“ฮัวเหมยน้องไปแจ้งลางานเพื่อกลับบ้านก่อนสักสองวันนะ ให้บอกเขาไปว่าที่บ้านมีเื่ด่วน”จินเป่า พูดกับน้องสาวของตน แต่ตัวเองก็ยังคงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมออกมาอยู่ดี ฝ่ายน้องสาวก็ไม่ได้ถามอะไรเช่นกันเพราะคิดว่าที่บ้านต้องเกิดเื่อะไรขึ้นเป็แน่เพราะปกติพี่ชายไม่เคยขอให้เธอลางานเลยสักครั้ง
เมื่อเธอเดินออกมาอีกครั้ง จึงได้มีของใช้ส่วนตัวของเธอออกมาด้วย และระหว่างที่พี่น้องทั้งสองคนกำลังเดินทางเพื่อไปขึ้นรถไถกลับบ้าน พี่ชายก็ได้เล่าเื่ราวออกมาให้น้องสาวฟังทั้งหมด
“ที่พี่เล่าออกมานี่เป็เื่จริงแน่ใช่ไหมจ๊ะ พวกเราเป็อิสระจากคนบ้านนั้นแล้วจริงๆ เหรอ” ฮัวเหมยถามพี่ชายของตนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความดีใจ
“ใช่สิ ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องอยู่อย่างคนที่โดนรังแกและต้องเป็ฝ่ายอดทนอีกแล้วนะน้องสาวพี่” จินเป่าพูดพร้อมกับลูบหัวน้องสาวตนไปด้วย เขาและฮัวเหมยอายุห่างกันสามปี ปีนี้เขาอายุยี่สิบเอ็ด ฮัวเหมยก็เพิ่งจะสิบแปดปี แล้วที่จริงก็ควรจะแต่งงานได้แล้ว
แต่น้องสาวเขาไม่อยากแต่งเพราะ้าที่จะเรียนต่อมากกว่าแม่จึงได้นำน้องสาวของเขามาฝากไว้บ้านตากับยายตอนแรกพ่อเขาก็ไม่ยอมท่าเดียว จนแม่ต้องเอาสินเดิมที่เหลืออยู่แสนจะน้อยนิดมาแลกกับอิสระของลูกสาวตน
ตอนนั้นเขาคิดว่าแม่่ตัดสินใจถูกต้องแล้ว เพราะเขาแอบไปได้ยินผู้หญิงคนนั้นพูดกับอดีตพ่อของเขาว่าจะให้น้องสาวของเขาแต่งงาน ตอนนั้นน้องของเขาเพิ่งจะจบชั้นมัธยมต้น เมื่อเขาได้ยินจึงได้มาบอกกับแม่ นั่นจึงทำให้ฮัวเหมยหลุดออกมาจากบ้านหลงหลังนั้น
คุยกันไปมา ทั้งสองพี่น้องก็เดินมาขึ้นรถไถ เมื่ออยู่บนรถก็ไม่ได้พูดอะไรกันเพราะต่างก็มีแต่คนในหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้นหากเขาและน้องสาวเกิดพูดอะไรผิดและมีคนเอาไปลือจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เขาและน้องจึงได้แต่นั่งเงียบ
เมื่อมาถึงหมู่บ้านแล้วเขาจึงพาน้องเข้าไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อทำเื่เปลี่ยนแซ่ของตัวเอง เมื่อน้องสาวทำเื่เสร็จแล้ว เขาทั้งคู่ก็พากันเดินกลับบ้าน
“แหมๆ เดี๋ยวนี้มองไม่เห็นย่าคนนี้กันแล้วเหรอ พวกหมาป่าตาขาว” คนที่ส่งเสียงพูดแสบแก้วหูขึ้นมานี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากย่าจินเซียง เมื่อทั้งสองเห็นผู้เป็ย่าจะไม่เอ่ยทักก็ไม่ได้จึงได้แต่จำใจเข้าไปทักเพียงเท่านั้น
“สวัสดีครับ/ค่ะย่า ”สองพี่น้องพูดทักคนที่ได้ชื่อว่าเป็ย่าของพวกตน แต่หาได้มีความรักและห่วงหาอาทรใดๆ ให้กับพวกเขาทั้งสองไม่
