จ้าวหนิงเอ๋อนั่งรออยู่ในเรือนรับแขก ยามเฉิน (07.00 – 08.59 น.) เกิดเื่วุ่นวายขึ้นกับหลานสาวเขาจำต้องกลับบ้านก่อนคิดว่าจะมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ แต่ชาวบ้านจำนวนสิบห้าคนที่เป็แรงงานทำงานอยู่ในสวนผลไม้ร้อนใจ กลัวว่างานดี ๆ เช่นนี้จะหลุดลอยหายไป ถ้าหากเกิดว่าถูกเลิกจ้างครอบครัวคงต้องกลับไปอดอยากเช่นเดิม
ค่าแรงที่ได้รับมากถึงวันละสิบเหวิน คนที่ไปทำงานนอกหมู่บ้านยังได้ค่าแรงน้อยกว่า ต้องรู้ก่อนว่าเวลานี้ข้างนอกไม่ปลอดภัย เพราะมีผู้อพยพหนีามากมาย
บ้านเมืองกำลังอยู่ใน่ฟื้นฟู ราษฎรยากจน อดอยากหันมาเป็โจรปล้นฆ่าจนทำให้ชาวบ้านหวาดผวา หากมิจำเป็ไม่มีใครอยากออกไปนอกหมู่บ้าน
ค่าแรงวันละสิบเหวินหนึ่งเดือนก็สามร้อยเหวิน ในต้าถังเงินหนึ่งก้วนสามารถซื้อข้าวได้หนึ่งพันจิน (1000 จิน หรือ 500 กิโลกรัม)
ซื้อธัญพืชหยาบได้หนึ่งพันห้าร้อยจิน (1500 จิน หรือ 750 กิโลกรัม)
เงินหนึ่งเหวิน จะสามารถซื้อข้าวได้หนึ่งจิน ซื้อธัญพืชหยาบได้หนึ่งจินห้าเหลียง (5 เหลียง เท่ากับ ครึ่งหนึ่งของน้ำหนักจิน หรือ 250 กรัม 1 เหลียง เท่ากับ 50 กรัม)
ฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายจนหมดคลัง แล้วหันมาขูดรีดภาษีจากราษฎร จนราษฎรทนไม่ไหวลุกขึ้นมาก่อฏ ราชวงศ์ใหม่สถาปนาขึ้นมาได้ไม่นานคนในราชวงศ์เก่าก็คอยก่อฏเพื่อแย่งชิงบัลลังก์กลับคืน พวกชนเผ่านอกด่านก็พยายามรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินทางตอนเหนือ บ้านเมืองไม่สงบสุขแล้วราษฎรจะอยู่อย่างเป็สุขได้หรือ
“ขออภัยที่ทำให้ท่านอารอนาน”
“ไม่เป็ไร อารู้ว่าเ้ากำลังยุ่ง”
“เื่ที่พวกเราคุยกันค้างไว้ ข้ายังจ้างพวกเขาต่อเ้าค่ะ”
“พวกเราลดค่าแรงดีหรือไม่” ยอมลดค่าแรงดีกว่าไม่ได้ค่าแรง เลยสักเหวินเดียว จ้าวหนิงเอ๋อรู้สถานการณ์ยากลำบากของหลานสาวดี
“ค่าแรงยังคงวันละสิบเหวินเท่าเดิม ท่านอามิต้องเป็กังวลว่าข้าจะไม่มีเงินจ่าย ขอแค่ให้ทุกคนขยันทำงานเหมือนเดิมเื่ค่าแรงไม่มีปัญหา”
“หลานสาวจะขึ้นไปดูผลไม้ที่ปลูกหรือไม่ ผลไม้สี่ชนิดข้ารู้จักแค่ผิงกั่ว ผูเถา กับ ลูกพลับ อีกชนิดข้าไม่รู้จัก แต่ผลของพวกมันใหญ่กว่าที่ข้าเคยเห็นมากนัก”
(ผิงกั่ว คือ แอปเปิ้ล)
(ผูเถา คือ องุ่น)
แน่ล่ะ! ในโลกเดิมผลไม้พวกนี้ถูกปรับปรุงออกมาหลายสายพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ได้เป็พันธุ์ดีแถมยังสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่สามปีเพิ่งออกผลมันก็เหมือนที่ปลูกกันปกติทั่วไป
