ล่าผ่าแดนทมิฬ

    ตอนที่ 1 เชน (รีไรท์ครั้งที่ 2)

    ล่าผ่าแดนทมิฬ....ภาค1 • ชายหนุ่มผู้รับงานแบกของ....แสงแดดจากฟากฟ้าสาดส่องทะลุหมู่เมฆ ทำให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาดเลอค่า เมื่อบวกกับผืนป่าอันเขียวขจีด้านล่าง ยิ่งทำให้เกิดเป็นภาพที่หาดูได้ยากนัก สำหรับคนที่อยู่ในป่าคอนกรีตมาแต่กำเนิด แต่ก็มีเรื่องที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจอยู่บ้าง นั่นคือในผืนป่าที่สวยสดงดงามและกว้างใหญ่แห่งนี้ กลับไร้ซึ่งเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น จะมีก็เพียงแต่สายลมซึ่งเปรียบเสมือนลมหายใจของโลกเท่านั้น ที่คอยพัดเหล่าใบไม้มากมายในป่าแห่งนี้ให้เกิดเป็นเสียงอันพิเศษจำเพาะแห่งป่าพงไพรแล้วทันใดนั้นเอง เสียงพงหญ้าถูกแหวกก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงัดของไพรดิบ เมื่อเรามองไปยังผืนหญ้าคาที่ถูกแหวกมาเป็นทางนั้น เราก็จะเจอเข้ากับเงาร่างร่างหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินแหวกเหล่าหญ้าคาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้าย เมื่อร่างนั้นเข้ามาใกล้มากพอ และไม่ถูกบดบังด้วยผืนหญ้าคาอีกต่อไป เราก็จะได้เห็นในบัดนี้ ว่านั่นคือร่างชายหนุ่มผู้หนึ่ง...ชายผู้นี้ไม่ได้มีรูปร่างสูงโปร่งนัก ส่วนสูงของเขาคงประมาณร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรเห็นจะได้ ผมดำสนิทยาวประมาณต้นคอ หน้าตาของเขาค่อนข้างธรรมดาไม่ได้โดดเด่น สีผิวออกสีน้ำผึ้ง และคงมีอายุประมาณสิบเก้าหรือยี่สิบปีเป็นอย่างน้อยมองโดยรวมแล้ว…ชายหนุ่มก็เหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป ถ้าเกิดเดินเจอบนท้องถนนคงไม่ได้เตะตาหรือรู้สึกต้องสังเกตอะไรเป็นพิเศษแม้แต่นิด แต่ถ้าเราลองมองพินิจให้ลึกลงไปสักหน่อย เราจะพบว่าดวงตาของชายหนุ่มผู้นี้ช่างกระจ่างใสและมีเสน่ห์อย่างประหลาด นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่พอจะโดดเด่นในตัวของชายหนุ่มธรรมดาผู้นี้…เสียงพ่นลมหายใจออกจากปาก ดังมาจากชายหนุ่มคนดังกล่าวเมื่อพ้นผืนหญ้าคาออกมาได้สำเร็จ…“ไอ้หญ้าพวกนี้มันจะเยอะไปไหนเนี่ย นี่ก็เดินวนมาหลายรอบแล้วนะ “มิติ” ที่พวกนั้นบอกน่าจะอยู่แถวนี้สิ” ชายหนุ่มถอนใจ พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดโปรแกรมแผนที่ เพื่อดูเส้นทางที่เขาจะต้องเดินต่อไป เมื่อเห็นและจดจำเส้นทางได้คร่าวๆ แล้ว ชายหนุ่มก็เก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงเช่นเดิม พร้อมกับเดินตรงไปจุดหมายที่ชายหนุ่มเรียกว่า “มิติ” ทันที…ชายหนุ่มเดินฝ่าผืนป่ารกทึบอันเงียบสงัดวังเวงแห่งนี้ไปโดยไม่หยุดฝีเท้า แสงแดดและความร้อนระอุของช่วงเวลาราวเที่ยงวัน