บทที่ 21 กลยุทธ์ระดับสูง
ด้านล่างเขียนว่าอะไรอย่างนั้นหรือ?
‘ด้วยสายตาและความสามารถเพียงเท่านี้ของฮ่องเต้จู ข้าเกรงว่าเขาจะเห็นแต่ข้อเสียของการแต่งตั้งเ้าเมืองประเทศราช ส่วนข้อดีนั้น ข้าเกรงว่าเขาจะมองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย! หากข้าเสนอนโยบายนี้ขึ้นมา ข้าเกรงว่าเขาจะปฏิเสธโดยไม่ทันคิดเลยทีเดียว’
‘เฮ้อ! จูหยวนจาง ข้าจะพูดอย่างไรดีเล่า? ถึงแม้ว่า! ในฐานะฮ่องเต้หงอู่ผู้ยิ่งใหญ่ เ้าจะมีความสามารถอันยอดเยี่ยมก็จริง แต่ก็แค่นี้เท่านั้นเอง! เพียงแค่เื่คำสั่งห้ามเดินเรือในทะเลก็เพียงพอแล้วที่จะเห็นได้ว่า สายตาของเ้านั้นสั้นเหลือเกิน ไม่เข้าใจเลยว่าการมาถึงของยุคแห่งการเดินเรือสำรวจครั้งใหญ่นั้นหมายความว่าอย่างไร’
‘อะไรคือการแบ่งเขตปกครองให้แก่ต่างแคว้นเล่า?’
‘ลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับพี่สี่ดูสิ! เราสามารถกำหนดเขตการปกครองของเขาให้อยู่นอกเมืองเป่ยผิง*[1]ได้ เขาสามารถยึดครองแผ่นดินได้มากเท่าไหร่ ก็ให้แบ่งดินแดนเ่าั้ทั้งหมดให้แก่เขา กลายเป็เขตการปกครองของเขา”
‘แต่ด้วยกำลังคนเพียงเท่านี้ใต้บังคับบัญชาของพี่สี่ การที่จะยึดครองดินแดนได้กว้างใหญ่นั้นเป็ไปได้ยาก ในสถานการณ์เช่นนี้ เราก็สามารถทำข้อตกลงกับพี่สี่ได้’
‘ราชสำนักสามารถให้ยืมทหาร ให้ยืมเงิน ให้ยืมเสบียงแก่พี่สี่ได้’
‘เมื่อพี่สี่ยึดครองรัฐใดได้แล้ว หลังจากที่สถานการณ์มั่นคง เขาต้องส่งคืนกองทัพและเสบียงที่ยืมไปทั้งหมดให้แก่ราชสำนัก พร้อมทั้งดอกเบี้ยด้วย’
‘สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากที่พี่สี่ยึดครองรัฐนั้นได้แล้ว เขาต้องย้ายแรงงานหนุ่มสาวส่วนหนึ่งของรัฐนั้นมายังต้าิทั้งหมด นี่มันช่างเป็สถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์! เป็การเปลี่ยนความขัดแย้งภายในให้กลายเป็ความขัดแย้งภายนอกอย่างสมบูรณ์’
‘องค์ชายเหล่านี้ต่างจ้องมองดินแดนภายนอก แล้วจะมีใครกล้าเพ่งเล็งตำแหน่งฮ่องเต้แห่งต้าิอีกเล่า? ในสถานการณ์เช่นนี้ ความกดดันของฮ่องเต้ก็จะลดลง’
‘หัวใจที่กระสับกระส่ายของเหล่าเชื้อพระวงศ์ได้รับการปลอบประโลม พวกเขาสามารถระบายออกไปภายนอกได้ ยิ่งยึดครองดินแดนได้มากเท่าไร อาณาเขตของพวกเขาก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น ทรัพย์สมบัติที่พวกเขาได้รับก็จะยิ่งมากขึ้น โดยแท้จริงแล้วไม่จำเป็ต้องให้ราชสำนักจ่ายเบี้ยหวัดให้พวกเขาอีกต่อไป’
‘และยิ่งไปกว่านั้น! ในระหว่างกระบวนการยืมกำลังทหารของพวกเขา ก็สามารถช่วยราชสำนักในการฝึกทหารได้อีกด้วย คราวนี้ยืมตัวทหารชุดนี้ คราวหน้าก็สามารถเปลี่ยนเป็อีกชุดหนึ่ง ด้วยวิธีนี้ให้เหล่าผู้ปกครองเมืองขึ้นฝึกทหารโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ฝึกให้เป็กองทัพที่ผ่านร้อยศึก จะไม่ทำเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า?’
