สุดท้ายที่บ้านนอก

    สุวกรณ์ เด็กสาวอ่อนโลก

    หลังจากออกจากที่ทำงานในบ่ายวันหนึ่ง อรัญมาเดินเตร่ดูอะไหล่คอมพิวเตอร์ในห้างแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ ซึ่งเป็นห้างที่ขายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะจากนั้นเดินลัดเลาะมาตามถนน ผ่านหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และแวะเข้าไปเดินเล่นในสวนลุมพินี ซึ่งช่วยลดบรรยากาศความอึมครึมของอารมณ์ได้บ้างท่ามกลางผู้คนมากมายในเมืองหลวง แต่เขากลับรู้สึกเดียวดายอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่มาเยือนเขาบ่อยมากขึ้นหลังจากที่จันทิมา สุดที่รักของเขาจากไปเธอจะรู้ไหมหนอว่าฉันคิดถึงเธอเพียงไหนแต่นั่งพักได้ไม่นาน ฝนก็ตั้งเค้าว่าจะตก จึงรีบออกจากที่แห่งนั้น เดินเลียบฟุตบาทมาเพื่อรอขึ้นรถเมล์ที่วิ่งสวนกันขวักไขว่พอถึงป้ายรถเมล์เท่านั้น ฝนก็กระหน่ำเม็ดลงมาอย่างไม่ปราณีปราศัย เรียกว่าแทบตั้งตัวไม่ทัน เขาต้องยืนเบียดกับคนอื่นในบริเวณชายคาของป้ายรถเมล์อันคับแคบนั้น เมื่อรถเมล์สายที่ต้องการมาถึง เขาจึงขึ้นไปเบียดกับผู้คนบนรถอีก เป็นธรรมดาที่ฝนตกหาที่หลบฝนไม่ได้ ต้องอาศัยรถเป็นที่หลบชั่วคราวขณะที่ยืนอึดอัดเพราะความเบียดเสียดอยู่นั้น อรัญก็สัมผัสถึงมือที่พยายามจะสอดเบียดจากด้านหลังอ้อมมาลูบตามกระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหลังที่มีกระเป๋าเงินอยู่ อาจเป็นเพราะมือใหม่กระมังจึงไม่แนบเนียนเท่าที่ควร อรัญปล่อยมือจากราวรถ คว้าหมับได้นิ้วโป้งบีบไว้แน่น เจ้าของมือตกใจพยายามชักคืน แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะหนีบแบบล๊อคแน่น ตุกติกเป็นนิ้วหักแน่หันไปมองก็พบว่าเจ้าของมือเป็นเด็กอายุคงไม่เกิน 15 ปี ใส่หมวกแก็ปสีแดง นิ่วหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดที่ได้รับอรัญยิ้มที่มุมปาก มือยังยึดแน่น นานเข้าก็ชักสงสารเหมือนกันที่เห็นเจ้าของมือขโมยได้รับความเจ็บปวด จึงค่อย ๆ ปล่อยมือออก พอเป็นอิสระ มิจฉาชีพหมวกแดงก็รีบผลุนผลันลงจากรถ ขณะที่รถชะลอความเร็วแต่อาจเป็นเพราะทั้งรีบร้อนและถนนลื่น มือใหม่หัดล้วงไถลลื่นล้มโครมลงขอบถนน เป็นจังหวะเดียวกับที่จักรยานยนต์พุ่งเบียดเลียบมาทางซ้ายแม้จะพยายามเบรกแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล มันพุ่งชนโครมกับร่างที่พยามจะลุกขึ้น กระเด็นกลิ้งสองสามทอด จักรยานยนต์คันนั้นก็เสียศูนย์การบังคับหันหัวเข้าหาถังขยะริมบาทวิถีเสียงโครมครามสนั่น