บทที่ 26 อูฐน้อยแสนน่ารัก
“ฮิฮิ” เฉียวซู่ยิ้มอย่างโง่เขลาให้กับกล้อง จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
“ฮัดชิ่ว!”
เขาจามออกมาอย่างแรง ทรายมากมายในจมูกและปากถูกพ่นออกไปหมด
“ถุย ๆ ๆ”
หลังจากถ่มน้ำลายอยู่หลายครั้งและอาเจียนอยู่นาน เฉียวซู่รู้สึกว่ายังมีทรายหลงเหลืออยู่ในช่องปากเขา
ทว่าเขาก็ไม่ได้ทำความสะอาดทรายบนตัวต่อ แต่กลับล้วงเข้าไปในอ้อมแขนของตัวเองเป็เวลานาน จากนั้นก็เอาเ้าจิ้งจอกเฟนเนกสีขาวน้ำนมตัวน้อยออกมา
“หงิง หงิง หงิง~”
อาหลีเบิกตากว้างมองเฉียวซู่ด้วยสีหน้าอ่อนโยน
เ้าตัวน้อยถูกเฉียวซู่ปกป้องไว้อย่างดี นอกจากทรายที่ปนอยู่ตามไรขนซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว มันก็แทบไม่ได้รับาแใด ๆ
เฉียวซู่ลูบหูใบใหญ่ของเ้าตัวน้อยเบา ๆ จากนั้นก็ยกขาหลังทั้งสองข้างของมันขึ้นมาสะบัดขึ้นลงโดยไม่พูดอะไร
อาหลี “???”
“อย่าขยับ ฉันจะช่วยแกขจัดทราย”
จิ้งจอกน้อยขนฟูถูกจับขึ้น ๆ ลง ๆ ไปมาด้วยมือของเฉียวซู่ ดวงตาคู่โตคลอน้ำตาอย่างไร้เดียงสา
ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว
เม็ดทรายแต่ละเม็ดถูกเฉี่ยวซู่สะบัดจนหลุดออกมา ในชั่วพริบตาก็กลายเป็หมอกทรายในทันที
ที่ด้านข้างของชายหนุ่มและจิ้งจอกตัวน้อยมีสายตาอยากรู้อยากเห็นส่งมา
เฉียวซู่หันไปมอง พลันสบเข้ากับดวงตาคู่โตที่มีขนตายาว
อูฐน้อย ‘เ้าสองตัวนี้ทำอะไรอยู่น่ะ?’
เฉียวซู่ยิ้มแล้วถามว่า “อะไรกัน แกก็อยากให้ฉันช่วยเขย่าให้เหรอ?”
หลังจากนั้น อูฐตัวน้อยพลันใเมื่อพบว่าจู่ ๆ มือชั่วร้ายคู่หนึ่งก็เอื้อมมือมาหามัน
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
อูฐแรกเกิดตัวเล็กมีน้ำหนักประมาณแปดสิบกิโลกรัม โชคดีที่เฉียวซู่เพิ่งมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ไม่อย่างนั้นก็คงอุ้มเ้าตัวเล็กนี่ไม่ได้จริง ๆ
อูฐแรกเกิดน้อยน่ารักมาก ขนตามตัวนุ่มไม่พอ มันยังไม่มีกลิ่นมากนักอีกด้วย
เฉียวซู่ใช้ข้ออ้างด้วยการบอกว่าช่วยอูฐตัวน้อยขจัดทรายแอบลูบตัวมันอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเขาพอใจ
เห็นได้ชัดว่า เฉียวซู่ที่เพิ่งรอดชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้สบายใจจนลืมตัวไปหน่อย
หลังจากอุ้มอูฐตัวน้อยเขย่าทรายออกไปไม่กี่ครั้ง เขาก็รู้สึกว่ามีสายตาหลายสิบดวงจับจ้องมาที่ตัวเขาราวกับหนามที่ทิ่มแทงหลัง
เมื่อมองกลับไป อูฐที่อยู่รอบ ๆ ก็ส่งสายตาสงสัยและข่มขู่มาที่เฉียวซู่
โดยเฉพาะพ่อแม่ของอูฐน้อยซึ่งเป็อูฐโตเต็มวัยที่ดูแข็งแรงมากคู่หนึ่ง แขนขาและลำตัวที่แข็งแรงเป็ตัวบ่งบอกว่าพวกมันมีความสามารถในการโจมตีพอสมควร
สามีและภรรยาคู่นี้เพิ่งจะลุกขึ้นจากทรายก็มองเห็นสัตว์สองขาแปลกหน้ากำลังอุ้มลูกชายสุดที่รักของพวกมันเขย่าขึ้นลงไปมา…
หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เฉียวซู่ในตอนนี้ก็คงตายไปในทะเลทรายเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“แหะ ๆ” เฉียวซู่วางอูฐตัวน้อยอย่างระมัดระวังแล้วพูดด้วยรอยยิ้มประจบประแจง “ล้อเล่นน่ะ ผมแค่ช่วยเขากำจัดทรายนิดหน่อย”
อูฐตัวน้อยที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง รีบกระเสือกกระสนพาตัวเองไปยังข้างกายพ่อแม่ทันที มันกะพริบตาคู่โตอย่างขอความเป็ธรรม ราวกับจะฟ้องถึงพฤติกรรมที่ไร้มารยาทของเฉียวซู่
“อ้า อ้า!”