‘อีกประการหนึ่ง เมื่อให้ยืมกองทัพไป ยังสามารถฉวยโอกาสสังเกตและทำความเข้าใจว่ากำลังทหารในมือของผู้ปกครองเมืองขึ้นใดมีความสามารถแข็งแกร่งถึงระดับใดกันแน่’
‘เมื่อเริ่มแบ่งรัฐออกไปแล้ว แรงกดดันจากภายนอกก็จะหมดไป ภายในราชวงศ์ิก็จะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในหลายด้าน ทุ่มเทพัฒนาการเกษตร เพิ่มผลผลิตพืชผลนานาชนิดให้สูงขึ้น หรืออาจคิดค้นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของชาวนา’
‘เมื่อการเกษตรพัฒนาขึ้น วางรากฐานของราชวงศ์ิให้แข็งแกร่งแล้ว ก็จะสามารถเริ่มพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้ เพียงแค่มีเงินและมีอาหาร ทุกสิ่งก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี’
‘สิ่งแรกคือการศึกษา จำเป็ต้องพัฒนาเป็อันดับแรก หากดำเนินไปตามแนวโน้มนี้ ต่อให้ต้าิไม่อยากจะรุ่งเรืองหรือเข้มแข็งขึ้นก็เป็ไปไม่ได้แล้ว อาณาเขตของต้าิกำลังขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง อำนาจของต้าิก็กำลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ องค์ชายเหล่านี้ เพียงแค่ออกไปรบก็พอแล้ว ส่วนด้านหลัง มีราชสำนักคอยช่วยเหลือพวกเขาอยู่ เพียงแค่แนวหลังมั่นคง ทุกสิ่งก็จะราบรื่น’
“นี่...นี่!” เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูถึงกับตะลึงงัน หัวใจของเขาพลันเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น!
ในชั่วขณะนั้น! ฮ่องเต้จูราวกับย้อนกลับไปยังยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขายังคงต่อสู้เพื่อครองแผ่นดิน ความรู้สึกร้อนรุ่มที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกในใจ ทำให้เขาแทบอยากจะก้าวเท้าลงสู่สนามรบอีกครั้ง
“ดี! ช่างเป็นโยบายแบ่งแยกดินแดนที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!”
“เ้าห้า ช่างสมกับเป็บุตรัของข้าจริง ๆ! แม้แต่นโยบายเช่นนี้ก็ยังคิดออกมาได้ ไม่น่าแปลกใจเลย!”
ฮ่องเต้จูพยายามข่มความตื่นตะลึงในใจ แล้วกล่าวว่า “ไอ้เด็กเวรห้านั่น สามารถยึดครองดินแดนได้มากกว่าต้าิในปัจจุบันถึงสิบเท่า ที่แท้มันก็ใช้นโยบายแบบนี้นี่เอง!”
“นิสัยของเ้าสี่ ข้ารู้ดีที่สุด สิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดก็คือการเป็แม่ทัพพิชิตแดนเหนือ ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือการเป็แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับฮั่วชวี่ปิ้ง*[2]”
“ส่วนเ้าสอง บุตรชาติชั่วนั่น ที่ทำเื่โหดร้ายทารุณเช่นนี้”
“เป็ไปได้มากว่ามันคงไม่พอใจในใจ ทำไมมันถึงไม่ได้เป็บุตรคนโต มีความแค้นในใจไม่รู้จะระบายที่ไหน ตอนอยู่ที่เมืองหยางเทียน มีข้าคอยกดดันอยู่ มันก็ต้องเก็บความโกรธเอาไว้ แต่พอไปถึงเมืองที่ได้รับพระราชทาน ไม่มีข้าคอยกดดัน มันก็เอาความโกรธนั้นไประบายใส่ผู้อื่น”
“เมื่อเป็เช่นนี้ เหตุใดจึงไม่สามารถระบายความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจของเขาไปยังที่อื่นนอกราชวงศ์ิเล่า?”
“เ้าสามก็เป็เช่นนี้เช่นกัน!”
“หากข้าประกาศนโยบายนี้ออกไป เ้าสอง เ้าสาม และเ้าสี่ จะต้องดีใจมาก ช่างเป็วิธีที่ดีในการเปลี่ยนความขัดแย้งภายในให้กลายเป็ความขัดแย้งภายนอก”
ในฐานะฮ่องเต้หงอู่ผู้ยิ่งใหญ่และมากด้วยความสามารถ จะไม่เห็นถึงข้อดีของการแต่งตั้งให้ไปครองรัฐนอกอาณาจักรที่จูซู่เสนอได้อย่างไร?
หากดำเนินการแต่งตั้งให้ไปครองรัฐนอกดินแดนของราชวงศ์ต้าิ ั้แ่นี้ไปจะไม่มีเชื้อพระวงศ์องค์ใดสามารถคุกคามตำแหน่งฮ่องเต้แห่งต้าิได้อีก
ในขณะที่เชื้อพระวงศ์เข้มแข็งขึ้น อำนาจภายในราชสำนักต้าิก็เพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับการเติบโตนี้ยังสูงกว่าเชื้อพระวงศ์เสียอีก หากเชื้อพระวงศ์แข็งแกร่งขึ้นหนึ่งส่วน อำนาจภายในราชสำนักต้าิก็จะเพิ่มขึ้นสองส่วน หรืออาจถึงสามสี่ส่วนเลยทีเดียว
เงินทองก็มี เสบียงก็พร้อม กองทัพก็แข็งแกร่ง อำนาจก็เพิ่มพูน
“ดี! ดี! ดี!”
คิดมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือขึ้น แล้วกล่าวว่า “ช่างวิเศษนักหนา กลยุทธ์อันเลิศล้ำของเ้าห้า ช่างเป็แผนการที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
“ฮึ! เ้าดูถูกข้า คิดว่าข้าไม่มีความกล้าหาญเช่นนี้ใช่หรือไม่!”
“หากเป็เช่นนั้น ข้าก็จะแสดงให้เ้าเห็นถึงความกล้าหาญของข้า”
“ในเมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้สามารถฝังขุนนางได้ แล้วข้าผู้เป็ฮ่องเต้หงอู่ จะไม่มีความกล้าหาญเช่นนั้นหรือ? นโยบายการแต่งตั้งผู้ครองเมืองขึ้นนี้ ไม่มีผู้ใดจะมาสั่นคลอนได้อีกแล้ว”
“เห้อ!” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า “เ้าห้า ข้าจำต้องยอมรับว่า เ้ามีความสามารถจริง ๆ สามารถเป็ฮ่องเต้ที่ดีได้ แต่ใครใช้ให้เ้าเป็โอรสลำดับที่ห้าเล่า?”
“อีกอย่าง เ้าก็พูดเองว่าเ้าไม่อยากเป็ฮ่องเต้”
“โชคดีที่เ้าห้าไม่มีความคิดนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ลูกชายของข้าก็ไม่แน่ว่าจะเทียบเ้าได้ ตอนที่ข้าและฮองเฮายังอยู่ ก็ยังสามารถกดข่มเ้าห้าไว้ได้”
“แต่หากข้าและฮองเฮาจากไปร้อยปีแล้ว ถึงแม้เปียวเอ๋อร์ เ้าสอง เ้าสาม เ้าสี่รวมกัน ก็เกรงว่าจะไม่เป็คู่ต่อสู้ของเ้าห้าได้!”
“โชคดีจริง ๆ! โชคดีจริง ๆ!”
เมื่อนึกถึงว่าจูซู่ไม่มีความคิดที่จะเป็ฮ่องเต้แล้ว ฮ่องเต้จูก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพียงแค่จากสามกลยุทธ์นี้ ฮ่องเต้จูก็สามารถมองเห็นได้แล้วว่าความสามารถของจูซู่นั้นแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าบุตรชายคนโตอย่างจูเปี่ยวของเขาไม่น้อย ส่วนลูกชายคนที่สอง คนที่สาม และคนที่สี่นั้นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว
หลังจากผ่อนคลายลงหนึ่งลมหายใจ ฮ่องเต้จูก็เริ่มอ่านต่อไป
‘ฮึ ๆ ยุทธสาสตร์สร้างชาติสามประการของข้านี้ ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์เท่านั้น แต่ยังเป็นโยบายแห่งชาติที่สามารถเพิ่มพูนกำลังและโชคลาภของราชวงศ์ต้าิได้อีกด้วย แต่ข้าจะไม่พูด ไม่บอกตาเฒ่าจูหรอก’
‘เห้อ! แต่เดิมนั้น ข้าตั้งใจว่าจะรอให้ผ่านไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยบอกท่านแม่’
‘ข้าไม่คิดว่าพี่สี่จะมาหาข้า เมื่อคำนึงถึงสิ่งที่ข้าทำผิดต่อเขาถึงสองครั้งสองครา ข้าจึงบอกแผนการอันต่ำทรามให้เขาไป ปล่อยให้เขาไปแสดงละครสักหน่อยต่อหน้าท่านพ่อเถิด! ข้าขออภัยท่านจริง ๆ นะพี่สี่’
[1] เป่ยผิง (北平; Běipíng) เป็ชื่อเก่าของปักกิ่ง ซึ่งเป็เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานกว่าสามพันปี ผ่านการเปลี่ยนชื่อและมีชื่อเรียกจำนวนมากกว่า 60 ชื่อ เช่น หนานจิง จงตู เป่ยจิง เป่ยผิง เป็ต้น โดยใน่ราชวงศ์ิเรียกปักกิ่งว่า เป่ยผิง
[2] ฮั่วชวี่ปิ้ง (霍去病, Huò Qùbìng) เป็แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในยุคฮั่นตะวันตกของจีน เป็แม่ทัพคู่ใจของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ นำทัพสยบชาวซงหนู จนนำไปสู่การเปิดเส้นทางการค้าสายตะวันตก ที่ถูกเรียกว่า เส้นทางสายไหม ตลอดชีวิตการทำศึกของเขานั้นไม่เคยแพ้ใคร