ทำให้บัดนี้เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามใบหน้า จนชายหนุ่มปริศนาผู้นี้ต้องยกมือขึ้นปาดทิ้งอย่างช่วยไม่ได้จนในที่สุด…“อ๊ะ! ที่นั่นสินะ”ชายหนุ่มอุทานออกมาอย่างยินดี เมื่อสายตาไปกระทบเข้ากับเนินสูง ที่ด้านหลังห่างออกไปไม่ไกลมีหน้าผาสูงลิบตั้งตระหง่านอยู่ สถานที่เบื้องหน้าแห่งนี้ ถูกล้อมรอบไปด้วยศิลาขนาดยักษ์ตามพื้น และเหล่าพฤกษามากมายจนแน่นขนัด ส่วนบนเนินผาสูง ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ชายหนุ่มต้องร้องอุทานออกมานั้น บัดนี้มีผู้คนนับสิบกำลังยืนรวมตัวกันตรงนั้น!เสียงฝีเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินของชายหนุ่ม ดังมากพอที่จะเรียกความสนใจของคนเหล่านั้นให้หันมามอง แต่พวกเขาเหล่านั้น…ซึ่งมีบรรยากาศรอบตัวอันพิเศษจำเพาะจนยากจะหาคำใดมาอธิบายเป็นคำพูด กลับเพียงแค่เหล่ตามองชั่วครู่ ก่อนที่จะเมินหลบไม่สนใจอะไรอีก จะมีก็แต่ชายผิวเข้มผู้ไว้ผมทรงสกินเฮด ที่บัดนี้ยืนอยู่หน้าทางขึ้นเนินเท่านั้น ที่หันมองมาที่ชายหนุ่มพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย…เสียงฝีเท้าเงียบหายไป เมื่อชายหนุ่มได้มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของชายผิวเข้มคนดังกล่าว ชายหนุ่มปริศนาสูดอากาศปรับลมหายใจอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะยกยิ้มแล้วก็พูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มสุภาพว่า…“สวัสดีครับ นี่ใช่ “มิติ • แร็งค์ เอ็น • i442” หรือเปล่า?”“นายคือ?”ชายผิวเข้มผู้ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงอายุราวสามสิบปี เอ่ยถามกลับมาแทนที่จะเป็นการตอบ พร้อมกับสายตาอันหนักแน่นเต็มไปด้วยพลังคู่นั้นที่จ้องเขม็งตรึงแน่นอยู่ที่ชายหนุ่ม…ชายหนุ่มเมื่อสบประสานเข้ากับนัยน์ตาคู่นั้นก็ถึงกับชะงัก…จิตใจของเขาเหมือนจะถูกกระแทกด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นในบัดนั้น! จนทำให้จิตใจของเขาปั่นป่วนไม่มั่นคงอย่างแปลกประหลาดที่สุด ทั้งที่ชายตรงหน้าก็ไม่ได้มีท่าทีคุกคามอะไรเลยแท้ๆ!“คือ...ผมเป็นคนแบกของที่พวกคุณประกาศรับไว้น่ะครับ” ชายหนุ่มพยายามสงบจิตใจที่ปั่นป่วน พร้อมกับพูดถึงธุระของตนที่มายังที่แห่งนี้ชายผิวเข้มเมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่มก็…คิ้วกระตุก?!“นายเองเรอะ!? มานี่เลย!!”สิ้นคำพูดที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับผงะอย่างตื่นตระหนกนั้น ชายผิวเข้มผู้เต็มไปด้วยกลิ่นอายกดดันอันกล้าแกร่ง ก็ทำการยกหมัดขึ้นแล้วก็…เขกลงไปที่หัวของชายหนุ่มตรงหน้าจนเกิดเสียงดัง “ผลัวะ!” สนั่น! สายตาหลายคู่ที่อยู่ไกลออกไปหันมามอง ก่อนที่ส่วนมากจะส่ายหน้า หัวเราะเบาๆ แล้วก็ดึงสายตากลับไป อย่างไม่ให้ความสนใจอะไรนักด้านชายหนุ่มเมื่อถูกเขกก็ถึงกับหน้าคะมำ เสียงอุทาน “โอ๊ย!” อย่างเจ็บปวดดังมาให้ได้ยิน!