วันที่สอง
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์อ่อนจางยามรุ่งสางส่องลอดหน้าต่างเรือนเข้ามา ไป๋หลันงัวเงียตื่นจากการหลับไปเพียงชั่วครู่ เมื่อรู้สึกตัวนางก็รีบหันไปดูน้องชายทันที สิ่งแรกที่เห็นคือคราบเมือกสีเทาดำตามซอกคอและเสื้อของไป๋จิ้ง แสดงว่าตลอดคืนที่ผ่านมา พิษยังคงซึมออกจากร่างเขาอย่างต่อเนื่อง
ไป๋หลันเอื้อมมือแตะหน้าผากน้อง พบว่ายังคงร้อนจัดและชุ่มไปด้วยเหงื่อพิษ ลมหายใจของเขาหอบเหนื่อยเป็่ๆ แ่เบาไร้สติ ไป๋จิ้งส่งเสียงครางแ่ในลำคอคล้ายคนละเมอด้วยความปวดร้าวที่ยังหลงเหลืออยู่ นางจึงรีบลงมือดูแลอย่างไม่รอช้า
ผ้าชุบน้ำถูกนำมาเช็ดตัวลดไข้ให้ไป๋จิ้งอีกครั้ง ไป๋หลันเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปรอะพิษให้ใหม่อย่างทะนุถนอม แล้วจัดแจงต้มน้ำสมุนไพรสำหรับการแช่ร่างวันที่สองต่อทันที ในตำราหมอภูติระบุไว้ว่านางต้องทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าพิษจะหมดสิ้น
ไม่ช้ากลิ่นฉุนของสมุนไพรสดและแห้งนานาชนิดก็โชยกระจายไปทั่วเรือน เมื่อน้ำยาได้ที่ ไป๋หลันยกหม้อสมุนไพรเทลงในอ่างไม้จนเต็ม นางสูดหายใจลึกเรียกเรี่ยวแรงที่ยังอ่อนล้าของตน แล้วค่อยๆ ช้อนร่างไป๋จิ้งที่ไร้สติขึ้นอีกครั้ง ชั่วอึดใจร่างอ่อนปวกเปียกของน้องชายก็ถูกหย่อนลงในอ่างน้ำยาสมุนไพรอุ่นเป็ครั้งที่สอง
ทันทีที่แช่ร่างไป๋จิ้งลงในน้ำยาอีกครา ตัวยาก็ออกฤทธิ์ขับพิษที่เหลืออยู่ออกมาต่อเนื่อง ไป๋จิ้งตัวสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายที่ผ่ายผอมยังคงบอบช้ำทำให้เขาทนทุกข์กับความเ็ปอย่างหนัก เสียงครวญครางผะแ่หลุดจากริมฝีปากแห้งแตก บางถ้อยคำฟังไม่เป็ภาษา แต่บางคราวก็คลับคล้ายเรียกหาใคร
“ร้อน…พี่หลัน…ข้าเจ็บ…” เสียงแหบแห้งของไป๋จิ้งหลุดออกมาอย่างคนเพ้อด้วยพิษไข้ที่ยังคงปะทุ ไป๋หลันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้น้ำตาของตนไหลออกมา นางเอื้อมจับมือที่เกร็งแน่นของน้องชายไว้แนบอก “อดทนหน่อยนะ น้องพี่…อดทนไว้นะ เดี๋ยวมันจะดีขึ้น” นางปลอบประโลม แม้หัวใจตัวเองจะสั่นไหวเมื่อได้ยินเสียงทุกข์ทรมานนั้นขณะนั้นลมหายใจของไป๋จิ้งก็เต็มไปด้วยไอร้อนและกลิ่นพิษ ทุกครั้งที่เขาหอบหายใจออกมา ก็ปรากฏไอสีดำจางๆ ลอยออกจากปากและจมูก แสดงถึงพิษร้ายที่กำลังถูกขับเคลื่อนออกทางลมหายใจ ลิ้นของเขาแลบออกมาเล็กน้อยเผยให้เห็นคราบพิษสีดำที่เคลือบอยู่ ไป๋หลันเห็นดังนั้นก็ยิ่งร้อนใจ แต่นางยังคงเฝ้าประคองร่างน้องไว้ในน้ำยา ไม่กล้าคลาดสายตา
่หนึ่งไป๋จิ้งอาเจียนพุ่งออกมาอย่างแรง สิ่งที่คายออกมาคือก้อนเืดำปนลิ่มพิษเหนียวข้น นางรีบตวัดชามเปล่ามารองรับไว้ ของเหลวสีดำคล้ำส่งกลิ่นคาวรุนแรงลอยขึ้นมาเตะจมูก แต่นางก็กัดฟันทน ทำความสะอาดคราบเปรอะเปื้อนเ่าั้ออกจากตัวน้องชายอย่างระมัดระวัง