“แหมฮัวเหมยหลานไปทำงานโรงงานมา น่าจะพอมีเงินย่าขอสัก หนึ่งร้อยหยวนได้ไหมย่าจะใช้เงินไปเป็ค่าเรียนของอาเหวินปีนี้เขาเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายแล้ว”ย่าจินเซียงก็จีบปากจีบคอของตนพูดขึ้นมา
“ฉันไม่มีหรอกค่ะย่าแล้วอีกอย่างพี่เหวินก็แก่กว่าฉันตั้งหนึ่งปี มีอย่างที่ไหนหากใครรู้เขาว่าเป็ถึงพี่ชายแต่ต้องมาขอเงินจากน้องสาวไปจ่ายเป็ค่าเล่าเรียนของตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนนะคะ ย่าว่าจริงไหม”ฮัวเหมยเองก็ใช่ว่าจะเป็คนยอมลงให้ใครที่จะมาคิดเอาเปรียบเธอ
“นัง ฮัวเหมยหล่อนอย่ามาว่าพี่ชายของหล่อนนะ หล่อนเป็น้องสาวและก็เป็แค่เด็กผู้หญิงจะมาสู้อะไรกับหลานชายของฉันย่ะ รีบเอาเงินมาแล้วหล่อนก็รีบไปได้แล้ว” คนที่ได้ชื่อว่าเป็ย่าก็ก้าวเท้าเขามาอย่างคุกคาม
“ฉันบอกว่าไม่มีไงค่ะ” เมื่อฮัวเหมยพูดจบก็ได้คว้ามือพี่ชายของตนวิ่งหนีออกมา “ฉันมีพี่ชายคนเดียวค่ะไม่คิดจะมีมากกว่านี้” ตามด้วยเสียงะโกลับไป
ทื้งให้ฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็ย่า ได้แต่กระทืบเท้าพร้อมส่งเสียงกรีดร้องอยู่อย่างโหยหวน และเดียวดาย
เมื่อเธอและพี่ชายวิ่งมาไกลแล้วทั้งคู่ต่างก็พากันหัวเราะด้วยความสะใจ จนเธอและพี่ชายก็ได้พากันเดินมาถึงประตูบ้านที่เป็ที่อยู่ปัจจุบัน
ปังปัง “แม่ครับผมจินเป่าเองครับ” จินเป่าได้เคาะประตูร้องเรียกคนในบ้าน
แอ๊ด เสียงบานประตูเปิดออกพร้อมกับมีสีหน้าของเ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของคนเป็ย่าได้ยิ้มแผ่ มาต้อนรับพ่อของตน พร้อมกับพี่ชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างคนเป็ย่า
“อุ๊ย นี่หลานสาวของอาเหรอค่ะอ๊าย ทำไมถึงได้หน้าตาน่ารักอย่างนี้กันค่ะ” ฮัวเหมยเมื่อเห็นซินซินก็ได้หลงหลานน้อยของตนทันที
“อาฮับ หวัดดีฮับ” เสียงเล็กๆ ของซ่านซ่านดังทักทายผู้เป็อา
“หลานชายของอาก็ช่างหล่อเหลา”คนผู้เป็อาที่หลงหลานทั้งสองพูดขึ้น พร้อมกับลูบหัวเด็กน้อยไปด้วย
“ซินน้อย มารับพ่อเหรอครับลูกสาวและลูกชายของพ่อต่างก็น่ารักจริงๆ” ฝ่ายผู้เป็พ่อก็หลงลูกไม่ต่างกันก็พูดชมลูกทั้งสองเช่นกันพร้อมกับอุ้มเ้าลูกชายเดินเข้าบ้านมาด้วยกันเมื่อปิดประตูดีแล้ว
“เฮ้อหลงทั้งลูกทั้งหลานพอกันทั้งสองคน”ฝ่ายผู้เป็ย่าก็พูดขึ้นมาพร้อมทั้งรอยยิ้มกว้าง พร้อมทั้งคิดว่าเธอตัดสินใจถูกแล้วจริงๆ ที่ตัดสินใจหย่าและตัดขาดจากคนบ้านนั้นมาได้ เพราะคนในบ้านของเธอตอนนี้มีแต่รอยยิ้มให้แก่กัน
