สลักไว้บนลูกประคำคือปรัชญาปารมิตาสูตร[1] สามารถสงบสติอารมณ์และขับไล่ิญญาชั่วร้ายออกไปได้ พี่เจ็ดสวมมันเหมาะสมที่สุดแล้ว”
ปู่ฉินพยักหน้าแล้วเพ่งมองอีกครั้งเขามักจะรู้สึกว่าลูกประคำนี้คุ้นตาเหลือเกิน ทันใดนั้นมีแสงสีขาววาบขึ้นในใจของเขา เขาพูดด้วยความประหลาดใจว่า“มันคล้ายกับสไตล์ของอาจารย์อี้หยุนเลยใช่ไหม ? ”
พูดจบโจวโจวก็อุทาน “อ๊ะ” ออกมา “คุณปู่รู้จักอาจารย์เ้าอาวาสด้วยหรือคะ ? ”
เช่นนี้หมายความว่าเป็เขาจริงๆ ใช่ไหม ?
ปู่ฉินพูดด้วยความตื่นเต้นว่า“อาจารย์อี้หยุนนอกจากจะแตกฉานในธรรมแล้ว ท่านยังมีศิลปะที่ลึกซึ้งอีกด้วยภาพวาดของท่านนั้นหาชมได้ยากยิ่ง”
เหวินเหยาพยักหน้ารับคิดไม่ถึงเลยว่าโจวโจวจะรู้จักอาจารย์อี้หยุนด้วย
“พ่อของฉันชอบภาพวาดของอาจารย์อี้หยุนที่สุดเพียงแต่ว่าอาจารย์อี้หยุนเป็นักบวช มีคุณธรรมสูงส่งไม่ยอมให้กิเลสเื่เงินของทางโลกมาแปดเปื้อนดังนั้นภาพวาดของเขาจึงถูกมอบให้แก่ผู้ที่ถูกลิขิตไว้เท่านั้นแต่ไม่รู้เป็เพราะอะไร จู่ ๆ เมื่อสองปีก่อนก็มีภาพวาดของอาจารย์อี้หยุนถูกขายทอดตลาดตอนแรกฉันนึกว่าภาพวาดพวกนั้นถูกขโมยมาแต่พ่อของฉันได้ลองไปถามอาจารย์อี้หยุนถึงได้รู้ว่าเขาเป็คนขายเองไม่รู้อะไรดลใจให้เขาตัดสินใจแบบนี้อาจเป็เพราะในวัดเกิดปัญหาหรือเื่อะไรขึ้น”
พอพูดถึงเื่นี้โจวโจวก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
หนูน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาเสียจนแทบจะไม่ได้ยิน“ไม่ได้เกิดเื่อะไรขึ้นหรอก แค่พวกเขารับอุปการะหนูต่างหาก”
ตอนนั้นวัดยากจนมากศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างคร่ำครวญบ่นว่าท้องหิวอาจารย์เ้าอาวาสจนปัญญาถึงต้องนำภาพวาดไปขาย ต่อมาพอนางได้ย้ายไปอยู่อารามเต๋า วัดก็กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งและอาจารย์เ้าอาวาสก็ไม่ต้องขายภาพวาดอีก
ปู่ฉินพอรู้เื่ภายในอยู่บ้างเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ เขาก็หัวเราะออกมา แต่ไม่ได้พูดอะไร
เหวินเหยากลับรู้สึกสงสัยมากเธอไม่เข้าใจว่าคำพูดของเธอมีตรงไหนผิดหรือไม่ แต่เธอก็ไม่ได้คิดมากกลับพูดหยอกล้อหนูน้อยว่า“คิดไม่ถึงเลยว่าโจวโจวจะเคยมีวาสนาได้เป็ลูกศิษย์ของอาจารย์อี้หยุนอยู่่หนึ่งพ่อของฉันอยากไปนมัสการเขามาโดยตลอด ต่อไปนี้ถ้าเอ่ยถึงชื่อของโจวโจวไม่รู้ว่าอาจารย์อี้หยุนจะยอมมาพบพ่อของฉันไหม”
โจวโจวส่ายหน้าแล้วพูดอย่างจริงจัง“อย่าบอกชื่อหนูเลย”
เพราะอาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าประตูวัดเสียด้วยซ้ำ!
นับั้แ่หนูน้อยย้ายไปอยู่ที่อารามเต๋าเหล่าพี่น้องในวัดต่างกลัวว่าเธอจะกลับมา ขนาดหนูน้อยไปเยี่ยมพวกเขาใน่วันหยุดเธอก็สามารถพูดคุยกับพวกเขาผ่านประตูได้เท่านั้น
พวกเขาเอาแต่อ้างว่าเธอไม่ใช่พุทธศาสนิกชนอีกต่อไปไม่สามารถเข้าไปในวัดได้แต่หนูน้อยรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขากลัวชะตาชีวิตล้างผลาญเงินทองของเธอมากกว่า !
ฮึ!
เดิมทีเหวินเหยาแค่ล้อเล่นไม่ได้อยากจะทำอย่างที่พูด
ปู่ฉินคืนลูกประคำให้เธอโจวโจวรับมาแล้วก็วิ่งไปที่ห้องของฉินเฟิง
หนูน้อยเข้าไปได้ไม่นานก็ออกมาอีกครั้งและเมื่อเห็นว่าเหวินเหยากำลังเข้าครัวอยู่ เธอจึงย่องไปหาปู่ฉินแล้วกระซิบบอกบางอย่างแก่เขา
ปู่ฉินเปลี่ยนสีหน้าไปทันที
“อะไรนะ? ! ”
[1] 《般若心经》ปรัชญาปารมิตาสูตร เป็พระสูตรสำคัญในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและวัชรยาน