“จานนี้คุณมารตีทำเองเหรอครับ?” วิชิตถามขึ้นเบาๆขณะใช้ส้อมแตะเนื้อชิ้นแรก
“อืม ใช่ค่ะ พี่ปพนต์เป็นคนย่าง ฉันแค่จัดจานให้ดูแพง” เธอยิ้มน้อยๆก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นแตะริมฝีปาก แล้วพูดต่อ“ปกติเรามีแม่ครัวทำให้...แต่วันนี้พิเศษค่ะ”
วิชิตหัวเราะเบาๆ “มันดูแพงๆ จริงครับ...และอร่อยด้วย”
คำชมของเขาธรรมดา แต่ในน้ำเสียงมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา มารตีเหลือบตาแลไปมองเขาไม่ใช่เพราะคำพูดนั้น แต่เป็นวิธีที่เขาพูด นิ่ง ลุ่มลึก และมองเธอเหมือนกำลังอ่านหนังสือหายากสักเล่ม
“คุณดูเป็นคนสุขุมจังเลย” เธอเอ่ยขึ้นเสียงเบา“ไม่ค่อยเหมือนผู้ชายที่จารวีเคยควง”
“ผมคงไม่กล้าและซนเท่าเธอหรอกครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้มขณะนึกถึงภาพในห้องรับแขกที่เห็นมือของจารวีหายเข้าไปใต้ชายกระโปรงของสาวสวยตรงหน้า
“แต่คุณกล้ามองฉันตรงๆ ได้ขนาดนี้ ก็ไม่เบาแล้วล่ะค่ะ” ประโยคนั้นหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด...หรือบางทีเธอคิดแล้ว แต่แค่ไม่ได้ห้ามตัวเอง
จารวีหัวเราะแทรกเข้ามาพอดี “เขาชอบมองแบบนี้ล่ะเหมือนกำลังแกะกล่องของขวัญสุดหรู”
แล้วจารวีก็หันไปแซวปพนต์เบาๆ เรื่องอาหาร การจัดบ้าน การใช้กลิ่นหอมจางๆในห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทั้งคู่ถนัดเพราะมีอดีตร่วมกันในรีสอร์ตที่เต็มไปด้วยกิจกรรมรักเร่าร้อนที่ไม่มีใครสวมอะไรเกินกว่ารอยยิ้ม
“พี่ปพนต์ยังมีรอยยิ้มแบบคืนนั้นเลยนะ” จารวีกระซิบเสียงบางเบาแต่ชัดเจนให้มารตีได้ยิน
มารตีเพียงยิ้มเล็กๆ พลางเหลือบตามองวิชิตซึ่งยังนิ่งอยู่ แต่นัยน์ตาของเขาไม่ได้อยู่นิ่งเลยมันเคลื่อนไปตามริมฝีปากเธอ แววตาแล้วไล่ต่ำลงไปถึงทรวงอกขาวสล้างที่ทะลักล้นเป็นร่องลึก พ้นขอบผ้าบางเบาออกมา
เขารู้ว่าเธอรู้ และเธอก็รู้ว่าเขากำลัง “รู้สึก” บางอย่าง แต่มารตีกลับไม่ขยับหนีหรือปิดบังกลับรู้สึกว่าเธอ...ถือไพ่เหนือกว่าในเกมนี้ เกมที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะเริ่มแต่ก็ไม่คิดจะปฏิเสธหากมันเริ่มขึ้นเอง
“คุณกับจารวี...รู้จักกันนานแล้วหรือยังครับ?” วิชิตเอ่ยถามขึ้นพลางยกไวน์จิบอีกนิด ขณะเลื่อนสายตาไปจ้องหน้าสวย
“คงเกินกว่าที่จะเรียกว่ารู้จักแล้วค่ะ” มารตีตอบ หันไปสบตากับจารวีแล้วกล่าวต่ออย่างแผ่วเบา “บางที...มันก็เลยกลายเป็นความผูกพัน”
เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงคลอเบาๆ จากลำโพงบลูทูธริมมุมห้องเสียงส้อมกระทบจาน เสียงลมหายใจสลับกันเบาๆ ทุกอย่างในห้องนั้น...ชวนให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลและในหัวใจของมารตี เธอรู้ ว่าตัวเธอมีอำนาจบางอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในแววตาของวิชิตแต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะใช้มันหรือไม่