“อะไรเนี่ย!?”ชายหนุ่มแยกเขี้ยวอย่างเจ็บปวด ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองชายผิวเข้มตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจซึ่ง…ชายผิวเข้มคนนี้ก็แยกเขี้ยว พร้อมกับพูดไขข้อสงสัยของเขาให้กระจ่างในทันทีนั้น…“ไม่ให้เขกได้ไงฟะไอ้บ้านี่! นัดกันไว้ตอนสิบเอ็ดครึ่ง ดูสิตอนนี้มันเวลาเท่าไหร่แล้ว!”ชายผิวเข้มใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่นาฬิกาข้อมือของตนที่บอกเวลา 11.52 น. เขาจ้องชายหนุ่มด้วยสายตาที่ถ้าสามารถฉีกกระชากคนได้ ชายหนุ่มบัดนี้คงเหลือเพียงแค่กระดูกติดตัวไปแล้ว…ดูจากทีท่าอันดุเดือดนี้ เราก็คงพอจะเห็นได้ว่าชายผิวเข้มคนนี้คงจะเป็นคนเข้มงวดในเรื่องเวลาไม่ใช่น้อยชายหนุ่มผู้ที่เราเพิ่งทราบว่ามารับงานแบกของ ทำการยกมือขึ้นลูบหัว พร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย…“ผมหลงทางน่ะ…ขอโทษด้วย”ชายหนุ่มกล่าวขอโทษออกไปด้วยเสียงแผ่วเบาสำนึกผิด เพราะเขาตระหนักดีว่านี่เป็นความผิดของเขาเองชายผิวเข้มถอนหายใจแรงๆ หนึ่งครั้ง ก่อนที่จะโบกมือไปมาเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์บอกว่า “ช่างเถอะ!”“เอาเถอะ! รู้ว่าผิดแล้วขอโทษก็โอเค ส่วนฉันเองก็ต้องขอโทษด้วยที่เขกนายไป แต่ก็เพราะนายทำให้กำหนดเวลาของเราคลาดเคลื่อนไป…ช่างเถอะ…ฉัน “วี” แล้วนายชื่ออะไรเจ้าหนู?”ชายหนุ่มที่ยังคงมีสีหน้าเจ็บปวดอยู่ มองตรงไปยังชายตรงหน้าแล้วก็เอ่ยปากขึ้นว่า…“ผมชื่อ “เชน” ยินดีที่ได้รู้จักครับ”ชายผิวเข้มผู้มีนามว่า “วี” พยักหน้ารับคำ “อืม ยินดีที่ได้รู้จัก อีกยี่สิบนาทีเราจะเริ่มมิติกันแล้ว หน้าที่ของนายไม่มีอะไรมาก แค่เดินแบกของที่ทางเราเตรียมให้แค่นั้น แต่ขอเตือนเรื่องที่นายเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วไว้หน่อย…อย่าเดินสุ่มสี่สุ่มห้าออกนอกกลุ่ม…ไม่งั้นความปลอดภัยของนาย ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเรา แต่จะไปขึ้นอยู่กับพระเจ้าบนฟ้าแทน…เข้าใจใช่ไหม?”เชนพยักหน้ารับคำ"เข้าใจครับ" หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กหน่อย วีก็เดินนำเชนตรงไปยังกลุ่มคนที่กำลังยืนรวมตัวกันอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เชนที่เดินตามหลังวีอยู่ มองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างพินิจ ทำให้เขาพอจะนับได้ว่าพวกเขาเหล่านี้มีด้วยกันทั้งสิ้นเก้าคน เมื่อบวกกับวีที่เดินนำเขาอยู่และตัวเขาเองแล้ว ก็จะรวมเป็นทั้งสิ้นสิบเอ็ดชีวิต…“นายอยู่ตรงนี้แหละเชน”วีหันมากล่าวกับเขา เมื่อทั้งสองได้มาถึงด้านหลังของเหล่าผู้คนที่ยืนรวมตัวกันอยู่ เชนพยักหน้ารับคำพร้อมกับหยุดฝีเท้าตามที่อีกฝ่ายบอก