อูฐตัวผู้ส่งเสียงอย่างโมโหใส่เฉียวซู่ ขาของมันเริ่มตะกุยพื้น เตรียมเข้าโจมตีในวินาทีถัดไป
เฉียวซู่สบถว่าซวยแล้วในใจเงียบ ๆ เขาถอยหลังไปสองก้าว เตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีทุกเมื่อ
เมื่อกี้ตอนที่พายุทรายมาเยือน เฉียวซู่ก็เอาชีวิตรอดมาได้โดยการซ่อนตัวอยู่ใต้สามีภรรยาคู่นี้ ซึ่งนับว่าเป็อูฐที่มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้
เขาไม่ได้มีความคิดที่จะสู้กับฝูงอูฐพวกนี้ เื่ที่ว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือไม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฝ่ายนั้นเพิ่งจะช่วยชีวิตเขาไว้ หากยังลงมือกับพวกมันก็เรียกว่าไร้จิตสำนึกเกินไปแล้ว
อูฐตัวผู้ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ทว่าเงาร่างที่สูงกว่าก็ปรากฏขึ้นขวางทางด้านหน้าของมันไว้
มันคือหัวหน้าของฝูงอูฐที่มีรูปร่างสูงใหญ่เป็พิเศษ
อูฐที่เป็จ่าฝูงสกัดไม่ให้อูฐตัวผู้ทำการโจมตี แต่มันก็ใช้สายตาที่ไม่เป็มิตรข่มขู่ไปที่เฉียวซู่
มันััได้ถึงเจตนาที่ดีของเฉียวซู่ แต่มันก็ไม่ยอมให้สัตว์สองขาแปลกหน้าที่ไหนเข้ามาในกลุ่มของตัวเอง
“โทษที ๆ ฉันกำลังจะไปแล้ว” เฉียวซู่ประสานมือโค้งคำนับต่อจ่าฝูงอูฐอยู่หลายครั้ง
เมื่อเห็นว่าอูฐที่อยู่รอบ ๆ ไม่มีความประสงค์ที่จะโจมตีต่อ เฉียวซู่จึงรีบอุ้มอาหลีน้อยที่อยู่ข้าง ๆ วิ่งหนีไปไกลอย่างรวดเร็ว
หนีแล้ว หนีแล้ว…
เหล่าผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างก็หัวเราะกันลั่น
[ฮ่า ๆ ๆ ฉันขำจะตายอยู่แล้ว เขารังแกลูกของคนอื่นเป็ด้วย]
[นี่คือพวกอันธพาลรังแกเด็กในตำนาน แล้วสุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าสินะ?]
[โชคดีที่อูฐตัวใหญ่นั่นค่อนข้างฉลาด ไม่อย่างนั้นพี่ซู่คงถูกเหยียบจนเป็ดินน้ำมันแล้วมั้ง?]