ที่บ้านหลังนี้ยังไม่มีไฟฟ้า เพราะแต่ก่อนไม่มีใครอยู่เลยไม่มีใครไปยื่นเื่ขอไฟฟ้าเข้าบ้าน และถึงแม้ว่าจะเริ่มมีไฟฟ้าเข้ามาแล้ว แต่บางบ้านก็ยังไม่เลือกที่จะติดตั้งเพราะค่าติดตั้งนั้นมีราคาแพง และไหนจะต้องมาเสียค่าใช้ไฟแต่ละเดือนอีก
แต่สำหรับบ้านหลังนี้ย่าคิดว่าจะต้องทำการปรับปรุงก่อนแล้วค่อยไปยื่นเื่ขอไฟมาใช้ เพราะบ้านเธอมีจินเป่าซึ่งเป็ผู้ชายที่โตแล้วเพียงคนเดียว การมีไฟฟ้าก็ย่อมที่จะปลอดภัยมากกว่าตกอยู่ในความมืด
“แม่ครับนี่เงินค่าขายของวันนี้ครับ” จินเป่าได้ยื่นเงินที่เขาได้พับเก็บไว้ในกระเป๋าใบเล็กให้แม่ของตนทั้งกระเป๋า
“ทำไมมันเยอะแบบนี้ละลูก” เมื่อแม่ได้เปิดกระเป๋าและหยิบเงินออกมานับก็พบว่ามีเงินอยู่ทั้งหมด สามพันหยวน ซึ่งถ้าใช้ดีๆอยู่ได้หลายปีทีเดียว
“เถ้าแก่จางเขามีลูกค้าพิเศษมาสั่งเนิ้อ แล้วตอนผมไปแกยังหาไม่ได้และทางเราก็มีเนื้อไปขายให้แกเยอะแกก็เลยจ่ายให้ผมเพิ่มมาอีก ห้าร้อยหยวนครับ” จินเป่าเล่าให้แม่ของตนฟังถึงที่มาของเงินในวันนี้
“ลูกเอาเงินไปให้อาเหมยเก็บไว้นะ แม่ขอเก็บไว้พันเดียวก็พอ พรุ่งนี้เราค่อยไปตามช่างมาซ่อมบ้านของเรากัน” ผู้เป็แม่ก็ยื่นเงินคืนให้กับลูกชายของตน
“ครับแม่”ฝ่ายจินเป่าผู้เชื่อฟังก็ทำตามที่แม่ของตนบอก ตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้องก็ได้เห็นน้องสาว ของเขากำลังเล่นกับลูกสาวตัวน้อยของตนอยู่ โดยมีเ้าลูกชายก็นั่งเล่นอยู่ข้างน้องสาวตนเช่นเดียวกัน เขาจึงได้เดินไปหาผู้เป็ภรรยาแล้วยื่นเงินให้เธอสองพันหยวน
“แม่ให้เอามาให้คุณเก็บเอาไว้ครับ”ฝ่ายผู้เป็ภรรยาก็ไม่ได้ว่าอะไรพร้อมกับยื่นเงินออกมาให้กับสามีเก็บไว้หนึ่งร้อยหยวน เพื่อเขา้าที่จะใช้
“คุณเก็บไว้หนึ่งร้อยหยวนแล้วกันค่ะเพื่อคุณจำเป็ต้องใช้ฉันเองก็จะแบ่งไว้แค่ร้อยหยวนเหมือนกันนอกนั้นฉันจะฝากไว้กับเทพธิดาน้อยบ้านเรารับรองเงินไม่มีทางหายแน่นอน” เมื่อภรรยาของเขาพูดจบเขาเองก็เห็นด้วย พร้อมกับดึงตัวภรรยาเข้ามากอดและหอมแก้มไปหนึ่งที
“อะแฮ่มๆ พี่ชายลืมไปหรือเปล่าว่าน้องสาวยังอยู่ในห้องด้วย แล้วพี่ดูลูกสาวและลูกชายของพี่นี่ ทั้งคู่ต่างก็จ้องพ่อกับแม่ของตนตาแป๋วเลยพี่เห็นไหมค่ะ” ฮัวเหมยแซวพี่ชายของตนออกมา
ทางด้านพี่ชายและภรรยาตอนนี้ทั้งสองคนต่างก็พากันหน้าแดงไปแล้ว ซินซินเมื่อเห็นพ่อแม่ของตนเขินอาย เธอจึงได้หัวเราะชอบใจออกมา ทุกคนที่เห็นเ้าตัวเล็กส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากออกมา ก็พากันยิ้มและหัวเราะไปตามๆกัน
ทางบ้านนี้มีแต่เสียงหัวเราะและความสุข ส่วนบ้านหลง ที่จินเซียงไม่สามารถหาเงินมาให้หลานของตนได้ ก็รู้สึกร้อนใจเพราะเธอเชื่อว่าหลานชายคนเล็กต้องนำเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียนจริงๆ
