"เก็บลูกแก้วผลึกนั้นให้ดีนะ--อย่าให้มันอยู่ห่างตัวเด็ดขาด--เข้าใจไหม? " เอริเซียกำชับเด็กชายอีกครั้งก่อนที่อัลเลนจะออกเดินทางไปอียิปต์
นับั้แ่รู้ว่าลูกแก้วผลึกสีทองลูกนั้นมีความสำคัญมากแค่ไหน--ไม่ว่าจะโดนดันทาเลี่ยนตื้อเพื่อขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนทรัพยากรล้ำค่าต่าง ๆ มากมาย อัลเลนก็ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
แม้ว่าเขาจะมาอยู่ไกลถึงอียิปต์แล้วก็ตาม--อีกฝ่ายก็ยังโทรมาตื้อไม่หยุด
"ถ้าคุณยังไม่เลิกตื้อล่ะก็--ผมจะบล็อกสายคุณแล้วนะ! " อัลเลนยื่นคำขาดและนั่นก็ทำให้ดันทาเลี่ยนยอมรามือจากเื่นี้ในที่สุด โดยมีเสียงบ่นกระปอดกระแปดตามหลังอีกเล็กน้อย "ถ้าผมเจออะไรแปลก ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเ้าหญิงคนนั้น--ผมจะถ่ายรูปส่งให้คุณดูแล้วกัน..."
'ตกลง! ' แล้วดันทาเลี่ยนก็วางสายไปในที่สุด...
และอัลเลนก็ไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดส่งเดชที่พูดเพื่อตัดรำคาญดันทาเลี่ยนในครั้งนั้น--จะทำให้เขาพบสุสานของเ้าหญิงที่ถูกลืมคนนั้นจริง ๆ ...
ในวันที่สิบของการตรวจสอบสายแร่และสภาพเหมืองใต้ดินที่ได้สัมปทานจากรัฐบาลอียิปต์นั้น--แผ่นดินก็เกิดการสั่นะเือย่างรุนแรงขึ้นกระทันหันโดยไม่มีการแจ้งเตือนระวังภัยใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงลางบอกเหตุภัยพิบัติจากธรรมชาติ
โชคดีที่ในขณะนั้นพวกเขาใช้หุ่นยนต์ที่ไซลาสสร้างขึ้นในการตรวจสอบสภาพเหมืองแร่จึงไม่ได้รับอันตรายใด ๆ นอกจากสูญเสียหุ่นยนต์ไปหลายตัวแต่พวกเขาก็สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อ
แต่ก็มีคนงานพื้นเมืองหลายคนที่ทำงานอยู่ในเหมืองของบริษัทเดสเซนต์ใน่เวลานั้นติดอยู่ในเหมืองไม่สามารถออกมาได้
เมื่อแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันสงบลง--พวกเขาจึงส่งหุ่นยนต์สำรวจเข้าไปค้นหาคนงานเ่าั้อย่างเร่งด่วน
และเพราะความช่วยเหลือที่ทันท่วงทีนี้ทำให้คนงานพื้นเมืองที่ทำงานกับบริษัทเดสเซนต์มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าคนงานผู้เคราะห์ร้ายที่ทำงานกับบริษัทอย่างชัดเจน
นอกจากนี้บริษัทเดสเซนต์ก็ยังรับผิดชอบดูแลค่ารักษาพยาบาลของผู้าเ็และเงินชดเชยสำหรับญาติของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งต่างกับบริษัทอื่นที่จะทำแบบขอไปที หรือที่เลวร้ายที่สุดก็คือให้คนเจ็บและญาติของเหยื่อไปฟ้องร้องเอง
หลังจากจัดการเื่วุ่นวายต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว--เด็กชายยังคงข้องใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งนี้อย่างมากเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกหาเขาอยู่!
"ไซลาส--นายสามารถหาศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้หรือเปล่า? " อัลเลนถามขึ้นขณะที่พวกเขาอยู่ในห้องชุดภายในโรงแรม
"ผมจะลองดูแล้วกัน..." ไซลาสแบ่งรับแบ่งสู้ขณะคีย์ข้อมูลใส่โน้ตบุ๊คอย่างคล่องแคล่ว
"ดูเธอจะสนใจเื่แผ่นดินไหวคราวนี้มากนะ? " ซาราห์ถามพลางยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มอย่างสบายใจ
"คุณไม่รู้สึกผิดสังเกตบ้างหรือที่จู่ ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวโดยไม่มีการแจ้งเตือนระวังภัยอะไรเลย และไม่มีแม้แต่ลางบอกเหตุทางธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็..."
"..."