บวกกับเสียงกรีดร้องตกตะลึงของผู้พบเห็นเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยวขณะเท่านั้น จากนั้นความจอแจของไทยมุงก็เริ่มขึ้น พนักงานขับรถเมล์ที่เขาโดยสารอยู่ก็ตะลึง จอดดูเหตุการณ์อย่างอยากรู้อยากเห็นอรัญลงจากรถเข้าไปดู ก็พบว่า เจ้าของจักรยานยนต์ไม่เป็นอะไรมาก เพียงแต่เลอะไปด้วยขยะเท่านั้นเอง แต่มิจฉาชีพหมวกแดง บัดนี้นอนไม่ไหวติง ไทยมุงก็คือไทยมุง จะหาผู้เข้าช่วยไม่มีแม้แต่คนเดียว คงเป็นเพราะไม่มีใครต้องการเปียกฝนนั่นเองอาจเป็นความผิดของเขาก็ได้ จึงรีบเข้าไปประคอง สำรวจก็พบว่าแค่สลบไปเท่านั้นเอง ศรีษะแตกเลือดไหลอาบตามใบหน้า“ใครก็ได้เรียกรถให้ที”ตะโกนร้องมองหน้าไทยมุงอย่างร้อนรน แต่จะหาคนทำก็หามีไม่ อรัญอุ้มร่างที่แน่นิ่งนั้นประคองขึ้นจากถนน มายืนเรียกรถแท็กซี่บนบาทวิถี เสื้อผ้าเปียกปอนด้วยน้ำฝนและเลือดที่ไหล่ซึ่มจากศีรษะของคนเจ็บพลเมืองดีพยายามช่วยโบกเรียกรถให้ แต่เมื่อเห็นผู้ที่จะโดยสารแล้ว ก็ไม่มีคันไหนจอดรับเลย ส่ายหน้าแล้วผ่านไปจังหวะนั้นเจ้าหน้าที่จราจรขับรถมาถึง และจัดการพานักล้วงโชคร้ายคนนั้นขึ้นรถ ต้องตกกระไดพลอยโจน ช่วยก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด เป็นคนอุ้มซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จราจรไปส่งถึงโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สถานที่นั้นหวอรถขอทางหวีดหวิว ฝ่าสายฝนเข้าไปในโรงพยาบาล บุรุษพยาบาลเข็นรถออกมารอรับอยู่หน้าตึก“คุณเป็นญาติกระมัง?”จราจรหนุ่มถามเขาหลังจากที่บุรุษพยาบาลเข็นรถไปแล้ว“อุ๊ย เปล่า เลยครับ ไม่รู้จักกันเลย”อรัญแบมือทั้งสองแล้วส่ายหน้า“อ้าว แล้วกัน ทีแรกนึกว่ารู้จักกันเสียอีก แล้วมันลูกเต้าเหล่าใครหว่า? แต่ช่างเถอะ ผมมีงาน ไปนะ จะไปด้วยกันหรือเปล่า?”“ไม่ครับ เดี๋ยวจะขึ้นรถเมล์แถวนี้กลับ”เขาปฏิเสธ จราจรหนุ่มจึงขับรถจากไป ตอนนี้อรัญเปียกปอนทั้งตัว ซ้ำยังมีคราบเลือดติดตามเสื้อผ้าอีกต่างหาก คิดหาทางว่าจะกลับยังไงดี ด้วยเพราะความบังเอิญหรือไร ทำให้เขาเหลือบไปเห็นกระเป๋าสตังค์ใบหนึ่งวางตกอยู่กับพื้น เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่ามันเปื้อนไปด้วยเลือด คงหล่นจากตัวเด็กคนนั้นตอนที่บุรุษพยาบาลหามขึ้นเตียงมันเป็นกระเป๋าเปล่า ไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่มีบัตรประชาชนของหญิงสาวแนบติดอยู่ คงเป็นเจ้าของกระเป๋าที่เด็กนั้นล้วงมาแน่ นอกจากนั้นมีนามบัตร สองแผ่นซึ่งดูออกว่าทำง่าย ๆ จากคอมพิวเตอร์ทั่วไปตัดสินใจเดินเข้าไปในตึกของโรงพยาบาลนั้น เมื่อช่วยแล้วก็ควรให้มันตลอดอย่างที่เขาว่า“ขอโทษครับ เห็นบุรุษพยาบาลเข็นรถมาทางนี้หรือเปล่าครับ?”