แต่เธอหารู้ไม่ว่าความจริงไม่ได้เป็เช่นนั้นแม้แต่น้อย หลานชายคนเล็กของเธอที่บอกว่ามาเข้าเรียนในตัวอำเภอนั้นแท้จริงแล้วเขาถูกทางโรงเรียนไล่ออกมาตั้งปีกว่าแล้วแต่ที่บ้านไม่มีคนรู้เพราะเขาโกงข้อสอบและถูกจับได้ ทางโรงเรียนจึงไม่ให้โอกาสเขาเพราะเขาถูกจับได้ครั้งนี้เป็ครั้งที่สามแล้วนั่นเอง
และที่เขา้าเงินก็เพื่อจะนำมาใช้หนี้การพนัน ที่เขาได้ติดค้างไว้หากเขาไม่นำไปคืนเขาจะต้องถูกตัดนิ้วเป็การชดเชย
เช้้าวันใหม่มาเยือน ฮัวเหมยก็ได้พาหลานน้อยทั้งสองออกมาเดินเล่นบริเวณทะเลสาบจิวหูที่ตอนนี้ได้อยู่ใกล้บ้านของพวกเขามาก และทั้งสามอาหลาน ก็ได้เข้ามานั่งในศาลาที่อยู่ริมทะเลสาบ ซ่านซ่านได้นั่งข้างอาของตนพร้อมเล่นกับน้องสาวที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็อาไปด้วย
“เดี๋ยวอาจะเล่าตำนานเกี่ยวกับทะเลสาบให้หลานทั้งสองฟังนะ” เมื่อฮัวเหมยพูดจบก็ได้เรียกความสนใจจากซินซิน และซ่านซ่านได้เป็อย่างดี
“ทะเลสาบนี้ผู้คนสมัยก่อนพากันเล่าลือมามากมายว่าเป็ทะเลสาบแห่งโชคชะตาหากใครเป็คนดีแล้วมายืนขอพรก็มักจะได้ตามที่ขอ และบางคนก็บอกว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็ที่อยู่ของนางเงือก หากใครพบเห็นและได้น้ำตาเงือกมาก็จะถือว่าผู้นั้นโชคดีเป็อย่างมากเพราะน้ำตาเงือกนั้นจัดได้ว่าเป็ยารักษาโรคอันน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะอาการหนักแค่ไหนก็สามารถรักษาได้ ส่วนบางคนก็ว่าน้ำตาเงือกนั้นเป็ไข่มุกอันลำค่าควรเมืองมีเม็ดเดียวก็สามารถเป็เศรษฐีได้ภายในค่ำคืนเช่นกัน” ฮัวเหมายก็ได้เล่าออกมา
“แต่สำหรับอาคิดว่าการทำให้คนอื่น เสียน้ำตามันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยแม้แต่น้อยซ่านซ่าน และซินซินฟังไว้นะ เราอย่าได้ไปรังแกใครก่อนเป็อันขาด แต่ถ้ามีใครกล้ามาทำร้ายเราก่อนเราก็ต้องป้องกันตัวเองเช่นกัน เข้าใจไหมค่ะทั้งสองคน” อาสาวก็พูดสอนหลานตัวน้อยทั้งสองขึ้นมา
ฝ่ายหลานชายถึงแม่จะยังไม่ค่อยเข้าใจดีนัก แต่เขาคิดว่าอาคงหมายความว่าห้ามไปตีใครก่อนละมั้งแต่ถ้าหากใครมาตีเขาและน้อง เขาก็สามารถที่จะทุบตีคนนั้นได้ทุกเมื่อ ความหมายของอาน่าจะต้องใช้แบบนี้เป็แน่
ทางด้านซินซินก็ชอบอาสาวของตนมาก เพราะอาคนนี้น่าจะเป็พวกไม่่ยอมถูกใครรังแกฝ่ายเดียวเป็แน่ ซึ่งอาสาวของตนคนนี้ช่างคิดได้แตกต่างจากผู้หญิงยุคนี้ดี นี่แหละคนในครอบครัวต้องเป็แบบนี้ สามารถรังแกคนที่มารังแกเราก่อนได้ แต่ห้ามเราไปรังแกผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรเราเด็ดขาด
ดังนั้นผู้เป็อาจึงได้เห็นรอยยิ้มอย่างสุดแสนจะน่ารักจากหลานน้อยของตนเป็รางวัล