"เหตุใดเหรินเยว่เทียนถึงมากับเจ้า?"
จูมี่เอินตกใจจนเผลอเงยหน้าขึ้น ฮ่องเต้ไม่ใช่คนส่งเขามาหรือ งั้นนางควรตอบออกไปเช่นไร นางไม่ใช่คนชอบพูดปด ครั้งที่เคยโกหกออกไปนั้นก็แทบนับได้ ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งว่าให้อยู่ห่างจากอ๋องห้า นางก็คิดว่าเขาคงห่วงน้องชายตนที่มาคลุกคลีอยู่กับนักบวชที่มีชนชั้นธรรมดา
แต่ต่อมาเหรินเยว่เทียนก็มาหานางที่หมู่บ้านนั้นและบอกเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท พอตอนนี้ฮ่องเต้ทรงถามเช่นนี้ก็รู้ได้ว่าเหรินเยว่เทียนนั้นโกหก ดังนั้นตอนนี้นางควรตอบเช่นไรเพื่อให้ไม่มีใครได้รับผลกระทบดี
"บังเอิญผ่านมาเจอกันเท่านั้นเพคะ" พูดจบก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างอยากลำบาก มือเล็กกำถาดไม้แน่นขึ้น
บังเอิญเจอ? เหรินโยว่หลุนมีสีหน้าเรียบเฉยแววตามืดดำลงหลายส่วน เขาสอบถามทหารสองคนนั้นที่ได้ส่งให้ตามจูมี่เอินไป คอยดูแลนางและอย่าให้นางออกนอกเส้นทาง ก็ได้ความว่าเหรินเยว่เทียนตามไปช่วยนางที่หมู่บ้าน นี่มันคนละทางกับคำตอบของสตรีตรงหน้าเลยนี่น่า
มี่เอิน...เจ้ากลับเลือกที่จะโกหกข้าเพราะเหรินเยว่เทียน?หรือบางทีเหรินเยว่เทียนจะรู้ว่านางไม่ได้เป็นนักบวชจริงๆ ถึงได้ตามใกล้ชิดสนิทสนมนางเช่นนั้นตลอดเวลากัน
คราวนี้ใจของเหรินโยว่หลุนไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่ากำลังมีเปลวไฟลุกโชติช่วง ความขุ่นเคืองในใจที่ถูกสั่งสมมานานเริ่มก่อตัวขึ้นทับถมกันครั้งแล้วครั้งเล่า เขาใกล้จะหมดความอดทนเต็มที ไม่อาจรอให้นางปรับตัวให้ชินกับเขาตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้อีกแล้ว แผนทั้งหมดนั้นเหมือนจะถูกโยนทิ้งไปก็ตอนนี้เอง
ถึงแม้ในใจจะแทบคลั่งแต่ใบหน้าของเหรินโยว่หลุนกลับยกยิ้มบางๆ คล้ายคนที่เมตตาธรรมต่อโลก แต่แววตาของเขากลับเจ้าเล่ห์ขึ้นอีกหลายส่วน หากจูมี่เอินเติบโตมาพร้อมกับเขา นางในตอนนี้อาจจะได้รู้ว่ารอยยิ้มนี้นั้นไม่ใช่รอยยิ้มที่น่ายินดี
"ตั้งแต่ที่เจ้าเข้ามาที่วังหลวงหลังจากเรื่องธนูวันนั้นก็ไม่ได้เห็นนิมิตรที่เกี่ยวกับข้าโดยตรงอีกเลย" จู่ๆ เขาก็คิดบางเรื่องขึ้นมาได้
"เพคะ" เมื่อตอนเย็นนางยังคิดว่านางเห็นเป็นนิมิตรของฮ่องเต้แต่กลับเป็นของอีกคนแทน ที่น่าแปลกก็คือไม่ใช่อุบัติเหตุซึ่งเกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่คนๆ นั้นที่ทิ้งรอยเลือดไว้บนตัวฝ่าบาทกลับฆ่าตัวตายเอง
จูมี่เอินไม่เข้าใจว่าตอนนี้ตนสามารถเห็นความตายของคนอื่นที่ตั้งใจทำตัวเองได้ด้วยหรือ อีกใจก็คิดว่าหรือชะตาอาจเปลี่ยนจากอุบัติเหตุกลายเป็นตั้งใจจบชีวิตด้วยตนเองกันแน่ ทว่ายังไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นก็ได้ยินเสียงของฮ่องเต้ตรัสขึ้นอีกว่า
"แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจไม่เห็นนิมิตรอันตรายเกี่ยวกับข้าทุกครั้งไปใช่หรือไม่"
"ใช่แล้วเพคะ" เห็นเขาเหมือนยังมีเรื่องที่อยากพูดนางก็วางถาดไม้ลงที่โต๊ะใกล้ๆ ตัว เดินไปตรงกลางห้องหยุดยืนต่อหน้าเขา เปลี่ยนมายืนท่าสุภาพเอามือผสานไว้ที่หน้าท้อง "เมื่อก่อนเคยคิดว่าหากได้สัมผัสไปที่ตัวของคนอื่นอาจทำให้เห็นมากขึ้น แต่ภายหลังก็พบว่ามีบางคนที่ไม่อาจมองเห็นได้ อย่างเรื่องล่าสุดโรคระบาดที่หมู่บ้านจวง ไม่ได้มีการโดนตัวผู้คนเหล่านั้น แต่หม่อมฉันคิดว่าอาจเพราะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่เลยทำให้เห็นภาพนิมิตรขึ้นมาเพคะ"
