ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีรวบรวมลมปราณอย่างไม่ลังเลเคลื่อนมือกระแทกลมฝ่ามือออกผ่านม่านหน้าต่างรถม้า และกระแทกลงบนล้อรถม้าอย่างรุนแรง
เสียงลมฝ่ามือดังดุจวายุอัสนี ล้อรถม้าถูกทำลายจากการโจมตีระยะไกลจากนั้นรถม้าก็สั่นโคลงเคลงและโครงรถเปิดออกรถม้าทั้งคันคว่ำตะแคงลงไปในแม่น้ำเฟยหลิงอย่างแรง
องครักษ์ทั้งสองคนกำลังยิ้มแย้มนึกถึงเงินตอบแทนพวกเขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้พวกเขาตั้งตัวไม่ทันและตกลงไปในแม่น้ำเฟยหลิงพร้อมกับรถม้า
ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ น้ำในแม่น้ำเฟยหลิงกลายเป็น้ำแข็งตั้งนานแล้วผิวน้ำแข็งปราศจากความเสียหายหลังจากที่รถม้าตกใส่แต่องครักษ์สองคนนั้นกลับาเ็จนใบหน้าปูดบวม และยังมีรอยแผลไม่น้อย
ฟ่านเสวี่ยหลีอาศัยจังหวะนี้พลิกตัวออกจากหน้าต่างรถม้าและยืนอยู่บนผืนน้ำแข็งจากนั้นทำลายผืนน้ำแข็งอย่างสุดกำลังจนตัวเขาร่วงลงสู่ส่วนลึกของแม่น้ำ
“บัดซบ เ้านั่นคงไม่ตายง่ายๆ เช่นนี้หรอกนะ”องครักษ์คนหนึ่งเห็นฟ่านเสวี่ยหลีทลายแผ่นน้ำแข็ง จึงรู้สึกเกรี้ยวโกรธอย่างยิ่งเขาคิดว่าฟ่านเสวี่ยหลีที่ถูกโจมตีโดยคลื่นสะท้อนของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จะต้องหมดสติไปเป็เวลานานจึงไม่ทันได้เฝ้าระวัง
“แต่รอดต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ!” เขารีบไปยังข้างผืนน้ำแข็งนั่นกระบี่วิเศษในมือปล่อยพลังปราณกระบี่ออกมาและพุ่งลงไปในน้ำ
เห็นได้ชัดว่าเขาก็บรรลุเนื้อกายขั้นสามแล้วปราณกระบี่พุ่งแหวกทุกสิ่งและลงลึกหลายจั้ง
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ จมดิ่งลงและมองดูปราณกระบี่เ่าั้พุ่งลงมา เขาถูกแทงจนเืไหลออกมา
แต่เขายังคงแน่นิ่งและไม่พยายามดิ้นรน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นสังเกตเห็นปล่อยให้ร่างกายจมลงอย่างช้าๆ
ผู้ทำการใหญ่ต้องมีความอดทนอันใหญ่ยิ่ง
แต่เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีจมลงถึงก้นแม่น้ำ เขาก็ต้องตะลึงกับฉากตรงหน้า
ก้นแม่น้ำก่อตัวเป็ค่ายกลิญญาขนาดใหญ่และกินพื้นที่หลายลี้ท่ามกลางค่ายกลิญญามีศพมากมายกำลังเดินอยู่สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่อยู่รอบกายพวกมันถูกคว้าจนกลายเป็กองเนื้อเหลว
ท่ามกลางค่ายกลิญญายังมีแท่นบูชาสีเือยู่หนึ่งอันเห็นได้ชัดว่าหากตนตกลงบนจุดนั้นก็จะถูกบูชายัญกระทั่งเืทั้งหมดในตัวก็จะถูกสูบออก
ผู้วางค่ายกลนี้ช่างโเี้ยิ่งนัก!
