บทที่ 13
ชิมรสหวาน
อันที่จริงพื้นเรือนควรจะราบเป็หนึ่งเดียวกับเขม่าเพลิงที่ลอยมาปกคลุม ิถีหลันที่เข้ามาถึงก่อนก็เกิดประหลาดใจที่มีผู้ทิ้งรอยเท้าไว้ นางคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน หรือว่าบิดาและพี่ใหญ่เจียงอวิ๋นเซี่ยจะย้อนศรกลับมาสืบเสาะการตายของนาง ใคร่ครวญมาถึงส่วนนี้ใบหน้าห่อเหี่ยวก็เริ่มมีใจชุ่มชื้นปักเป้าััหยาดพิรุณประหนึ่งเป็โอสถทิพย์ที่องค์โพธิสัตว์จงใจโปรยลงมาเพื่อปลอบประโลมนาง
เช่นนั้นแล้วจะให้คนโฉดชั่วหลานเจ๋อเซียวเห็นไม่ได้ นางจึงพยายามเดินตามรอยเท้าและกลบทับทำลายหลักฐานเ่าั้ซะ กระทั่งถลำตัวเข้าไปยังโถงรับแขกกลางบ้านพบขนนกยูงทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า หญิงสาวยวบตัวลงหยิบมันแล้วเก็บรักษาไว้ในอาภรณ์หวนนึกถึงสหายเก่าพลัน
"สหายหน้าหยก เ้ามาทำอะไรที่จวนข้า?"
องค์ชายสามฟางอี้ฉีครั้งที่เดินทางมาแฝงตัวในต้าหยางเพื่อวนเวียนข้างกายนางที่เป็ว่าที่พระชายาตน ด้วยตำแหน่งองค์ชายแคว้นเหลียงโจวหากเปิดเผยฐานะโจ่งแจ้งกังวลว่าจะเป็ภัย จึงมิได้บอกนางว่าตนคือผู้ใด พวกเขาพบกันโดยบังเอิญราวบุพเพสันนิวาส นับถือและเรียนรู้นิสัยใจคอกันในฐานะมิตรภาพ บุตรสาวบ้านนี้เรียกเขาว่าสหายหน้าหยก ส่วนเขาเรียกนางว่าเซียนนกยูง
แววตาคมเฉี่ยวประกายเจิดจ้าสะท้อนวาวดั่งเพชรพลอย ท่วงท่างดงามดั่งพญานกยูงลำพองขน ความงามเหล่านี้อยากเก็บไว้ชื่นชมผู้เดียวใจแทบขาดแต่ยังมิอาจ ั้แ่นั้นมาคุณชายสามฟางอี้ฉีจึงหาพัดคู่ใจสักคันเพื่อระลึกถึงนางและพกมันติดตัวไว้ตลอด ซ้ำยังมอบปิ่นหยกสลักลายนกยูงเป็ของแทนใจ ทว่านางรับไมตรีนี้ไว้ในฐานะสหายเท่านั้น
หลานเจ๋อเซียวถอนลมหายใจขว้างความหนักอึ้งในอกทิ้งเร็วรัวเมื่อเห็นนางยืนตัวแข็งทื่อห่างออกไปเพียงสามก้าวเดิน สัญชาตญาณแม่ทัพหูไวตาไวลอบเห็นเงาประหลาดผลุบโผล่ในเรือนอีกหลัง ชายหนุ่มหมุนตัวเข้าหาอีกฝั่งเงียบเชียบที่สุดถือวิสาสะคล้องแขนซ้ายโอบคอดเอวนางถนัดถนี่ ส่วนมือข้างขวาหมับอุดปากนางแน่นมิปล่อยให้ลมเล็ดลอด