จูมี่เอินไม่ได้บอกออกไปว่ากับฮ่องเต้นั้นนางเห็นภาพชัดกว่าคนอื่น และเป็นคนแรกที่นางได้ช่วยไว้ เป็นคนแรกที่ฝืนชะตาได้ นางถึงได้ตัดสินใจอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน เพราะอยากลองดูว่าดวงตาวิเศษของนางสามารถช่วยผู้คนได้อีกรึไม่โดยมีเขาเป็นตัวแปลร่วมด้วย หากภายหลังจากนี้พบว่านางสามารถเปลี่ยนชะตาผู้คนได้โดยที่ไม่ได้มีเขาร่วมอยู่ในนั้น นางก็ตัดสินใจจะเดินทางไปทั่วแคว้นเพื่อช่วยผู้คนอีกที
"เหอะ แต่เจ้ากลับไม่เห็นของข้าแล้ว ฮึๆ" เหรินโยว่หลุนหัวเราะกับตัวเองเบาๆ หลายครา แม้แต่ในนิมิตรของนางก็ไม่มีเขาอยู่ในนั้น แล้วความรู้สึกของนางเล่า มองเห็นเขาเป็นยังไง เจ้านาย? ฮ่องเต้? เขาไม่ได้ต้องการแบบนั้นเสียหน่อย
ยิ่งได้เห็นนางอยู่กับชายคนอื่นเขาก็ยิ่งเข้าใจตนเอง อาการที่ไม่เคยมีมาก่อนยามนี้ได้มารู้สึกกลับทำให้อึดอัดยิ่งนัก ไม่อาจระบายออกมาได้ ชัดเจนกว่าคราที่คิดแผนมากมายนั้นอีก ตอนนั้นเพียงต้องการรั้งนางที่ปากบอกอยากจากไปไว้ ด้วยทิฐิที่มากโขของเขาทำให้คิดไปว่าใครๆ ก็ต้องการเข้าหาเขาเพราะผลประโยชน์ทั้งนั้น มีเพียงสตรีผู้นี้ที่อยากจะตีตัวออกห่างจากเขา นั้นเลยทำให้เขายอมไม่ได้ ทว่าตอนนี้ความต้องการของเขาที่มีต่อนางในตอนนี้กลับเปลี่ยนไปแล้ว
เหรินโยว่หลุนมองร่างบางในชุดขาวไม่วางตา สายตาที่ดิ่งลึกลงไปยามมองนางนั้นก็ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม
ด้านจูมี่เอินไม่แน่ใจว่านั้นเขาพึมพำกับตนเองหรือกำลังต่อว่านางอยู่ แต่หลังจากที่ใช้ชีวิตในวังมาสักพักนางก็คิดว่าต้องตอบอะไรเขาไปบ้าง
"เพคะ เป็นเช่นนั้น" น้ำเสียงกังวาลใสไร้สิ่งรบเร้าในใจนั้นน่าฟังเป็นอย่างมาก แต่คนที่ได้ฟังยามนี้หาได้มีอารมณ์ที่ดีขึ้นไม่
เหรินโยว่หลุนไม่ได้ต้องการคำตอบเสียหน่อย พอได้รู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในนิมิตรของนางก็รู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม เหมือนตนเองในใจของนางนั้นเป็นแค่คนที่ผ่านทางมาชั่วคราวเท่านั้น
ทำไมเห็นชะตาของคนอื่นได้แต่กลับไม่เห็นของเขาแล้ว?
ยิ่งเห็นนางมีท่าทีคล้ายตีตัวออกห่าง ไม่ใส่ใจเขาเหมือนก่อนมาที่วังในวันนี้ก็รู้สึกว่านางเปลี่ยนไป ไม่กี่ชั่วยามนั้นยังเอามือลูบคลำเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับไปเป็นนักบวชผู้ถือตัวอีกแล้ว ไฟที่กำลังพัดโหมในใจก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นกว่าเดิม
หรือนางแอบชอบเหรินเยว่เทียนกันแน่ถึงได้ขัดขำสั่งที่เขาบอกให้อยู่ห่างๆจากน้องชายเขาหลายครั้งหลายคราเช่นนี้
ดวงตาของเหรินโยว่หลุนคล้ายคนเมาเลื่อนลอยเหมือนกำลังคิดอะไรไปไกลแต่แล้วได้สติกลับมาเพราะได้แผนชั่วร้ายบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวพอดี
"ในเมื่อเท่าที่เจ้าเล่ามา...การสัมผัสอาจทำให้เจ้าเห็นอนาคตของผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น งั้นเรามาลองกันหน่อยดีหรือไม่?"