เขาถามชายผู้หนึ่งที่เดินสวนทางมา เมื่อเริ่มงง ไม่ทราบว่าจะไปทางไหน เพราะมีทางแยกหลายทาง“อ๋อเห็นครับ มีคนเจ็บด้วย ไปทางโน้นแล้วเลี้ยวซ้ายนะครับ”เขาชี้มือแนะนำ อรัญพยักหน้าขอบคุณแล้วรีบเดินตามไปทันที“คุณต้องไปทำบัตรผู้ป่วยนะ โน่นตรงโน้น”บุรุษพยาบาลบุ้ยปากบอกเมื่อไปถึง อรัญสะดุ้ง เพราะยังไม่รู้จักเลยว่าคนเจ็บเป็นใครมาจากไหน“นี่ คุณ คือผมเนี่ยนะ ไม่ได้รู้จักเด็กคนนี้เลย แค่พามาส่งโรงพยาบาลเท่านั้นเอง แกถูกรถชน เห็นไม่มีใครช่วย เลยต้องช่วย แล้วจะไห้ผมทำยังไงละเนี่ย?”“อ้าว ไง๋เป็นงั้น?”เขาเม้มปาก“-คนเจ็บก็ส่งเข้าไปให้หมอแล้ว แต่ตอนมาถึงนี่ก็รู้สึกว่าจะฟื้นแล้วล่ะ คงพูดกันรู้เรื่องหรอก”“ผมพบกระเป๋าตกอยู่สงสัยว่าจะเป็นของเด็กนั่น อาจจะช่วยได้นะ”อรัญส่งกระเป๋าให้บุรุษพยาบาลดู เขารับไปพิจารณาแล้วส่งคืนให้พร้อมกับบอกว่า“คุณลองโทรติดต่อดูสิ”“อ้าว.....”ลองโทรติดต่อตามเบอร์โทรศัพท์ในนามบัตรทั้งสองใบ แต่ไม่มีใครรับสายเลย เกือบสามสิบนาที นางพยาบาลก็จูงเด็กคนนั้นออกมาบนศรีษะพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว“เป็นไงบ้าง คุณพยาบาล”อรัญเดินเข้าไปถาม หญิงชุดขาวมองหน้าเขาแล้วถาม“คุณเป็นญาติหรือ?”“ใช่ครับ” ไม่มีคำตอบอะไรดีไปกว่านั้น“แค่หัวแตกค่ะ อย่างอื่นไม่มีอะไรมาก ตามตัวถลอก ขัดยอกนิดหน่อย คุณไปจ่ายค่ารักษากับค่ายาตามนี้นะคะ”หล่อนส่งใบสั่งยาให้มอบคนเจ็บกับมือเขาแล้วเดินกลับเข้าห้องไป เจ็บถึงกับสลบ แต่พอเจอหมอบอกว่าไม่เป็นไรมาก แค่เคล็ดขัดยอกเท่านั้นเองคนเจ็บมองหน้าอรัญอย่างงงวย คงจะจำเขาไม่ได้ เพราะตอนที่ล้วงกระเป๋าไม่ได้เห็นหน้าเขาถนัดนัก“คุณเป็นใครฮะ?” ถามเสียงแผ่วเบา“ก็คนที่ช่วยเธอไง? ไงเจ็บมากมั๊ย? ไป ไปเอายา”อรัญไม่รอคำตอบ จูงมือเดินไปส่งใบสั่งยาที่เค้าเตอร์จ่ายยา“น้องชื่ออะไร?”เขาชวนสนทนาขณะรอรับยา รวมกับคนผู้ป่วยคนอื่น“นุ่นฮะ นุ่น”เด็กหนุ่มตอบพร้อมกับลูบตามแขนขาที่ถลอกปอกเปิกซึ่งบัดนี้แดงเถือกไปด้วยยาแดง เมื่อแตะถูกแผลก็ซู๊ดปากนิ่วหน้า“ของเราหรือเปล่ากระเป๋านี่?”อรัญยื่นกระเป๋าตรงหน้า เขามองหน้าอรัญพยายามยิ้มให้“ใช่ฮะ”“ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนั้นล่ะ?”เจอคำถามนี้ก็นิ่งเงียบไม่ตอบ อรัญก็รู้อยู่แก่ใจ จึงถามเรื่องอื่น“-เราน่ะบ้านอยู่ไหน จะได้ไปส่ง”“ไม่มีบ้านฮะ”นุ่นตอบ หรี่ตาหลบมองลงต่ำ ไม่ยอมสบตาเขาอีก“อ้าว แล้วกัน แล้วอยู่ยังไง? อยู่กับใคร?”