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีคิดถึงตรงนี้ก็เย็นเยือกไปทั้งหัวใจ
เขาเห็นว่าในค่ายกลิญญามีศพเดินอยู่หลายร้อนตนเกรงว่าผู้ว่างค่ายกลจะมีแผนการใหญ่ และเป็แผนการร้ายอันใหญ่ยิ่งแน่ส่วนการกำจัดเขาเป็เพียงส่วนหนึ่งในแผนการเท่านั้น
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีพบว่าเืจากแผลที่ได้รับจากปราณกระบี่เมื่อกี้ดึงดูดศพเดินได้หลายร้อยตนที่อยู่โดยรอบเข้ามาหา
เล็บของศพเดินได้เ่าั้เรืองไปด้วยแสงสีเขียวหากถูกเล็บของพวกมันข่วนเข้าที่ิั ฟ่านเสวี่ยหลีก็จะถูกพิษและตายลงในทันที!
แม้ฟ่านเสวี่ยหลีจะเป็ถึงปรมาจารย์ปรุงยาก็ไม่มียาถอนพิษชนิดนี้ช่างเป็ปัญหาที่ไร้ทางแก้ไข!
ฟ่านเสวี่ยหลีใช้ตราหมื่นอัคคีโจมตีใส่ศพเดินได้ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดอย่างไม่ลังเล
ตราหมื่นอัคคีเป็ยอดไฟแห่งเพลิงทั่วหล้า แม้อยู่ในน้ำก็มิดับมอด มันพุ่งใส่ศพเดินได้ตนนั้นจนเกิดเป็ช่องทางทอดยาวระหว่างฝูงศพเดินได้เ่าั้
ฟ่านเสวี่ยหลีอาศัยจังหวะนี้พุ่งไปที่ช่องทางนั้น
เมื่อเปิดทางออกก็จะไปถึงทวาร “แห่งการเกิด” ตรงขอบค่ายกล เท่ากับเขามีความหวังอยู่เล็กน้อย
แต่ขณะที่ฟ่านเสวี่ยหลีกำลังจะลงมือ ร่างกายของเขาก็อ่อนแรงเห็นได้ชัดว่าอาการาเ็จากการถูกโจมตีด้วยเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ยังไม่หายดี
เดินหมากผิดเพียงก้าวเดียวส่งผลให้แพ้ทั้งกระดานช่องทางเมื่อครู่นี้ถูกชดเชยด้วยศพเดินได้สองสามร่างแล้ว
เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นี้มีคุณสมบัติไม่ธรรมดาเมื่อโจมตีอย่างสุดกำลังสามารถทำให้ผู้มีเนื้อกายขั้นสี่ถึงห้าร่างแหลกสลายอย่างง่ายดายนับประสาอะไรกับเขา
หลังจากที่เพิ่งใช้ตราหมื่นอัคคี ร่างกายของเขาก็ยิ่งอ่อนแอลงส่วนตอนนี้กำลังกลั้นหายใจอยู่ในน้ำ จึงทำให้ไม่สามารถกินสมุนไพรเหอโส่วอูพันปี
แต่แม้กำลังเผชิญหน้ากับความสิ้นหวังสายตาของฟ่านเสวี่ยหลีก็ยังคงสงบนิ่ง ปราศจากความกระวนกระวายแม้แต่น้อย
ศพเดินได้เหล่านี้เข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆส่วนจิตใจของฟ่านเสวี่ยหลีก็นิ่งสงบดั่งผืนกระจก
เมื่อศพเดินได้เ่าั้กำลังจะััผิวของฟ่านเสวี่ยหลีและขณะที่ฟ่านเสวี่ยหลีกำลังจะสู้สุดชีวิตเขาก็รู้สึกว่าน้ำลายัสุราในจุดตันเถียนของตนกำลังแผดเผาด้วยตัวเองราวกับถูกกลืนกินด้วยลมปราณบางอย่าง จากนั้นพลันเปล่งประกายแสงสีทองสาดส่องขึ้นสู่ดวงดาวบางดวงที่อยู่บนท้องฟ้ากระทั่งทำให้ตะวันจันทราสั่นไหว ดวงดาวนับไม่ถ้วนเคลื่อนคล้อย