หลานเจ๋อไม่พูดอะไร ไม่ไหวติงรัดนางแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาคงลืมไปแล้วว่านางคือภรรยามิใช่ศัตรูในสนามรบ จะรัดกันให้ตายเลยหรือไร แววตาเฉี่ยวดุจท้องน้ำขุ่นเอาแต่ลอบมองเงาปริศนาส่วนนั้นไม่ให้คลาดสายตา ผินกลับมามองนางอีกทียามนี้ใบหน้างามเขียวแดงคล้ายจะขาดอากาศหายใจตาย ชายหนุ่มตระหนกแทบตาถลนออกจากเบ้า เขาหลงลืมจริง ๆ ว่านางเป็สตรี ด้วยพละกำลังที่มีมากเกินไปชั่งตวงเรี่ยวแรงมิถูกจึงทำให้นางมีสภาพเช่นนี้
ครั้นถอนฝ่ามือหยาบกระด้างพ้นแล้วนางเอาแต่หายใจพะงาบรวยรินราวตะเพียนขาดน้ำ หลานเจ๋อเซียวที่ถนัดแต่ฆ่าแกงไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลตัดสินใจยวบตัวโน้มต่ำ เคลื่อนฝ่ามือขวารองแผ่นหลังแอ่นของนางไว้ เร่งริมฝีปากบางของฝ่ายตรงข้ามเป่าลมส่งต่อเข้าไปหล่อเลี้ยงกระทั่งแก้มงามป่องกลมคล้ายปลาปักเป้า
ิถีหลันเกือบตายเป็ครั้งที่สอง ทว่านางกลับมาตระหนกร่างส่ายดวงตาเบิกโพลงแทบถลนเมื่อสติสัมปชัญญะกลับสู่ร่าง เห็นเต็มตาว่าร่างใหญ่โน้มลงมาจุมพิตนางอย่างหน้าไม่อาย กระทำการโจ่งแจ้งฉกปลายลิ้นเข้ามาในโพรงปากนางอย่างกระหาย กำปั้นเล็กพอมีเรี่ยวแรงยกขึ้นมาทุบแผงอกหนารัวแรง ััได้ว่านางกลับมาเป็ปกติจึงถอนริมฝีปากหยาบกระด้างออกอย่างจำใจคล้ายไม่เต็มอิ่ม
"เลวทราม! ต่ำช้า! ฉวยโอกาส!"
ยามหลุดพ้นจากการถูกริมฝีปาก ิถีหลันพรวดพรั่งพรูคำด่าทอไม่สนว่าเขาจะร้ายกาจหรือเป็มัจจุราชจากขุมใด นางพิพากษาเขาหลายข้อหา จะโกรธเคืองหรือหาว่านางเป็สตรีหยาบช้าก็ช่างหัวมารดาเ้าเถอะ อย่างไริถีหลันผู้นี้ก็ร้ายกาจเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
"ข้าช่วยชีวิตเ้า สมควรมอบคำขอบคุณให้ถึงจะถูก ฉไหนเอาแต่ด่าทอ จงใจยั่วโมโหข้าหรือ!"
"ขอบคุณเ้าค่า เป็บุญคุณอย่างยิ่งที่เกือบจะพรากลมหายใจไปจากข้า แล้วคืนให้ในนาทีต่อมา"
ถีหลันคร้านจะถกเถียงกับคนหัวรั้นดึงดันหัวชนฝาเช่นเขาจึงเข็นเรือตามน้ำให้จบ ๆ ไป ก่อนจะผละตัวแยกออกไปอีกฝั่ง ชูอุ้งมือเล็กดันบานหน้าต่างสุดแรงล้วงนิ้วเรียวสะกิดสุดโคนบ้วนเกี้ยวหมูที่เพิ่งกินเมื่อเช้าออกจากไส้เกลี้ยงหมดจด การกระทำเช่นนี้ยั่วโทสะหลานเจ๋อยิ่งขึ้น ครั้นจะโกรธก็ทำไม่ลงอย่างมากก็ทำได้แค่เคลื่อนตัวเข้าใกล้อาสาลูบแผ่นหลังให้นางผ่อนปรน
"รังเกียจข้าเพียงนี้หรือ" น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถามเซื่องซึม