ส่วนวีก็ก้าวเท้าเดินฝ่าใจกลางกลุ่มขึ้นไป โดยที่ใครซึ่งยืนขวางเส้นทางของเขาอยู่ ก็จะถอยหลังหลบให้อย่างรู้สึกยำเกรง…วีเดินไปหยุดยืนเด่นอยู่ด้านหน้าของกลุ่ม เหล่าชายและหญิงผู้มีบรรยากาศอันหนักอึ้งที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่นี้ พากันมองตรงไปยังชายผิวเข้มคนนั้นเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งในเวลานี้ ก็มีบางคนเช่นกันที่เหลือบมองมาทางเชนอย่างพินิจ…“เอาล่ะ…ฉันจะพูดสั้นๆ ไม่ให้เยิ่นเย้ออะไรมาก…ก่อนอื่น ด้านหลังพวกนายนั่นชื่อเชน เป็นคนแบกของในรอบนี้…”วีซึ่งดูแล้วคงเป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้ ชี้นิ้วมาทางเชนพร้อมกล่าวแนะนำชื่อและหน้าที่ของเขาให้คนทั้งหมดรู้จักเมื่อเห็นทุกคนหันมามอง เชนก็พยักหน้าให้ทุกคนเป็นการทักทาย ซึ่งก็มีบางคนพยักหน้าตอบ...แม้ส่วนมากจะทำเมินไม่สนใจก็ตามทีวีทำการปรบมือเรียกความสนใจของทุกคนให้กลับไปมองเขา ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า…“แล้วก็อย่างที่รู้กันแล้ว “มิติ” รอบนี้เป็น “มิติ • แร็งค์ เอ็น • ระดับต่ำ” ส่วน “พื้นฐานปราณ” ของพวก “อสูร” ด้านในตามรายงานของสมาพันธ์นักล่าคือ “ขั้นสามัญ” และ “ระดับ” น่าจะอยู่ที่ประมาณ ห้าถึงยี่สิบ …แม้ว่านี่จะเป็นเพียงมิติระดับต่ำ ที่ดูจากระดับของพวกเราแล้วจะจัดการได้ไม่ยาก แต่ก็ขอบอกทุกคนเหมือนทุกๆ ครั้ง...นั่นคือ…ห้ามประมาทเด็ดขาด! เข้าใจไหม!?”สิ้นเสียงของวี เหล่าผู้คนโดยรอบก็ต่างส่งเสียงขานรับออกมาอย่างแข็งขัน จนแทบจะกลืนผนวกเป็นเสียงเดียวกัน!หลังจากวีพูดคุยนัดแนะกับคนในกลุ่มกันอีกเล็กน้อย ผู้คนทั้งหมดก็เริ่มเตรียมตัวกัน ทุกคนต่างเริ่มตรวจสอบอาวุธของตนเองที่ไม่ถูกเหน็บไว้ที่เอว ก็ถูกสะพายไว้ที่แผ่นหลัง…อาวุธของบางคนเป็นดาบอันคมกริบ ซึ่งเพียงแค่เห็นก็ทำให้รู้สึกขนหัวลุกจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โดยเฉพาะร่องรอยบนใบดาบที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน และเหมือนจะมีร่องรอยของคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่นั้น…ยิ่งทำให้เชนที่แอบมองมาไกลๆ ถึงกับเย็นวูบไปทั้งร่าง!ส่วนบางคนก็เป็นธนู เชนมองไปที่คันธนูเหล่านั้นด้วยความสงสัย ว่าด้วยขนาดและสายธนูที่ดูแล้วต้องใช้แรงดึงอย่างมหาศาลนั้น…ต้องเป็นคนที่พละกำลังและข้อหนาเพียงใด ถึงจะสามารถใช้สายธนูที่ใหญ่เกือบนิ้วชี้เช่นนั้นได้!