“ผมออกจากบ้านสงเคราะห์ฮะ เด็กกำพร้า เพิ่งหนีออกมาเมื่อวันก่อน”“ทำไมต้องหนี เขาก็เลี้ยงดีไม่ใช่หรือ?”อรัญถามพร้อมกับดึงหมวกที่นุ่นพยายามจะสวมบนศรีษะอีก“มีเรื่องกันฮะ มีเรื่องกับเพื่อน”“วะ แล้วเราจะไปยังไงต่อละเนี่ย?”“ก็ ไปเรื่อย ๆ นุ่นจะหางานทำ ไปเป็นเด็กปั๊มน้ำมันก็ได้”นุ่นตอบเหมือนไม่สนใจว่าชีวิตของตัวเองควรจะดำเนินไปอย่างไร คงหนีออกมาแบบไม่มีการวางแผนอะไรเลยอรัญกำลังคิดว่าจะช่วยเด็กคนนี้อย่างไรดี มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เสียด้วยสงสารอยู่หรอก แต่จะให้ช่วยอย่างไรนี่สิ ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะอยู่ดีกินดีเพียงพอที่จะช่วยใครต่อใครเขาได้“จะไปไหน?”เขาถาม เพราะนุ่นทำท่าจะลุกขึ้น“-หือ จะไปไหน?”“ไปเอายาฮะ เขาเรียกแล้ว”“เรียกเมื่อไหร่?”อรัญงงเพราะไม่รู้เรื่องมัวแต่คิดเพลิน“ก็นั่นไง เรียกอยู่นั่นไง”“คุณสุวกรณ์มารับยาค่ะ สุวกรณ์”เสียงเรียกประกาศให้ไปรับยา เอ่ยชื่อเช่นนั้นทำให้เขารู้ว่านุ่นมีชื่อจริงว่าสุวกรณ์ ชื่อแปลกดี“สุวกรณ์ ชื่อสุวกรณ์หรือ?”“ใช่ฮะ”นุ่นพยักหน้า“แล้วมีเงินจ่ายหรือ? ค่ายาน่ะ ค่ารักษาพยาบาลด้วย”“มีฮะ แต่ไม่รู้จะพอหรือเปล่า?”“ไม่เป็นไร พี่ช่วย… ไป ไปรับยา”อรัญต้องช่วยนุ่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลเกือบ พันบาท เรียกว่าเป็นความเมตตาที่ต้องจ่ายแพงเอาการอยู่ ถ้าไม่สำนึกว่าตัวเองมีส่วนทำให้เด็กมันเจ็บก็คงจะไม่สนใจช่วยขนาดนี้หรอก“จะไปไหนต่อล่ะ?”อรัญหันมาถามนุ่นซึ่งเดินตามออกมาถึงหน้าตึกโรงพยาบาล“พี่.....”“ทำไมหรือ?”“พี่พอจะมีงานให้นุ่นทำบ้างหรือเล่า? ตอนนี้ไม่รู้จะไปไหนดี คิดไม่ออก”ชายหนุ่มมองสายฝนที่ยังคงกระหน่ำไม่หยุด ก่อนตัดสินใจ ชวนสุวกรณ์ขึ้นแท็กซี่กลับห้องซึ่งเป็นห้องแถวให้เช่าที่ห้องพัก“ห้องกว้างดีนะ พี่”เด็กหนุ่มยืนมองสำรวจไปรอบห้องพักของเขา“-พี่อยู่กันกี่คนฮะ?”“คนเดียว? ห้องน้ำต้องใช้รวมกับเจ้าของบ้านเขานะ ถ้าจะเข้าก็โน่นขวามือ เดินไปเลย อ้อ อย่าเดินจุ้นจ้านไปล่ะ เจ้าของบ้านเขาไม่ชอบ”อรัญผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดที่เปียกนั้นทิ้งลงถังขยะเตรียมไปซัก“นุ่นซักให้นะฮะ”“เฮ่ย ไม่ต้อง เจ็บอยู่ เดี๋ยวพี่ซักเอง เราน่ะไปอาบน้ำซะ เอ้า ผ้าขนหนู”เขาโยนผ้าขนหนูและยื่นขันสบู่มาให้“นุ่น มึนหัวง่วงฮะ ยังไม่อาบดีกว่า”“ก็ตามใจ แต่เสื้อผ้าน่ะเปลี่ยนก่อน เอ้าเอาของพี่ไปใช้ก่อนก็ได้”อรัญรื้อชุดนอนซึ่งปกติไม่เคยใส่เลย ที่มีไว้ก็เพราะน้องสาวซื้อให้นุ่นเปลี่ยนชุดแล้วล้มตัวลงนอนข้างเตียงนอนของเขา จากนั้นก็หลับไปอย่างง่ายดาย“อย่า ทำนุ่นฮะพ่อ อย่า โอ๊ยอย่า..