"อย่าได้ทำเช่นนี้อีก" นางตอบกลับโดยไม่ประวิงเวลายั้งคิดราวกับว่าเคล้นความรังเกียจที่ฝังกลบอยู่ในห้วงลึกออกมาจนหมด ว่าแล้วถีหลันวิ่งกลับขึ้นรถม้าด้วยความประหม่า นางแสดงออกชัดเจนว่าเกลียดชังเขา ฉไหนยามได้ลิ้มรสน้ำอมฤตถึงได้มีอารมณ์ตะขิดตะขวงสวนทางอย่างบอกไม่ถูก เพื่อหลบใบหน้าเขาและเก็บซ่อนความเขินอายที่พรั่งพรูราวน้ำพรุจึงนำไปที่รถม้าก่อน
การแสดงออกของนางเมื่อครู่แม้ไม่ได้พูดออกมาจากปากว่าสะอิดสะเอียนเขาอย่างไร หลานเจ๋อก็พึงระลึกถึงคำพูดจิ้งปินตูที่บอกว่าฝ่ามือหยาบกระด้างและกลิ่นกายเขาล้วนเหม็นสาบกลิ่นคาวเื หรือว่าการกระทำของนางเมื่อครู่จะเกิดจากปัจจัยเ่าั้ มิใช่รังเกียจเขาเสียทีเดียว หลานเจ๋อพยายามคิดหาข้อดีเข้าข้างตนเองไว้ก่อน
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินตามออกมาด้วยสีหน้ามิพอใจ แทนที่จะตรงขึ้นรถม้าหลานเจ๋อเบี่ยงทิศทางเฉตัวเข้าหาจิ้งปินตูที่นั่งรอเงียบ ๆ หางตาเหลือบเห็นผู้เป็นายเดินมาหยุดตรงหน้า จิ้งปินยืดตัวตรงค้อมหัวอ่อนคำนับรอรับคำสั่ง
"ข้าสังเกตเห็นเงาปริศนาด้านใน เ้าไปสืบให้ได้ความแล้วค่อยกลับมารายงานข้า" เสียงดุขรึมเข้มขึงขัง
"เงาจิ้งปินเองขอรับ" รองแม่ทัพถึงขั้นต้องขมวดคิ้วลัดมือยกเกาหลังศีรษะ
"เ้าแน่ใจหรือ อย่าล้อเล่นเชียวนะ"
"ท่านแม่ทัพรีบร้อนให้บูรณะจวน ผู้น้อยเห็นว่าชักช้าจะไม่ทันการจึงลอบเข้าไปตรวจสอบดูเสียหน่อย ทว่าตอนที่เดินล่วงหน้าไปยังคิดประหลาดใจอยู่เนือง ๆ ว่าเหตุใดสีหน้าของท่านแม่ทัพถึงได้เหม่อลอยเพ้อพกราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เป็เช่นนั้นแล้วจึงไม่คิดรบกวนตัดสินใจเดินลัดไปอีกฝั่ง กระทั่งเห็นท่านทั้งสองกำลัง... เอ่อ... กำลังจึงได้สาวเท้าจากมาขอรับ"
"พอแล้ว... ข้าบอกให้พอ"
หลานเจ๋อเซียวตะลึงงันไม่คิดว่าจิ้งปินจะเห็นเขาครองริมฝีปากนาง ดวงหน้าคมเข้มแปรเปลี่ยนถอดสี หลังหูแดงเรื่ออบอังไปด้วยความร้อน หลานเจ๋อเซียวประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ยามนี้ไม่กล้าแม้แต่จะตามขึ้นเกี้ยวไปนั่งด้วยกัน ยอมเดินเท้าไปพร้อม ๆ กับจิ้งปินอย่างสมัครใจไม่พร่ำบ่นสักคำ อีกอย่างหนึ่งจะได้คอยเฝ้าระวังเ้าจิ้งปินปากเปราะไม่ให้แพร่งพรายเื่เ่าั้ออกไป อย่างไรถีหลันก็เป็สตรี ก่อนนี้เป็ตัวเองที่ล่วงเกินนางจริงๆ