“คุณรู้สึกอะไรกับฉันรึเปล่า?” มารตีคิดในใจ...ไม่ได้เอ่ยออกมาแต่ในแววตาที่เธอสบกับเขา เหมือนคำถามนั้นลอยวนอยู่ระหว่างพวกเขาสองคน
วิชิตไม่ได้ตอบ แต่เขายิ้ม และในรอยยิ้มนั้น มันเต็มไปด้วยความรู้สึกใหม่ๆ...ที่แม้จะยังไม่เอ่ยเป็นคำ แต่ก็ชัดเจนพอจะเปลี่ยนบางอย่างไปตลอดกาลค่ำคืนยังดำเนินไปอย่างช้าๆบรรยากาศในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังนี้มีกลิ่นไม้หอมละมุนผสมกลิ่นไวน์แดงอุ่นเบา
เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงอยู่ห่างๆ จากลำโพงที่ซ่อนอยู่บนชั้นหนังสือใต้แสงไฟสีอำพันที่ส่องสว่างจางๆ ผ่านโคมแขวนแก้วทรงกลมเหมือนจงใจให้ค่ำคืนนี้เป็นแค่ภาพเบลอๆ ที่น่าหลงใหล โซฟากำมะหยี่สีเทาเข้มที่จัดวางรอบโต๊ะกระจกกลางห้องกลายเป็นเวทีเล็กๆ สำหรับผู้ร่วมสนทนา
ปพนต์นั่งพิงขอบโซฟาอีกด้าน มือยกแก้วไวน์หมุนเบาๆ ดวงตาสบายๆ ข้างๆเขา วิชิตนั่งตัวตรง เสื้อเชิ้ตขาวปลดกระดุมสองเม็ด ปล่อยแขนเสื้อพับเหนือข้อศอก กลิ่นน้ำหอมของเขาลอยอ่อนๆเมื่อมือยกไวน์ขึ้นจิบ
จารวีนั่งใกล้มารตี ที่กึ่งนอนกึ่งพิงพนักโซฟาผิวสีครีมนวลเนียนของเธอขับกับชุดเดรสผ้าลูกไม้สีควันบุหรี่ แขนเปลือยเปล่าแนบผิวกับชุดสายเดี่ยวผ้าซาตินของมารตีที่นั่งเคียงกัน
“นี่ไม่ใช่ไวน์ธรรมดาใช่มั้ย?” จารวีเอียงคอมองแก้วที่อยู่ในมือ“รสเหมือนมันกำลังพาใจกลับไปที่ไหนสักแห่ง”
“บางที…ที่แห่งนั้นก็อาจอยู่ในคืนเก่าๆ ของเราก็ได้นะ” มารตียิ้มหยิบแก้วของตัวเองขึ้นแตะริมฝีปาก
มือของทั้งสองแตะกันเบาๆเมื่อจารวีเลื่อนแก้วมาชน แรกๆ ก็แค่บังเอิญ แต่ในเวลาไม่นานก็เริ่มเหมือนตั้งใจ
นิ้วของมารตีลูบไล้ขอบแก้วไวน์เบาๆแล้วปล่อยให้มันไหลวนอย่างไม่รีบร้อน ขณะพูดเสียงเนิบช้าเหมือนลมหายใจของค่ำคืน
“คิดถึงไวน์แบบนี้…แล้วก็คิดถึงเตียงใหญ่ในห้องซีวิวด้วยเหมือนกันนะ”
จารวีหัวเราะเสียงเบา “ไม่ใช่แค่เตียงมั้ง...ที่เธอคิดถึง”
เสียงหัวเราะของพวกเธอเบา แต่เจืออะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่ความขบขัน มันมีบางอย่างซ่อนอยู่ภายในคำพูดนั้นบางอย่างที่ปพนต์เข้าใจดี เขายิ้มน้อยๆ ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้ทั้งสองสาวมีโลกของพวกเธอ
แต่ฝั่งตรงข้าม...วิชิตไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน
ชายหนุ่มนั่งนิ่ง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยมองภาพผู้หญิงสองคนที่โอบไหล่กัน ก้มหน้าคุยกันเบาๆเสียงหัวเราะสอดประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ...เหมือนเคยผ่านอะไรมาเกินกว่าที่เขาเคยได้ยินจากปากจารวีเขาไม่ใช่คนขี้หึง หรือชอบจับผิด แต่เขาเป็นคนที่รู้สึกได้…เมื่อคนข้างๆ ตัวไม่ได้เปิดประตูให้เขาเห็นเรื่องราวในอดีตอย่างที่ควรเป็น