อย่า...”อรัญสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืน เพราะเสียงละเมอลั่นของนุ่น พอจับใจความลางๆ ว่า นุ่นร้องห้ามไม่ให้คนทำอะไรสักอย่างเปิดโคมไฟที่หัวเตียง ก็พบว่า นุ่นนอนดิ้นละเมอมือผลักไปมา จับตามตัวก็พบว่ามันร้อนจี๋ นุ่นกำลังเป็นไข้หนัก คงเป็นผลเนื่องมาจากรถชนนั่นเอง ว่ากันว่า คนที่ถูกรถชนในลักษณะนี้ แรก ๆ ดูเหมือนไม่เป็นอะไรมาก แต่จะมาเจ็บตอนหลัง นุ่นก็คงจะเข้าทำนอนนั้นอรัญพยายามปลุกนุ่นให้ตื่นขึ้นมากินยาที่พอมีติดห้องบ้าง แต่นุ่นได้สตินิดหน่อย เขาต้องประคองกรอกยาเข้าปากให้ นุ่นสำลักน้ำพ่นทิ้งออกมาเลอะชุดนอน“ว้า นุ่นเอ๊ย เปียกหมดแล้ว”เขาใช้ผ้าเช็ดน้ำตามเสื้อผ้าให้ แล้วก็ต้องตกใจ เพราะผิดคาดอย่างแรง ลักษณะมันผิดแปลกไป เนื้อหนังผิวพรรณของเด็กหนุ่มคนนี้มันนุ่มเกินไป สำรวจไปมากกว่านั้นก็ต้องตะลึง เขาไม่นึกเลยว่า เด็กที่เขาช่วยเหลือมานี้เป็นผู้หญิง นุ่นเป็นผู้หญิง!“ตายห่า...ทำไมกูตาถั่วอย่างนี้วะเนี่ย”คงเป็นเพราะนุ่นมีบาดแผลตามใบหน้า และออกจะบวมผิดรูปนิดหน่อย อรัญจึงดูไม่ออก มาดูออกก็ตอนเช็ดน้ำให้นี่เอง ยกทรงตัวน้อยมันบ่งเพศชัดเจนอยู่แล้ว หยิบบัตรประชาชนในกระเป๋าของนุ่นออกมาดูอีกครั้ง“นางสาวสุวกรณ์ กิตติการ”ที่แท้คนในรูปก็คือนุ่นนี่เอง หะแรกอรัญนึกว่านุ่นคงไปล้วงกระเป๋าใครเขามาอรัญต้องคิดหนักเสียแล้วกับการช่วยคนครั้งนี้ แล้วนี่เขาจะทำยังไงต่อละทีนี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็พอช่วยเหลือให้อยู่ด้วยกันได้ แต่นี่มันผู้หญิง ยุ่งแน่เลย ยุ่งมากด้วยนุ่นยังไม่หายดีในตอนเช้าเขาจึงพาไปหาหมอที่คลีนิค จ่ายค่ายาไปไม่ใช่น้อย ซึ่งมันทำให้กระเป๋าของเขาเบาขึ้นไปอีกหลายวันปล่อยให้นุ่นอยู่ห้องพักคนเดียว เพราะต้องออกไปทำงาน แม้จะไม่ค่อยวางใจนัก แต่ก็คิดว่า มันจะยกเค้าคนที่ช่วยเหลือมันก็ให้มันรู้ไป เมื่อกลับมาถึงบ้านพักในตอนเย็นก็ต้องเสียววูบ กลัวว่าที่คิดไว้มันจะเป็นจริง นุ่นไม่อยู่ในห้อง แล้วนุ่นหายไปไหน สำรวจดูข้าวของในห้องก็ยังอยู่ครบ ค่อยหายใจโล่งอกลงไปถามเจ้าของบ้านก็บอกว่าไม่เห็น คงจะหนีไปแล้วกระมัง ก็ช่างเถิด จะได้ไม่ต้องเป็นภาระอีกแต่พอกลับขึ้นมาบนห้อง นุ่นกลับนั่งหน้ามุ่ยอยู่ในห้องนั่นเอง“ไปไหนมา? ตามหาไม่เห็นเจอ นึกว่าหนีไปแล้ว”อรัญเดินไปหยิบโจ๊กที่ซื้อกลับมายื่นส่งให้“-เป็นไงบ้าง ตัวยังร้อนอยู่หรือเปล่า?”