กระบวนความคิดยังไม่ทันเคลื่อนผ่านห้วงสมอง เ้าโง่จิ้งปินที่เดินตามหลังเอาแต่ถากสีหน้ายิ้ม ๆเหล่ตามองถีหลันในกระโจมเป็ระยะ หลานเจ๋อสังเกตเห็นท่าทีแพรวพราวเ้าเล่ห์เ่าั้ก็อดโมโหไม่ได้ จิ้งปินเอ๋ยจิ้งปินอยู่ดีไม่ว่าดีรนหาที่นั่งลำบากให้ตนเอง น้ำเสียงขุ่นมัวผลักภาระงานเพิ่มให้เขาอีกเท่าตัว
"นับั้แ่วันพรุ่ง เสร็จจากงานอื่นก็ไปรับใช้คุณหนูคุณชายน้อยซะ จะได้ไม่มีเวลาว่างส่อรู้เื่ผู้อื่น"
"ทะ ท่านแม่ทัพขอรับ แต่ว่า... "
"กล้าขัดคำสั่งงั้นรึ" จิ้งปินกลั้นใบหน้ายิ้ม ๆ ซุกซ่อนไว้ผันแปรเป็ใบหน้ากระด้างกังวลคิดอยากจะร่ำไห้
"เสี่ยงชู... เ้าเห็นย่านการค้าร้านเถ้าแก่ทอผ้าหรือไม่" จัดการลูกน้องข้างกายเสร็จก็หันกลับไปสั่งเสี่ยงชูที่เป็สาวใช้ข้างกายิถีหลัน
"เห็นเ้าค่ะ"
"ซื้อชุดงาม ๆ สักสองสามหีบ นับวันนางยิ่งแต่งตัวเหมือนชาวต้าหยางขึ้นเรื่อยๆ ข้าเกรงว่าจะเป็ภัยต่อตัวนางเอง"
"อ้อ! เน้นสีมรกต หรือไม่ก็สีแดงเคลือบชมพู ข้าชอบให้นางสวมเช่นนั้น"
หลานเจ๋อควักถุงเงินหนักอึ้งไม่นับจำนวนส่งให้เสี่ยงชูจัดการเื่เ่าั้แทน สาวใช้ตัวน้อยเสี่ยงชูค้อมตัวรับถุงเงินจากผู้เป็นายอย่างระมัดระวังก่อนจะอดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ส่อสีหน้าอมยิ้มเล็ก ๆ ออกมาแต่ไม่ได้พูดสิ่งใด หันซ้ายจิ้งปินก็ยิ้ม ๆ หุบ ๆ เช่นกัน คนพวกนี้เป็บ้าอะไรกันไปหมด
"พวกเ้า! มีอะไร!" หลานเจ๋อขมวดคิ้วทำหน้าฉงนเคล้นเสียงเข้มเอ่ยถาม
"ในที่สุดท่านแม่ทัพก็มีใจให้คุณหนูิของเราเสียทีเ้าค่ะ" เสี่ยงชูค้อมศีรษะตอบคำถามอีกฝ่าย
"เห็นด้วยกับแม่นางเสี่ยงขอรับ" จิ้งปินอมยิ้มเย้าแหย่ผู้เป็นายพร้อมใจหนุนหลังเห็นดีเห็นงามกับความเห็นแม่นางน้อยเสี่ยงชู
หลานเจ๋อมิพูดสิ่งใดต่อ... เขาฉายหางตาเหลือบมองบานหน้าต่างอย่างเกรงใจ ก่อนจะม้วนหางตาตวัดไปมองเสี่ยงชูและจิ้งปินคล้ายข่มขู่ขย่มขวัญกระเจิงไปทำภารกิจคนละทิศคนละทาง
[อย่างข้ารึจะมีใจให้นาง พวกเ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าก็แค่ทำให้ตนเองสบายตาขึ้นหน่อยก็เท่านั้นเอง หาใช่ทำเพื่อนาง]
*****
ไหนใครบอกท่านแม่ทัพกลัวเมีย ไม่มี๊
ซื้ออีบุ้กที่Meb