รื้อค้นจากความทรงจำเดิมเพาะเมล็ดพันธุ์ลงดินสิบห้าวันเมล็ดพันธุ์ก็เจริญงอกงาม นางนึกว่ามันจะให้ผลผลิตเร็วกว่านี้เสียอีก หรือว่าเป็เพราะสภาพภูมิอากาศและดินที่ปลูก องุ่นนางเพิ่งปลูกก่อนกลับไปยังฉานอันมิแปลกใจที่มันเพิ่งให้ผลผลิต
“ตอนนี้ใกล้จะยามเซิน (15.00 – 16.59 น.) พรุ่งนี้ข้าค่อยขึ้นไปดูสวนผลไม้ก็แล้วกัน”
“ได้ ข้าจะไปบอกคนงานว่าเ้ายังจ้างพวกเขาต่อ”
จ้าวลู่ชิงมองตามหลังบุรุษอายุสามสิบกว่าแล้วยังตื่นเต้นราวกับเด็กหนุ่ม ท่านอาคนนี้ทำงานให้ครอบครัวนางเป็อย่างดี บุรุษซื่อ ๆ แต่จริงใจ หมู่บ้านซานเป่ยโชคดีที่มีหัวหน้าหมู่บ้านมีน้ำใจรักความยุติธรรม เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมไปถึงสอนลูกหลานออกมาให้เป็คนเช่นเดียวกัน หวังว่าพวกเขาจะเป็เช่นนี้ไปตลอด
ซูเซียงได้สิ่งที่จ้าวลู่ชิง้ามาหมดทุกอย่าง เนื้อกวางถูกหั่นเป็แผ่นจนเกือบหมด แรงงานเยอะก็ดีอย่างที่เห็น
เนื้อที่หั่นและทำความสะอาดเรียบร้อยถูกนำมาหมักกับเครื่องปรุงเครื่องเทศที่จ้าวลู่ชิงเป็คนเตรียม บิดามารดาเป็เชฟชื่อดังเพื่อไม่ให้เป็การเสียชื่อลูกสาวอย่างนางก็มีฝีมือในด้านการทำอย่างเช่นเดียวกัน
ส่วนใหญ่จ้าวลู่ชิงจะถนัดทำอาหารฟิวชั่นมากกว่าอาหารชนิดอื่น คิดค้นสูตรนำวัตถุดิบมาผสมผสานจนออกมาเป็อาหารที่น่ารับประทาน
“หอมจัง” ซูเซียงกับบ่าวคนอื่น ๆ กำลังช่วยกันตากเนื้ออยู่บนตะแกรงที่ถูกสานขึ้นจากไม้ไผ่ นางเห็นคุณหนูหมักเนื้อด้วยเกลือ น้ำตาล เหล้าเหลืองและเครื่องเทศไม่กี่อย่าง เหตุใดถึงได้หอมยิ่งนัก
จ้าวฮูหยินออกมาดูเนื้อที่ตากอยู่เต็มห้องว่างติดกับห้องครัว ห้องขนาดใหญ่ถูกด้วยเนื้อจนเต็ม บุตรสาวนางช่างสรรหาทำนัก ไม่รู้ว่าไปเรียนรู้มาจากไหน ปกติไม่เคยเห็นย่างเท้าเข้าใกล้ครัว หรือเป็เพราะความอดอยากทำให้บุตรสาวเปลี่ยนไป เช็ดน้ำตาที่มันกำลังซึมออกมาในหน่วยตา
วันต่อมาจ้าวลู่ชิง พี่ชาย และสาวใช้ทั้งสองรีบขึ้นมาดูสวนผลไม้บนเขาั้แ่ยามเฉิน (07.00 – 08.59 น) . คนงานกำลังกำจัดวัชพืชกันอย่างขยันขันแข็ง พอเห็นเ้าของสวนมาก็ยิ่งทำงานกันเร็วยิ่งขึ้น
“น้องสาว นี่คือสวนผลไม้ที่เ้าเล่าให้ข้าฟัง” จ้าวลู่เสียนอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น ูเาลูกนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ผลที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
“ใช่แล้วเ้าค่ะ นี่คือผูเถา” จ้าวลู่ชิงมององุ่นที่ไต่ขึ้นบนค้างที่ทำจากไม้ไผ่ ผลยังเล็กอีกประมาณเดือนกว่า ๆ น่าจะเก็บผลผลิตได้ ไม่นึกเลยว่าผลไม้พวกนี้จะให้ผลผลิต