“หายแล้ว แต่ยังมึน ๆ อยู่เลย เมื่อกี้ไปเข้าห้องน้ำมาฮะ”อรัญมีเวลาสำรวจ เด็กสาวก็ตอนนี้เอง นึกแล้วก็ขำที่หลงนึกว่าเป็นผู้ชาย เขาไม่อยากถามเกี่ยวกับความเป็นมาของนุ่นให้มากกว่านั้น เพราะได้ยินละเมอเมื่อคืนนี้แล้วก็สะท้อนใจอรัญเคยบวชมานานได้สัมผัสชีวิตผู้คนหลายรูปแบบ สอนเด็กก็เคยสอน สอนผู้ใหญ่ก็เคยสอน ส่วนมากที่รับรู้คือปัญหาครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่สอน มีหลายคนที่เจอปัญหาแบบที่นุ่นกำลังได้รับอยู่“นุ่น”“ฮะ”นุ่นเงยหน้าจากจานราดหน้า“พี่บอกตรง ๆ นะว่าตอนแรกคิดว่านุ่นเป็นผู้ชาย แล้วนุ่นรู้หรือเปล่าว่าพี่คิดว่าเราเป็นผู้ชาย”นุ่นหัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบคำถาม แต่หันไปตักราดหน้าเข้าปากแทน“ว่าไง?”“ความจริงนุ่น ก็อยากให้ใคร ๆ คิดว่านุ่นเป็นผู้ชายนะฮะ แต่สำหรับพี่นุ่นไม่อยากโกหกมากกว่านี้”“แสดงว่ามีหลายเรื่องที่โกหกกันสิ?”“ไม่ได้โกหกฮะ แต่ไม่บอกเท่านั้นเอง และไม่อยากให้พี่ถามไปมากกว่านี้ด้วย”“แล้วนุ่นรู้มั๊ยว่าทำไมพี่ถึงมาช่วยนุ่นได้”“ไม่ทราบสิฮะ พี่เป็นคนดีมั๊ง?”“เอางี้ ดีกว่า นุ่นทำความผิดอะไรหรือเปล่าก่อนลงจากรถเมล์วันนั้น”เขาทำมือวนตรงหน้า เปลี่ยนคำถามแบบใหม่ เด็กสาวหน้าเจื่อนหลบตาวูบก้มหน้า เขี่ยคุ้ยโจ๊กในจานเล่น“นุ่น ไม่อยากโกหก แต่ก็ไม่อยากบอก”“เถอะน่า บอกเถอะ ทำไมรีบร้อนลง”อรัญลูบเส้นผมที่ตัดสั้นของนุ่นไปมา ถ่ายทอดความจริงใจให้ไปกับการลูบนั้น“เอ่อ นุ่น ไม่มีเงิน ไม่มีงาน เลยคิดหาเงินใช้ทางลัด ใช้วิธีล้วงกระเป๋าเอา วันนั้นนุ่นล้วงกระเป๋าผู้ชายคนหนึ่งบนรถ แต่เขาจับได้ พอรถจอดนุ่นเลยวิ่งลงมา ไม่ทันดูรถก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”“เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า?”“ไม่เห็นฮะ เห็นนิดเดียว”“ถ้าเจอจะจำได้มั๊ย?”“คงไม่ แต่เอ๊ะ พี่ถามอย่างนี้ ...”เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมามองสบตา หน้าตื่น ขมวดคิ้ว“-พี่อย่าบอกนะว่าพี่เป็นผู้ชายคนนั้น!”“จำไม่ได้เลยหรือ?”เขาหัวเราะ นุ่นส่ายหน้าไปมา เหมือนไม่เชื่อ“ก็พี่นี่แหละที่นุ่นล้วงกระเป๋า”“โห พี่แล้วทำไมยังช่วยนุ่นอีก”“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะว่าเห็นเราเป็นเด็กมั้ง? ทีแรกก็ไม่คิดจะช่วยหรอก แต่ไม่มีใครสนใจนุ่นที่นอนสลบบนถนนเลยนี่สิ”“พี่ฮะ นุ่นขอโทษ....”เด็กสาววางช้อนแล้วพนมมือไหว้“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าถือโทษก็คงไม่ช่วยถึงขนาดนี้หรอก”เด็กสาวน้ำตาคลอแล้วเริ่มร้องไห้เงียบ ๆ อรัญถอนหายใจเฮือกแล้วถาม“ร้องไห้ทำไม?”