[เพิ่งจะรอดชีวิตมาได้นะพี่ซู่ ขอร้องว่าอย่าเพิ่งหาเื่ตายอีกเลย]
จนเมื่อวิ่งมาถึงรถออฟโรดของตัวเอง เฉียวซู่จึงหยุดเท้าลง
ฝูงอูฐที่อยู่ไม่ไกลกลับมาตั้งแถวเป็ระเบียบเรียบร้อยดังเดิม แล้วเดินทางต่อไปยังทางทิศตะวันออกโดยการนำของผู้นำอูฐ
อูฐน้อยน่ารักตัวนั้นเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมามองไปที่รถออฟโรดบ่อย ๆ เห็นได้ชัดว่ามันมีความอยากรู้อยากเห็นในตัวเฉียวซู่สุด ๆ
เฉียวซู่ยิ้มและโบกมือให้อูฐตัวน้อย ทางพ่อของอูฐน้อยที่ััได้ก็หันกลับมามองทันที
เฉียวซู่รีบเก็บมือกลับ และแสร้งทำเป็ไม่มีอะไร
อูฐตัวผู้นี้มันยังไงกัน คิดว่าเขาจะลักพาตัวลูกมันไปรึไง?
รถออฟโรดถูกฝังอยู่ในทราย โดยมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่โผล่ออกมา
เฉียวซู่มองครู่หนึ่งก็พูดกับกล้องอย่างช่วยไม่ได้ว่า “สภาพรถไม่ค่อยดีนัก การจะสตาร์ตมันคงเป็เื่เสียแรงเปล่า”
“ส่วนตัวผมน่ะเหรอ ยังได้อยู่ครับ” เฉียวซู่ก้มหน้าลงแล้วสะบัดหัวอย่างลูกหมาตกน้ำ มีฝุ่นทรายตกลงมาจากระหว่างเส้นผม “ไม่ได้รับาเ็ใด ๆ แต่ก็น่าสังเวชพอสมควร ที่แย่ที่สุดคือในทะเลทรายไม่สามารถอาบน้ำได้”
เฉียวซู่เพิ่งจะมีเวลาให้ความสนใจกับหน้าจอไลฟ์สดได้
เห็นรายการของขวัญที่ยังคงเด้งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง กลับยอดเรตติงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าตัวเขาจะโชคดีในความโชคร้ายจริง ๆ แม้ว่าเกือบจะถูกพายุทรายพัดปลิวไป แต่ก็ได้รับยอดวิวมามากมายอย่างคาดไม่ถึง ดูท่ากรีนพอยต์ที่ได้ในวันนี้น่าจะถล่มทลายเลยทีเดียว
เื่ดีแบบนี้… อย่าเกิดขึ้นอีกครั้งเลยจะดีกว่า แม่งน่าใเกิน
“ขอบคุณทุกคนที่เป็ห่วง และขอบคุณสำหรับของขวัญ”
“ผู้ชมหน้าใหม่อาจจะยังไม่รู้ว่าการส่งของขวัญในไลฟ์สดนี้ ล้วนจะกลายเป็ต้นไม้ที่รักษาทรายให้คงที่ในทะเลทรายรกร้างของจีน ซึ่งถือว่าเป็ส่วนหนึ่งในการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม”
สีหน้าของเฉียวซู่ดูจริงจังขึ้นมาในทันที
“ทุกคนเลิกชมผมอย่างเกินจริงได้แล้ว ผมก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จเท่านั้น”
“นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้พิทักษ์ทะเลทรายชั้นแนวหน้า พายุทรายเป็เพียงหนึ่งในเื่อันตรายที่พวกเราต้องเผชิญ เพราะแบบนี้ผู้พิทักษ์ทะเลทรายจึงแทบจะเป็อาชีพที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดในจีน”
พูดจบเฉียวซู่ก็ไม่ได้สนใจคอมเมนต์อีก และเบนสายตาไปมองรถออฟโรดที่อยู่ข้าง ๆ
แม้ว่ารถคันนี้จะไม่มีค่าอะไรมาก แต่จะให้มันจอดเสียไว้ตรงนี้ก็คงใช่เื่ เพราะนั่นหมายถึงว่าตัวเขาจะต้องเดินเท้ากลับไปยังศูนย์ควบคุม
เมื่อเดินไปที่ข้างรถออฟโรด เฉียวซู่เริ่มทำความสะอาดทรายบนรถด้วยมือเปล่า จนกระทั่งฝาเครื่องยนต์ปรากฏให้เห็นในสายตา
เห็นชั้นฝุ่นทรายสะสมอยู่ภายในเครื่องยนต์ หน้าของเฉียวซู่ก็สวมหน้ากากแห่งความเ็ปในทันที
รถคันนี้… ดูจะพังแล้วจริง ๆ