"สัตว์มักมีประสาทััที่รวดเร็วและเฉียบคมกว่ามนุษย์หลายเท่าซึ่งเราสามารถใช้มันคาดเดาภัยพิบัติทางธรรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้และอาจจะแม่นยำกว่าเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเสียอีก..."
"..."
"แต่แผ่นดินไหวคราวนี้กลับต่างออกไป--แม้แต่พวกสัตว์ก็ไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้--คุณไม่คิดว่าผิดปกติบ้างหรือ? "
"ถึงจะผิดปกติแต่อาจจะเป็ประโยชน์ต่อพวกเราก็ได้..." ซาราห์ตอบก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยจะกลายเป็สีทองดุจสัตว์ร้าย "เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเมืองริออสในอดีตและหมู่บ้านอัลฟริโก้ในตอนนี้! "
เมืองริออสและหมู่บ้านอัลฟริโก้ที่ซาราห์เอ่ยถึงนั้นอยู่ในแดนมายาซึ่งอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ทับซ้อนกับโลกมนุษย์หรือที่มนุษย์เรียกว่ามิติที่สี่
เดิมเมืองริออสนั้นเคยเป็ดินแดนที่อยู่ในการปกครองของเผ่าเอลฟ์มาก่อน
แต่ต่อมาได้เกิดเหตุร้ายบางอย่างเกิดขึ้น--คนของเผ่าเอลฟ์ที่อาศัยในเมืองนั้นทั้งหมดหายสาบสูญไปในคืนเดียว!
พื้นที่แห่งนั้นถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำทมิฬและมันก็ขยายวงกว้างไปบริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว--ทำให้เผ่าเอลฟ์ที่เหลือรอดต้องอพยพขึ้นเหนือ ปล่อยให้ที่นั่นกลายเป็พื้นที่รกร้างและต่อมาก็ถูกผนวกเข้าเป็ส่วนหนึ่งของดินแดนที่ถูกปกครองโดยเผ่าปีศาจไปที่สุด
ในปัจจุบัน--ก็ได้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีกครั้งกับหมู่บ้านอัลฟริโก้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองดูวาลมากนัก
และก่อนที่เมืองดูวาลจะซ้ำรอยเมืองริออสเช่นในอดีต
พวกเขาได้ขอความช่วยเหลือกับคนของเผ่าเทพที่เป็พันธมิตรทำให้สามารถสร้างเขตอาคมผนึกหมอกทมิฬให้หยุดการแพร่กระจายได้ในที่สุด ซึ่งเผ่าเอลฟ์ต่างดีใจจนถึงขึ้นเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่าเขตอาคมหยุดยั้งมันได้ก็จริงแต่ก็ทำให้หมอกทมิฬนั้นที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นคล้ายูเาไฟที่รอวันปะทุขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ทางเดียวที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างให้สิ้นซากก็คือการชำระหมอกทมิฬในเขตอาคมให้บริสุทธิ์ซึ่งจำเป็ต้องใช้พลังของฑูต์หรือเผ่าเอลฟ์
แต่ฑูต์และเผ่าเอลฟ์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสถานที่ที่มีกลิ่นอายพลังมืดที่เข้มข้นเช่นนั้นได้ แม้ว่าจะมีอุปกรณ์เวทมนตร์ในการชำระพลังมืดให้อยู่กับตัวก็ตามแต่มันก็ทำได้เพียงแค่มีเวลาเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยพอให้มีหนีเอาชีวิตก่อนที่จะถูกพลังมืดกลืนกิน!
เอลเคยให้เขาไปตรวจสอบภายในเขตอาคมแห่งนั้นคร่าว ๆ โดยมอบตราเวทย์ที่ภายในบรรจุเวทชั้นสูงต่าง ๆ ไว้มากมายนับไม่ถ้วนเพื่อใช้ในยามคับขัน และเป็หลักประกันว่าเด็กชายจะสามารถรอดชีวิตออกมาจากสถานที่แห่งนั้นได้โดยไม่มีส่วนใดในร่างขาดหายหรือบุบสลายไป ซึ่งอัลเลนก็ผสานมันไว้ในกำไลเงินของเขา
เพียงแค่สำรวจบริเวณชายขอบเท่านั้น--เด็กชายก็ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่มีความดุร้ายและแข็งแกร่งกว่าภายนอกเขตอาคมหลายเท่า!
และทำให้กำไลเวทย์ใช้พลังของมันกระชากตัวเขาที่ยืนแข็งทื่อเพราะทำอะไรไม่ถูกออกมานอกเขตอาคมทันที!
โชคดีที่เขาใช้ผลึกเวทย์บันทึกภาพขณะอยู่ในเขตอาคมเรียบร้อยจึงไม่ต้องถ่อสังขารเข้าไปอีกเป็ครั้งที่สอง...