อุง่นแต่ละพวงจะมีผลเกิดซ้อนกันจนแออัด จ้าวลู่ชิงจำได้ว่าเคยดูสารคดีเกี่ยวกับการทำสวนองุ่นที่เมืองถูหลู่ฟาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูรย์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
ถ้าพวงองุ่นแน่นเช่นนี้ต้องตัดแต่งเอาผลที่ไม่สมบูรณ์ มีรอยแมลงกัดหรือผลที่เป็โรคออก จ้าวลู่ชิงกำลังคิดว่าจะจ้างคนงานให้มาตัดแต่งผลพวงองุ่น พรุ่งนี้นางจะเอาโสมคนกับเห็ดหลินจือไปขายน่าจะได้เงินกลับมามากพอสมควร
“ท่านอาหนิงเอ๋อเ้าคะ ข้าว่าจะจ้างคนงานมาตัดแต่งพวงผูเถา”
“เ้าจะตัดแต่งมันเพราะเหตุใด” จ้าวหนิงเอ๋อไม่เคยปลูกไม้ผลมาก่อนจึงไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องตัดแต่ง ปกติพวกตนแค่รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอก และทำตามที่จ้าวลู่ชิงสั่ง ปีนี้เป็ปีแรกที่พวกมันออกผล
“ผลผูเถามันมากเกินไปเ้าค่ะ”
“มากแล้วไม่ดีรึ?” ผู้ใดก็อยากได้ผลผลิตมาก แต่ทำไมหลานสาวคนนี้ถึงไม่้าล่ะ
“หากเราปล่อยให้มันออกผลมากจนเกินไป ผลมันจะเล็กเ้าค่ะ ดังนั้นพวกเราจำเป็ต้องตัดผลที่มีรอยดำ ๆ แบบนี้ กับผลที่เล็กลีบออก” นางอธิบายความรู้ที่เคยเห็นผ่านตามาให้จ้าวหนิงเอ๋อฟัง
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เ้า้าคนงานกี่คน”
“ตอนนี้คนงานประจำในสวนผลไม้มีทั้งหมดสิบห้าคน ข้า้าแรงงานรายวันอีกสักสิบคน ให้ค่าตอบแทนวันละสิบเหวิน”
“ข้าจะไปบอกชาวบ้านให้”
“ท่านอา แรงงานที่จะจ้างสิบคน ท่านห้ามเอาคนในครอบครัวเดียวกันนะเ้าคะ เลือกได้ครอบครัวละหนึ่งคนเท่านั้น และห้ามเอาคนในครอบครัวเดียวกับคนงานประจำ”
หมู่บ้านแห่งนี้ชาวบ้านค่อนข้างยากจน ทว่ามีดีตรงที่ป่าอุดมสมบูรณ์มีลำธารหลายสาย ผักป่าของป่ามีให้เก็บ ถึงอุดมสมบูรณ์แต่ชาวบ้านก็ทำได้เพียงเข้าไปเก็บของป่าบริเวณตีนเขาเท่านั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าลึก ท่านปู่นางเล่าให้ฟังว่าตอนท่านเด็ก ๆ มีนายพรานหลายรายที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับพวกสัตว์ป่า
คนงานที่ทำงานอยู่บริเวณใกล้ ๆ เสียดายโอกาสเป็อย่างมาก กำลังตื่นเต้นดีใจคิดว่าจะเอาคนในครอบครัวมาเป็แรงงาน พอได้ยินว่าห้ามเอาคนในครอบครัวเดียวกัน แววตาที่เกิดประกายดับแสงลง
จ้าวลู่ชิงสอนคนงานให้ตัดแต่งพวงองุ่น พรุ่งนี้พวกเขาจะได้สอนคนงานใหม่ได้
จ้าวลู่เสียนรู้สึกทึ่งกับความสามารถของน้องสาว เขาเพิ่งเคยเห็นต้นผิงกั๋วกับผูเถาเป็ครั้งแรก ส่วนต้นพลับเขาเคยเห็นมันมาก่อน
“น้องสาวนี่คือต้นอันใด เหตุใดผลมันเป็เช่นนี้”