“ดูเหมือนคุณสองคนจะเข้าใจกันดีมากเลยนะครับ?” วิชิตเอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจนพอจะดึงความเงียบกลับมาในห้อง
สาวสวยเจ้าของบ้านหันไปสบตาเขา แล้วตอบด้วยรอยยิ้มละมุน “อืม...ก็เข้าใจพอจะรู้ว่าเธอชอบไวน์ฝรั่งเศสมากกว่าสเปนและรู้ว่าถ้าจารวีเงียบไป แปลว่าเธอกำลังรู้สึกอะไรบางอย่างในใจ”
จารวีหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูมารตี เสียงเบาจนคนอื่นไม่ได้ยิน “เธอสวยและเซ็กซี่ขึ้นมาก…จนฉันอดคิดถึงคืนวันเก่าไม่ได้เลย”
มารตีเงียบไปสักครู่ แล้วเอียงหน้าเล็กน้อยพิงหัวไหล่ของจารวีเบาๆโดยไม่รู้ตัว มันเป็นสัมผัสที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในใจวิชิต…มันสั่น เขาวางแก้วลงบนโต๊ะกระจกดวงตาจับนิ่งอยู่ที่มือของมารตีซึ่งวางอยู่บนต้นขาเรียวยาวของจารวีที่ดูเหมือนกำลังขยับไหลลื่นเข้าไปภายใน และสูงขึ้น ความนิ่งของเขาไม่ใช่ความเยือกเย็น แต่เป็น การไตร่ตรอง
ปพนต์เห็นทุกอย่าง แต่ก็ยังคงเงียบราวกับเขาเข้าใจอะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา เขารู้ว่าอดีตของมารตีกับจารวีมีอะไรเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจง่ายๆและเขารู้ว่า...อดีตนั้น ไม่เคยจากไปจริงๆ
ไวน์อีกแก้วของค่ำคืนนี้เริ่มหมดลง กลิ่นหอมละมุนลอยคลุ้ง เสียงหัวใจบางคนเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยที่ยังไม่มีใครแตะตัวกันจริงๆ แต่ “แรงกระเพื่อม” ก็เริ่มไหลวนอย่างแผ่วเบาใต้ผิวของคืนที่เหมือนจะนิ่งสงบ และเมื่อสายตาของมารตีกับวิชิตสวนกันอีกครั้ง
...ครั้งนี้เธอยิ้มก่อน ไม่ใช่เพราะจะยั่ว ไม่ใช่เพราะจะเล่นเกม แต่เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้ เริ่มอยากรู้แล้วว่า อดีตที่ยังไม่เล่าของเธอ…มันร้อนแรงแค่ไหน
เช้าตรู่...วันถัดมา แดดอุ่นอ่อนกรองผ่านม่านบาง แสงสะท้อนระยิบอยู่บนผิวน้ำในสระหลังบ้านเสียงนกร้องเบาๆ คลอเคลียกับเสียงลมพัดไหวของต้นลีลาวดีที่ปลายสนาม
วิชิตเดินออกมาจากห้องนอนที่ปพนต์และจารวีจัดไว้ให้เมื่อคืนเขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เสื้อยืดคอกลมสีเทาอ่อนกับกางเกงขาสั้นทำให้เขาดูสบายๆไม่ต่างจากอารมณ์เช้าที่กำลังจะดี...จนกระทั่งเขามองเห็นเธอ
สาวสวยเดินเลี้ยวตรงมาจากครัว มือถือแก้วน้ำส้มสดในมือขวาส่วนมือซ้ายปาดผมเปียกชื้นเบาๆ ที่ไหลลงมาตามแผ่นหลัง
เธอสวมเพียงชุดนอนเดรสสายเดี่ยวผ้าซาตินสีไข่มุกเว้าคอลึกจนเห็นความขาวเนียนอมชมพูของเนินอ่อนทั้งสองข้างเกือบสุดปลายยอดขอบล่างของชุดก็แค่พาดผ่านต้นขาอ่อนเพียงนิดเดียวราวกับเพียงแค่เธอก้าวเร็วขึ้นอีกนิด...ทุกอย่างจะเปิดเผยออกมาจนหมด
แสงยามเช้ากระทบกับผิวของเธอราวกับสะท้อนเงาทองของภาพวาดในหอศิลป์