น้ำสมุนไพรในอ่างค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีดำขุ่นอีกครั้ง แม้จะไม่ดำสนิทเฉกเช่นวันแรก แต่ก็เต็มไปด้วยตะกอนพิษลอยฟุ้งเป็ริ้วๆ ไปทั่ว น้ำเมือกสีดำข้นยังคงไหลซึมออกจากรูขุมขนของไป๋จิ้งอย่างต่อเนื่อง และบางขณะนางก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมเล็กๆ ลักษณะคล้ายเส้นด้ายสีดำลอยออกมาปะปนกับน้ำด้วย บางเส้นดิ้นกระตุกเหมือนมีชีวิตครู่หนึ่งก่อนจะจมหายไป เมื่อเห็นดังนั้น ไป๋หลันก็นึกถึงคำบอกของหมอหลี่ิว่าสองวันแรกนี้พิษจะถูกขับออกมากที่สุด จากนั้นอาการจะค่อยๆ ทุเลาลง ความคิดนี้ช่วยให้ใจของนางชื้นขึ้นว่ากระบวนการรักษากำลังเป็ไปอย่างที่ควร
กว่าชั่วยามใหญ่ๆ ร่างของไป๋จิ้งก็แน่นิ่งหมดสติไปอีกครั้งในอ่างน้ำยา ไป๋หลันจึงช้อนร่างเขาขึ้นมาวางบนเตียงเช่นเดิม นางซับตัวเขาให้แห้งและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ คล่องแคล่วราวกับทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน จากนั้นป้อนน้ำสมุนไพรอุ่นๆ ให้เขาจิบทีละนิด ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายลงบ้าง
ตกเย็นวันนั้น สีหน้าของไป๋จิ้งดูสงบขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย อุณหภูมิร่างกายของเขาลดลงจากที่ร้อนจัดเหลือเพียงไออุ่น ลมหายใจแม้จะยังแ่เบา แต่ก็ดูสม่ำเสมอขึ้น ไม่ขาดเป็ห้วงๆ เช่นก่อน ไป๋หลันเห็นอาการน้องชายค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อยก็มีความหวัง นางใช้มือนวดเบาๆ ตามแขนขาของไป๋จิ้งที่เคยเกร็งให้อ่อนคลาย กระตุ้นให้เืลมและลมปราณไหลเวียนดีขึ้นตามที่หมอหลี่ิแนะนำไว้
คืนนั้น แม้จะอ่อนล้าเต็มที แต่ไป๋หลันยังคงนั่งเฝ้าน้องชายอย่างใกล้ชิด นางชุบน้ำเย็นวางบนหน้าผากลดไข้ให้เขา และจับจูงมือน้องชายไว้ไม่ปล่อย บางคราวนางก็ฮัมเพลงกล่อมเสียงแ่หรือเล่านิทานเื่เก่าสมัยเด็กที่พวกเขาเคยฟังด้วยกัน เพื่อให้ไป๋จิ้งในห้วงภวังค์ได้รับรู้ถึงความอบอุ่นใจจากพี่สาว แม้จะไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินหรือไม่ แต่ก็หวังว่าจิตใต้สำนึกของเขาจะััถึงความรักและกำลังใจที่นางส่งให้
ยามดึกสงัด แสงจันทร์ส่องต้องใบหน้าอิดโรยของไป๋หลันขณะนางกุมมือเย็นของน้องชายแนบแก้ม เปลือกตานางหนักอึ้ง แต่หัวใจกลับเบาขึ้นด้วยประกายแห่งความหวังที่เริ่มเรืองขึ้นทีละน้อยเมื่อเห็นว่าคืนนี้อาการน้องไม่ทรุดลงอีก หากผ่านคืนนี้ไปได้ วันรุ่งขึ้นไป๋หลันก็จะเริ่มเห็นปลายทางของความทุกข์ทรมานนี้แล้ว