ภายในร่างกายมีเปลวเพลิงไฟอ่อนอยู่สามกองและมีท่าทีที่จะเผาไหม้ไปจนชั่วนิรันดร์
ภายใต้เปลวเพลิงสามกองนี้ภายในร่างกายของฟ่านเสวี่ยหลีราวกับเกิดกฎลึกลับบางอย่างน้ำพุแห่งชีวิตนับไม่ถ้วนทะลักขึ้นลมปราณที่ถูกเผาผลาญฟื้นฟูถึงขีดสุดและไหลเวียนอย่างไม่ขาดสายกระทั่งกลายเป็คลื่นเปลวเพลิงั์
เปลวไฟปลดปล่อยออกจากมือของฟ่านเสวี่ยหลีประหนึ่งดอกไม้นับหมื่นพันที่บานสะพรั่งพร้อมกันจากนั้นมีแสงสว่างนับไม่ถ้วนย้อยลงมา ไม่เพียงแต่แผดเผาศพเดินได้หลายร้อยตนที่อยู่ตรงหน้าจนหมดสิ้นอีกทั้งยังทลายค่ายกลอันน่าสะพรึงกลัวนั้นจากภายใน
“เพลิงสัจธรรม!” เกิดคลื่นใหญ่ั์ขึ้นภายในใจของฟ่านเสวี่ยหลี!
เพลิงสัจธรรมเป็เหมือนสิ่งที่มีจิติญญาที่สถิตอยู่ในตัวของเขามันมีพลังแห่งการกวาดล้างฟ้าดิน ราวกับนั่นเป็สัญลักษณ์แห่งการมีอยู่ของมันศัตรูเห็นต้องถอยหนี ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้!
เมื่อชาติก่อนฟ่านเสวี่ยหลีมีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์อาณาจักรอย่างเตาไฟแห่งสมาธิสุดท้ายใช้ไปเวลาสามปีจึงจะควบคุมมันได้จากนั้นใช้เวลาอีกเจ็ดปีจึงจะบ่มเพาะเพลิงสัจธรรมสำเร็จและสะท้านไปทั่วอาณาจักรไท่เฮ่า
เพลิงสัจธรรมไม่เพียงแต่เป็บรรพบุรุษแห่งไฟทั้งปวงสามารถแผดเผาทุกสิ่งในฟ้าดินได้อีกทั้งยังเป็เปลวเพลิงที่ลึกลับที่สุดในยามหลอมโอสถสามารถควบคุมแรงไฟตอนหลอมโอสถได้อย่างราบรื่น
ข้อจำกัดเดียวของเพลิงสัจธรรมคือการเผาผลาญพลังงานที่มากเกินไปทุกครั้งที่ใช้งานแทบจะเผาผลาญจิติญญาจนหมดสิ้นและต้องใช้เวลาฟื้นฟูถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน
เมื่อลมปราณอันคุ้นเคยนี้ประกายขึ้นในร่างกาย ฟ่านเสวี่ยหลีก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก!
“ที่แท้เพลิงสัจธรรมก็มาเกิดใหม่พร้อมกับข้า! ถึงแม้ไม่มีเตาไฟแห่งสมาธิแต่เพลิงสัจธรรมได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับดวงิญญาของข้าแล้วแม้ร่างกายถูกทำลายก็ยังติดตามมาถึงชาตินี้!”
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า
เมื่อเขานึกถึงฮูหยินชิงซี สายตาก็ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันร้อนผ่าว
ฮูหยินชิงซี ขอเพียงข้าได้เพลิงสัจธรรมสักวันหนึ่งข้าจะกลับไปเหยียบอาณาจักรไท่เฮ่า ทวงคืนทุกสิ่งที่ควรเป็ของข้าในขณะเดียวกันก็จะระบายความอับอายในอดีต!