เชนมองสำรวจไปโดยรอบ ก่อนที่จะไปจบที่วี ซึ่งอาวุธของวีนั้นดูเหมือนจะเป็นขวานสองคมเล่มหนึ่ง…ซึ่ง…ร่องรอยบนขวานเล่มนั้นก็ช่างเต็มไปด้วยความโชกโชน จนยากจะจินตนาการว่าวีต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างกันแน่ ถึงทำให้ขวานเล่มนั้นอยู่ในสภาพสมบุกสมบันได้ถึงเพียงนั้น…ระหว่างรอเหล่า “นักล่า” เตรียมตัว เชนก็ยกมือของตนเองขึ้นมามอง ก่อนที่จะ…ขั้นสามัญ ระดับสองสิ่งที่เขารับรู้ในขณะนี้ มันยากเหลือเกินที่จะหาคำมาอธิบายเป็นคำพูด มันไม่ได้ปรากฏขึ้นในหัวหรือสายตาเป็นตัวอักษรแต่อย่างใด มันก็แค่…รู้สึก สัมผัส และเข้าใจได้อย่างประหลาดเชนเมื่อสัมผัสถึง “พื้นฐานปราณ” ของตนได้ก็ถอนหายใจออกมา…คงเหมือนอย่างที่วีได้พูดไว้ ว่าถ้าเขาเผลอเดินหลุดนอกกลุ่มในมิติ แล้วโดนอสูรในนั้นจู่โจมใส่ มันคงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่สำหรับ “ขั้นสามัญ ระดับสอง” อย่างเขา…เมื่อนั่งว่างๆ เช่นนี้ ทำให้เชนอดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินและศึกษามา ว่าในสมัยก่อนนั้น โลกมันไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ ที่มีมิติปรากฏออกมาทุกที่และทุกแห่งหนในโลก…โลกในอดีตเป็นแค่โลกธรรมดา…ที่ทุกคนก็ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องต่อสู้ ไม่มีพื้นฐานปราณ…ไม่มีอสูร…ไม่มี…นักล่าแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ณ ห้วงอดีตอันไกลโพ้น...ว่ากันว่าได้มี “อุกกาบาตปริศนา” ตกกระแทกใส่โลก! ที่ว่าปริศนา ก็เพราะไม่มีใครสามารถตรวจพบมันก่อนหน้านั้นได้เลย!ซึ่งมันเป็นเรื่องที่…ไม่น่าจะเป็นไปได้! อุกกาบาตลูกนั้นอยู่ๆ มันก็โผล่ออกมา! ราวกับว่ามัน...หลุดมาจากอีกมิติหนึ่งยังไงยังงั้น!จะเป็นเรื่องจริงแค่ไหน คนในยุคหลังเช่นเขาก็ไม่อาจจะบอกได้…แต่มีการพูดกันว่า…ในวินาทีที่อุกกาบาตปริศนาร่วงหล่นใส่โลก…ท้องฟ้าทุกแห่งหนบนโลกได้กลายเป็นสีดำสนิทมืดมิด! ผู้คนทั้งโลกไม่ว่าหลับหรือตื่น ต่างพากันสะดุ้งเฮือกเหมือนขาดอากาศหายใจ! และนับตั้งแต่นั้นมา…โลกก็กลายเป็นอย่างเช่นในขณะนี้…ส่วนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่…ไม่มีใครเลยที่จะสามารถให้คำตอบได้อย่างแน่ชัด บ้างก็ว่าห้าร้อยปี บ้างก็ว่าพันปี…มีแม้กระทั่งหมื่นปีด้วยซ้ำแต่อย่างไรก็ดี มันมีสิ่งที่แน่นอนอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือ...ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเช่นไร มนุษย์เราก็ต้องปรับตัวและอยู่กับมันไปให้ได้ในขณะที่เชนกำลังครุ่นคิดถึงประวัติศาสตร์กึ่งตำนานนั้นเอง…“ได้เวลาแล้ว รวมตัว!!”ชายหนุ่มก็ต้องหลุดออกจากห้วงความคิดด้วยเสียงตะโกนของวี      -----------------------------------รีไรท์รอบที่สองครับ ผมจะพยายามรีไรท์ไปเรื่อยๆ นะ ส่วนคนที่อ่านรีไรท์รอบสองนี้ เมื่อไปอ่านตอนต่อๆ ไปที่ยังไม่รีไรท์อาจมึนงงกับศัพท์คำหนึ่งอย่าง “Raid” หรือ “เหรด” ซึ่งขอให้ทุกท่านเข้าใจว่าคำคำนี้ก็คือ “มิติ” นั่นแหละครับขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับทุกท่านครับ :)