“ต้นนี้คือลี่จือ” (ลิ้นจี่)
“ลี่จือคืออันใด”
“มันคือผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งปลูกกันอยู่ทางตอนใต้ ผลสีแดง เนื้อสีขาว หวานจนท่านต้องกินแล้วกินอีก คราแรกข้าไม่มั่นใจว่านำปลูกทางเหนือแล้วจะรอดหรือไม่ ยามนี้มันออกผลแล้ว” ดีใจจนต้องเผยรอยยิ้มกว้าง นางจำได้ว่าในประวัติศาสตร์ที่เคยศึกษารัชสมัยที่ถังเสวียนจงเป็ฮ่องเต้มีสนมเอกแสนงดงามนามว่า หยางกุ้ยเฟย
หยางกุ้ยเฟยชื่นชอบลิ้นจี่เป็อย่างมากทว่าลิ้นจี่เป็ผลไม้ที่มีน้ำตาลมากทำให้เน่าเสียได้ง่าย ในอดีตการส่งขนลิ้นจี่จากใต้ไปเมืองหลวงใช้เวลานานพอถึงฉางอันลิ้นจี่ก็เน่าเสีย เพื่อสนมอันเป็ที่รักฮ่องเต้ถังเสวียนจงทรงมีพระบัญชาให้ม้าเร็วขนส่งลิ้นจี่สด ๆ มายังเหมืองหลวงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดังนั้นม้าเร็วที่ทำหน้าที่ขนส่งลิ้นจี่นั้นจำเป็ต้องวิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยจะผลัดเปลี่ยนม้าที่ศาลาพักม้าเป็ระยะ ๆ ตลอดเส้นทางมายังเมืองหลวง เมื่อสนมหยางเห็นฝุ่นควันตลบของม้าเร็วก็จะทรงแย้มสรวลออกมาทันที ด้วยรู้ว่านั่นหมายถึงลิ้นจี่ได้ส่งมาถึงแล้ว
ด้วยเหตุนี้สนมหยางกุ้ยเฟยจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์และแต่งบทกวีเสียดสี และลิ้นจี่ก็ยังเป็สัญลักษณ์แห่งความรักโรแมนติกของหยางกุ้ยเฟยกับฮ่องเต้ถังเสวียนจง
ผลไม้ที่ถูกยกย่องเป็ของล้ำเลิศเพียงนี้ นางปลูกไม่ถึงสามปีก็ออกผล แถมยังออกผลในภาคเหนือ กลิ่นเงินกำลังลอยเข้าจมูกนางจนมึนศีรษะ
ข้อความจากข้าจ้าวลู่ชิงถึงหยางกุ้ยเฟยที่ยังไม่เกิดมาบนโลกใบนี้ ถ้าสวนลิ้นจี่แห่งนี้อยู่ถึงรัชสมัยนั้น ท่านมิต้องหันมองลิ้นจี่ทางตอนใต้ เพราะลิ้นจี่ทางตอนเหนือที่ข้าปลูกส่งถึงฉางอันได้เร็วกว่ามากนัก
จ้าวหนิงเอ๋อคอยรายงานความเรียบร้อยภายในสวนที่เขารับผิดชอบดูแลั้แ่จ้าวลู่ชิงกลับเมืองหลวง
“น้ำในสระเหลือเพียงครึ่ง” จ้าวลู่ชิงคนเดิมจ้างชาวบ้านในหมู่บ้านมาขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้รดไม้ผลที่ปลูกจำนวนสี่แห่ง เพราะนางกลัวน้ำในลำธารแห้งเหือดแล้วทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน สระน้ำที่นางจ้างคนขุดมีทั้งหมดสี่สระตั้งอยู่สี่ทิศเพื่อความสะดวกในการรดน้ำของคนงาน
“ปีนี้ภัยแล้งมาเยือนหนัก ข้าวในนาหมู่บ้านอื่นแห้งตาย ดีที่ลำธารหมู่บ้านเรามีน้ำตลอดเวลาจึงพอให้ชาวบ้านมีความหวังกับผลผลิต”
“ปีนี้ราชสำนักน่าจะยกเว้นภาษี เพราะภัยแล้งรุนแรง ตอนข้าเดินทางมาที่หมู่บ้าน สองข้างทางบางพื้นที่ข้าวยืนต้นตาย”