และเมื่อเอริเซียรู้เื่นี้เข้า--เธอก็ตามไปเล่นงานเอลถึงที่--แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอจะยึดหลักน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองก็ตาม!
อัลเลนไม่รู้ว่าพวกเขาตกลงกันอย่างไร--เขารู้เพียงแค่ว่าหลังจากนั้นฟาลก็ไม่มาที่เวโดร่า คลับนานหลายปีและไม่ยอมเอ่ยเื่หมู่บ้านอัลฟริโก้กับเขาอีกเลย...
"คุณคิดว่าเหตุการณ์คราวนี้ก็เหมือนกับหมู่บ้านอัลฟริโก้หรือครับ? "
"เหมือนหรือไม่--ฉันไม่รู้" ซาราห์ตอบขณะวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะอย่างเบามือ "คนที่จะตอบก็มีแค่เธอคนเดียวที่เคยเข้าไปที่นั่นและเอาชีวิตรอดกลับมาได้โดยมีสติครบถ้วนสมบูรณ์และร่างกายไม่บุบสลาย"
"หมายความว่ามีคนเข้าไปในเขตอาคมหลังจากผมออกมาแล้ว? "
"ใช่! " ซาราห์ตอบ "เธอที่สนิมกับพวกนั้นก็น่าจะรู้ว่าปัญหาของหมู่บ้านอัลฟริโก้ต้องแก้อย่างไรและติดขัดปัญหาตรงไหนใช่ไหม? "
"..."
"ตอนแรก--เอลก็้าให้เธอทำงานนี้แต่ถูกเอริเซียปฏิเสธ! "
"..."
"พวกนั้นเลยต้องให้คนอื่นมาทำงานแทนโดยเอาเงินรางวัลมหาศาลเข้าล่อ--แต่ก็สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็ท่า! "
"..."
"ส่วนใหญ่ก็ตาย--หรือถ้ารอดออกมาได้ก็กลายเป็คนคลุ้มคลั่งเสียสติ...วันดีคืนดีก็ไล่ฆ่าคนไปทั่ว--สุดท้ายถ้าพวกเขาไม่ฆ่าตัวตายก็ถูกคนอื่นฆ่าอยู่ดี..."
"..." อัลเลนทำท่าคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ทว่า...
"ผมเจอศูนย์กลางของแผ่นดินไหวคราวนี้แล้วครับ! " คำพูดของไซลาสทำให้อัลเลนละความสนใจจากเื่ของหมู่บ้านอัลฟริโก้ทันทีและทำให้ซาราห์พอใจอย่างมากเพราะเธอไม่อยากให้เขาใส่ใจเรื่ิองหมู่บ้านอัลฟริโก้มากเกินไปนัก
"อยู่ที่ไหน? " อัลเลนถามด้วยความสนใจ
"อยู่ห่างจากที่นี่ไปทางทิศตะวันตกประมาณสามร้อยไมล์! " ไซลาสพูดพลางชี้ไปยังจุดสีแดงที่กระพริบอยู่บนแผนที่อิเลกทรอนิกส์บนหน้าจอโน้ตบุ๊คของไซลาส
"ไปพรุ่งนี้เถอะ! " ซาราห์ออกความคิดเห็น "พวกเราไม่เคยชินกับพื้นที่--เดินทางตอนกลางวันจะสะดวกกว่าเพราะมันจะได้เห็นอะไรได้ชัด ๆ "
"..." ไซลาสหันมามองอัลเลนเป็เชิงถามความคิดเห็นเพราะสำหรับเขานั้นไม่มีปัญหาอะไร
"งั้นเราออกเดินทางพรุ่งนี้แล้วกัน" อัลเลนสรุปและจบการสนทนาเพียงแค่นี้ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนห้องใครห้องมัน...
"ถ้าไม่มีแผนที่ของไซลาสก็คงจะหลงแน่เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ทราย, ทราย และก็ทราย..." อัลเลนบ่นพึมพำขณะนั่งอยู่ข้างคนขับคอยบอกทิศทางจากแผนที่อิเลกทรอนืกส์ในแท็บเล็ตให้ซาราห์ฟังก่อนจะเหลือบมองเ้าของแท็บเล็ตที่กำลังนั่งยักคิ้วหลิ่วตากวนบาทาอยู่เบาะหลัง
"ครั้งแรกอาจยุ่งยากหน่อย--แต่เมื่อรู้สถานที่แน่ชัดแล้วเราก็สามารถใช้แหวนเวทย์มาที่นี่ได้ทุกเมื่อไม่ใช่หรือ..." ซาราห์ปลอบใจเด็กชาย
"จอดตรงนี้เถอะครับ--แล้วเดี๋ยวเราเดินไปเองจะปลอดภัยกว่า..."