“ไม่รู้สิฮะ มันตื้อไปหมดแล้ว”“เอาล่ะไม่ต้องร้องแล้ว ให้หายป่วยแล้ว จะพาไปทำงานด้วย”อรัญตบไหล่เด็กสาวเบา ๆนุ่นหรือ สุวกรณ์ กิตติการ ได้มาอยู่ในความช่วยเหลือของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ สาวน้อยเป็นผู้ช่วยที่ดี และสอนง่าย ไม่นานนักก็เป็นที่วางใจได้ แม้เขาจะไม่มาทำงานก็ตามน้องสาวอรัญมาเยี่ยมเขาในวันหนึ่งแต่พอได้พบกับนุ่น ก็โวยวายหาว่า มีเมียแล้วไม่บอก จึงต้องนั่งอธิบายความกันนาน กว่าจะเข้าใจ“นุ่น นุ่น ตื่นได้แล้ว....”อรัญใช้เท้ากระชุ่นขาของนุ่นซึ่งนอนอุตุอยู่ข้างเตียง“ฮื่อ ง่วงจัง พี่รัน วันนี้นุ่นไม่ไปทำงานได้มั๊ย”เด็กสาวยังนอนกอดหมอนแน่น ขยับผ้าห่มขึ้นคลุมศรีษะ ไม่มีทีท่าว่าจะลุก“ฮึ่ย ไม่ได้ ต้องลุก วันนี้จะต้องไปสอนด้วย ไปช้าเดี๋ยวยุ่ง ลูกค้าจะว่าเอาได้ลุก ลุก”เขาดึงผ้าห่มผืนนั้นออก แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปความรีบร้อนเกิดขึ้นเพราะดันตื่นสายทั้งคู่ ต้องตะลีตะลานกันวุ่น กว่าจะออกจากบ้านพักได้ เมื่อเข้ามาถึงบริษัทก็ปาเข้าไปตั้งเกือบสิบโมงเช้า“อ้าวมาแล้วรึ รัน มีคนมารอแน่ะ โน่นนั่งอยู่ในห้องโน่น”สุณา ภรรยาเจ้าของบริษัททักทาย เมื่อเขาผลักประตูกระจกเข้าไป“ลูกค้าเหรอ พี่ณา”“ไม่รู้สิ คงไม่ใช่หรอก ลูกค้าพี่ต้องรู้จักเขามารอแต่เช้าแล้ว มากันสองคน หญิงชาย อ้อนุ่น มาเอาหนังสือนี่ไปส่งที่ไปรษณีย์ให้พี่หน่อย”สุณากวักมือเรียกนุ่นที่ยืนอยู่ด้านหลังอรัญ เขาเข้าไปในห้องทำงาน ที่โต๊ะทำงานมีชายหญิงสองคู่หนึ่งรออยู่ ชายหนุ่มงงเพราะไม่เคยรู้จักมาก่อน ฝ่ายหญิงแต่งตัวดี ดูเหมือนคนมีฐานะพอสมควร ฝ่ายชายดูอ่อนกว่า ผู้ชายเป็นผู้แนะนำตัวว่า ชื่อ สุวพล เป็นบุตรชายของฝ่ายหญิงซึ่ง ชื่อ สุวรัตน์“มีอะไรให้รับใช้หรือครับ?”อรัญถามหลังทักทายแล้ว“คุณ เอ่อ คือ จะพูดยังไงดีล่ะ?”ทั้งคู่หันไปมองหน้ากัน จากนั้นฝ่ายหญิงจึงหันมาพูดแบบตะกุกตะกักว่า“เราทราบข่าวว่าคุณได้ช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งเอาไว้ ใช่หรือเปล่าคะ?”“ไม่ใช่เด็กหญิงครับ โตแล้ว”อรัญขมวดคิ้วสงสัย และชื่อสุวรัตน์มันก็สะกิดใจเขานิด ๆ“เด็กคนนั้น ชื่อ สุวกรณ์ ใช่มั๊ย?”“ใช่ครับ มีอะไรหรือ? แกไปทำความรบกวนอะไรให้กระมัง?”อรัญหรี่ตาจ้องหน้าทั้งคู่สลับกัน“ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่เอ่อ ตอนนี้แกอยู่ไหนคะ?”“เอางี้ดีกว่า คุณสองคน มีอะไรกับแกหรือเปล่า?”เขาโบกมือถามตัดบท“คือ ดิฉัน เป็นแม่ของแกค่ะ”จากคำตอบนั้นทำเอาเขาสะดุ้งโหยง หน้าตื่น“อะไรนะ คุณว่า คุณเป็นแม่ของนุ่น?”