ส่วนผู้นำตระกูลฟ่านฟ่านจี้เฟยตอนที่เ้าใช้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์โจมตีเ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าคนที่อยู่ท่ามกลางคลื่นสะท้อนเป็ทายาทในสายเืของเ้าซึ่งกำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นและเฝ้ารอความยุติธรรม
ฟ่านเสวี่ยหลีถอนลมหายใจยาว
ในที่สุดเขาก็มีไพ่ตายสำหรับต้านททานผู้อื่นแล้ว
พลังศักดิ์สิทธิ์ที่หลอมออกมาจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์อาณาจักรชั้นยอดเมื่อถูกปลดปล่อยออกมาก็สามารถสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“หากไม่ใช่เพราะการแผดเผาของน้ำลายัสุราเมื่อครู่นี้เพลิงสัจธรรมก็จะไม่ตื่นขึ้นมา”
เมื่อมองดูค่ายกลและศพเดินได้โดยรอบที่ถูกแผดเผาจนกลายเป็จุณฟ่านเสวี่ยหลีก็ยิ้มมุมปากอย่างสดใส
เพลิงสัจธรรมไม่ได้ถูกเขาหลอมขึ้นในชาตินี้แต่เป็ผลจากความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนของเขาในชาติก่อน ส่วนตอนนี้จอมยุทธ์เนื้อกายขั้นสามธรรมดาอย่างเขากลับมีพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวที่แม้แต่จอมยุทธ์เนื้อกายขั้นสิบก็ยังยากจะจินตนาการสิ่งนี้ได้ทลายขีดจำกัดความรู้ของมนุษย์ไปแล้ว!
ไม่เคยมีมาก่อน!
แต่ความสุขอันยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เข้าครอบงำจิตใจของฟ่านเสวี่ยหลีเขาสงบอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว
หากเื่นี้ถูกเปิดเผยแม้ว่าเขาจะถูกอาณาจักรต้าเซี่ยแต่งตั้งเป็ราชครูด้วยสถานะปรมาจารย์ปรุงยาก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้!จะต้องมีบุคคลยิ่งใหญ่แห่งวิถีมารจำนวนนับไม่ถ้วนทุ่มเททุกสิ่งเพื่อ่ชิงดวงิญญาและร่างกายของเขาเพื่อศึกษาวิธีการบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์แบบนี้แน่นอน
ไม่อาจพึ่งพาปรมาจารย์ปรุงยาหรือกระทั่งปรมาจารย์โอสถศักดิ์สิทธิ์เพราะสิ่งเดียวที่ปกครองหมื่นโลกก็คือเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นฟ่านเสวี่ยหลีห้ามเผยลมปราณของเพลิงสัจธรรมออกมาแม้แต่น้อยถ้าต้องใช้งานก็ต้องสังหารภายในการโจมตีเดียว และห้ามมีผู้เห็นเหตุการณ์โดยเด็ดขาด
“หลังจากจบเื่นี้ต้องรีบบ่มเพาะวิชาธาตุไฟสำหรับการซ่อนเร้น เพลิงตะวันผลาญของตระกูลฟ่านอ่อนแอเกินไปไม่สามารถปกปิดลมปราณของเพลิงสัจธรรม”
เมื่อคิดจนถึงตรงนี้ ทุกอย่างจึงสงบลงเมื่อฟ่านเสวี่ยหลีมองดูโดยรอบแล้วไม่พบลมปราณของศพเดินได้อีกเขาจึงพยักหน้าแล้วค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
หลังจากเพลิงสัจธรรมถือกำเนิดขึ้นใหม่ในตัวเขา มันก็ทะลวงคอขวดของเนื้อกายขั้นสามทำให้เขาอาศัยลมปราณน้ำลายัสุราทั้งหมดที่เหลืออยู่ในการบรรลุสู่ระดับบ่มเพาะเส้นเอ็นของเนื้อกายขั้นสี่
เพียงเวลาหนึ่งวันก็บรรลุจากเนื้อการขั้นสองสู่เนื้อกายขั้นสี่ระดับบ่มเพาะเส้นเอ็นมันช่างราวกับความฝัน
“องครักษ์อย่างพวกเ้า ได้เวลารับการลงทัณฑ์แล้ว”ดวงตาของฟ่านเสวี่ยหลีเปล่งประกาย