"ทำไมล่ะ? " ถึงปากจะถามแต่หญิงสาวก็จอดรถจี๊ปตามคำพูดของอีกฝ่าย
"เพราะข้างหน้า--ดินมันทรุดจนเป็หลุมลึก"
"เธอรู้ได้ไง? "
"ผมให้ไซลาสใช้โดรนตรวจสอบสภาพสถานที่ก่อนที่เราจะมา..." อัลเลนตอบพลางเปิดไฟล์ภาพมุมสูงที่ถ่ายจากโดรนให้ซาราห์ดู
มันเป็ภาพหลุมลึกขนาดใหญ่กลางทะเลทราย
"เป็หลุมที่ใหญ่มากจริง ๆ " ซาราห์ยอมรับและเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงอัลเลนให้เธอจอดห่างจากจุดหมายมาพอสมควรแล้วใช้วิธีเดินเท้าไปที่นั่นแทน
เมื่อพวกเขาออกมาอยู่นอกรถ--ไซลาสก็แจกกระบองสั้นขนาดเท่าไม้บรรทัดให้พวกเขาคนละอันก่อนสาธิตการใช้งานด้วยการกดปุ่มด้านข้างเบา ๆ
ส่วนปลายทั้งสองของกระบองสั้นพลันยืดออกอย่างรวดเร็วอีกประมาณด้านละหนึ่งฟุต
และเมื่อกดปุ่มด้านข้างอีกครั้ง--ปลายทั้งสองก็หดเข้ามาอย่างรวดเร็วและกลายเป็กระบองสั้นขนาดกะทัดรัดอีกครั้ง!
"เยี่ยม! " อัลเลนพูดกับไซลาสด้วยน้ำเสียงชื่นชมแววตาเป็ประกาย "สามารถใช้แทนไม้เท้าและก็ใช้เป็อาวุธได้ด้วย--ขอบใจมากนะ! "
"ไม่เป็ไรครับ--แค่นิดหน่อยเอง! " ไซลาสพูดอย่างเขิน ๆ
พวกเขากดปุ่มยืดกระบองสั้นให้กลายเป็ไม้เท้าแล้วเดินไปยังจุดหมายกันโดยมีอัลเลนเดินนำหน้าถัดมาคือไซลาส ส่วนซาราห์เดินรั้งท้าย
เพียงไม่นานทั้งสามก็เดินมาถึงที่หมายปลายทาง...
เบื้องหน้าของพวกเขาเป็หลุมขนาดใหญ่ที่มีขนาดกว้างประมาณครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ส่วนความลึกนั้นหากคะเนด้วยสายตาก็คงประมาณตึกสี่ชั้นเป็อย่างน้อย
บนผนังของหลุมฝั่งตรงข้ามที่พวกเขายืนอยู่นั้นเป็ภาพสลักนูนสูงที่มีลักษณะเป็ใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมงกุฎงูอันเป็สัญลักษณ์ของราชวงศ์อียิปต์โบราณ
ทว่าใบหน้าของนางกลับไม่ได้แสดงความสุขุมลุ่มลึกอย่างเช่นใบหน้าของฟาโรห์ในหุบผากษัตริย์แต่อย่างใด
แม้ว่านางจะมีใบหน้าที่สะสวยงดงาม หากแต่สีหน้าที่บิดเบี้ยวซึ่งแสดงอารมณ์คล้ายคนกำลังเ็ปจากการถูกลงทัณฑ์ทรมานและปากอ้ากว้างที่คล้ายกำลังเปล่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปที่สุดจะทนทานไหวนั้นดูสมจริงจนชวนให้ขวัญผวามากกว่าน่าชื่นชมในงานศิลปะที่ดูสมจริงเกินคำบรรยายชิ้นนี้!
"น่ากลัวชะมัด! " ไซลาสพูดขึ้นพลางเบ้หน้าเล็กน้อย "ถ้าผมเห็นภาพนี้ตอนกลางคืน...คงต้องนอนฝันร้ายแน่ ๆ! "
"..." อัลเลนไม่พูดไม่จาอะไร--เขาเพียงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าคาดเอวและถ่ายภาพนั้นสองสามภาพแล้วส่งไปให้ดันทาเลี่ยนตามสัญญา
แม้จะเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากเพียงใดแต่อัลเลนก็เลือกที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเอริเซียว่าจะอยู่ให้ 'ห่าง' เื่นี้มากที่สุด!
แต่เมื่อพวกเขากำลังเดินกลับไปที่รถจี๊ปที่จอดห่างออกไปนั้นเอง
พวกเขาก็ต้องพบกลุ่มชายฉกรรจ์ขี่ม้าชุดดำที่ใช้ผ้าสีดำปิดปากล้อมหน้าล้อมหลังกักตัวพวกเขาไม่ให้ไปไหน!