จ้าวลู่ชิงสบตากับพี่ชายต่างฝ่ายต่างส่งยิ้มปลอบกัน ในระหว่างเดินทางพวกตนเห็นความทุกข์อยากของชาวบ้านทางตอนเหนือมากมาย คนที่ลำบากกว่าพวกนางนั้นมีไม่น้อย อย่างน้อยนางและครอบครัวก็ยังมีที่อุ่น ๆ ใช้หลบลมหนาว
ผ่านไปหนึ่งวันสีจะเปลี่ยน
ผ่านไปสองวันกลิ่นเปลี่ยน
ผ่านไปสามวันรสชาติเปลี่ยน
หลังจากวันที่สี่ถึงห้าไปก็จะไม่อร่อยและไม่หอมหวานอีกแล้ว
“น้องสาวบทกวีที่เ้ากล่าวมันหมายความว่าอย่างไร”
จ้าวลู่เสียนโผล่หน้าเข้ามาในรถม้าเมื่อได้ยินน้องสาวกล่าวบทกวี
“นั่นสิ ที่คุณหนูกล่าวมันหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ”
สาวใช้ข้างกายทั้งสองประทับใจในความสามารถของนายพวกตน คุณหนูเก่งไปเสียทุกอย่าง ขับขานบทกวีก็ช่างไพเราะแต่พวกนางไม่รู้ถึงความหมาย
“ข้าหมายถึงผลของลี่จือ” นางแอบหยิบยกบทกวีของ ‘ไป๋จวีอี๋’ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็มหากวียุคราชวงศ์ถังมากล่าว
“เ้ารู้ได้เช่นไรว่าลี่จือเน่าเสียเร็ว”
“ข้าฉลาดอย่างไรล่ะ ในตำราที่ข้าศึกษาบอกไว้”
จ้าวลู่เสียนเชื่อที่นางบอก เพราะน้องสาวเป็ผู้ที่ชอบอ่านตำรา เขาก็เป็ผู้ที่ชอบอ่านตำราแต่แล้วเหตุใดถึงไม่รู้จักผลไม้ชนิดนี้เลย สงสัยต้องอ่านตำราทั่วไปให้มากกว่านี้
“ท่านพี่ ท่านอยากเป็ขุนนางหรือไม่เ้าคะ” พี่ชายของนางนั้นเก่งกาจเป็อย่างมาก อายุสิบสองก็สอบได้เสี่ยวซานหยวน (ได้อันดับ 1 ทุกสนาม หมายถึง เซี่ยนซื่อ ฝู่ซื่อ และเยวียนซื่อ) พออายุสิบห้าก็สอบเซียงซื่อ [1] ได้อันดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้โดดเด่นจนมีภัย การสอบในสนามต่อไป (ฮุ่ยซื่อ) [2] ท่านปู่กับท่านพ่อเลยสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการสอบ
“ก่อนหน้าข้าเคยคิด ยามนี้ข้าไม่มั่นใจ” แม้ว่าจวนฝู่กั๋วกงจะล่มสลายแต่เขาก็ยังสามารถสอบรับราชการได้เพราะไม่มีคำสั่งห้าม
“ท่านจวี่เหรินน้อยกังวลไปไย หากท่านไม่อยากเดินบนเส้นทางขุนนาง เส้นทางคหบดีผู้มั่งคั่งรอท่านอยู่” จ้าวลู่ชิงฟังน้ำเสียงก็รับรู้ได้ว่าเหตุการณ์ล่มสลายของจวนฝู่กั๋วกงทำให้พี่ชายลังเล
จ้าวลู่เสียนกับบ่าวขับรถม้าและสาวใช้สองคนหัวเราะกับคำพูดของจ้าวลู่ชิง เส้นทางคหบดีผู้มั่งคั่งฟังแล้วรู้สึกดีมิใช่น้อย
หมายเหตุ
(1) เซียงซื่อ เป็การสอบระดับภูมิภาค ผู้มีสิทธิเข้าสอบจะต้องได้คุณวุฒิซิ่วไฉก่อน ผู้สอบผ่านขั้นนี้จะได้คุณวุฒิจวี่เหริน
(2) ฮุ่ยซื่อ เป็การสอบระดับประเทศ ผู้ที่สอบผ่านได้รับคุณวุฒิจวี่เหรินทุกมณฑลจะเดินทางมาสอบที่ฉางอัน