“ค่ะ ดิฉันเป็นแม่ของนุ่น นี่พี่ชายเธอ”หญิงที่อ้างตนว่าเป็นมารดาของนุ่นผายมือไปที่ลูกชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ“ไม่น่าเชื่อ...ไม่อยากเชื่อ”อรัญรำพึงเบา ๆ เพราะนุ่นบอกว่าหนีออกมาจากบ้านสถานสงเคราะห์ แม้เขาจะไม่เชื่อนัก แต่ก็ไม่นึกว่านุ่นจะยังมีแม่อยู่ แล้วก็ไม่เคยถามประวัติความเป็นมามากว่านั้น“สุวกรณ์ สุวรัตน์ สุวพล....ฮือ..”อรัญลูบคางใช้ความคิด“-ชื่อคล้ายกัน... แต่นุ่นแกบอกผมว่า แกหนีออกมาจากบ้านสถานสงเคราะห์ นะ ไม่เห็นบอกว่ามีพี่น้องหรือพ่อแม่เลย”“พูดไปแล้วเรื่องมันยาว ค่ะ และฉันก็ไม่อยากบอกใครด้วย มันเป็นเรื่องน่าอับอาย เอาเป็นว่าแกหนีออกจากบ้านเพราะไม่พอใจอะไรบางอย่างในบ้านก็พอค่ะ?”“วันนี้คุณมาตามนุ่นว่างั้นเถอะ..?”“ค่ะ ฉันเพิ่งสืบรู้ว่าแกหนีมาอยู่กับคุณ”“ไม่ ไม่ครับ นุ่นไม่ได้หนีมาอยู่กับผม เพียงแต่ผมช่วยแกไว้เท่านั้น”อรัญส่ายหน้า“วันนี้แกมาทำงานหรือเปล่าครับ?”สุวพลผู้แสดงตัวว่าเป็นพี่ชายนุ่นถามหลังนั่งเงียบมานาน เค้าหน้ามีส่วนคล้ายนุ่นเหมือนกัน“มาครับ แต่ออกไปข้างนอก เดี๋ยวก็คงมา ตอนนี้พี่ณาให้ใช้ให้ไปส่งของที่ไปรษณีย์”สุวรัตน์เล่าเรื่องเพียงย่อ ๆ แบบไม่อยากเปิดเผยเท่าใดนักว่า เธอเองหย่ากับสามี ซึ่งเป็นพ่อของสุวกรณ์ กับสุวพล และมีคนรักใหม่ และพาเอาเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง โดยเฉพาะสุวกรณ์ยอมรับไม่ได้ สาวน้อยรับไมได้กับเรื่องนี้ มักจะมีปากเสียงกันประจำ วันสุดท้ายที่สุวกรณ์หนีออกจากบ้านมาเพราะทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง เธอหาว่าแม่ลำเอียงเข้าข้างสามีใหม่ และหนีจากบ้านตั้งแต่คืนนั้น สุวรัตน์กับสุวพล ช่วยกันสืบตามหาไม่พบ ไปที่บ้านพ่อของเธอก็ไม่ปรากฏว่าไปที่นั่น“แล้วทราบกันได้ไงว่านุ่นมาอยู่กับผม?”“บังเอิญเพื่อนบ้านเห็นแกเดินอยู่แถวนี้ค่ะ ลองมาตามดูก็พบจริง ๆ”“ถ้าเจอนุ่นแล้วจะทำไงต่อ พากลับหรือ”“ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือคะ?”“ครับก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้ากลับไปจะเคลียร์ปัญหาที่บ้านยังไงครับ?”“อ๋อ เราเคลียร์มาแล้วครับ แม่ผมกับพ่อเลี้ยง คนนั้นเลิกกันแล้ว”สุวพลเป็นกล่าวแทนและแล้วเมื่อนุ่นกลับเข้ามาเรื่องราวของนุ่นก็จบลงอย่างน่าดีใจ แม่ลูกเข้าใจกันได้ เขาเองก็ดีใจ นุ่นขอโทษเขาที่ไม่บอกความจริง“นุ่นไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านของนุ่น มันเป็นเรื่องน่าอาย แม้แต่แม่ยังไม่รู้เลยว่าอะไรเกิดขึ้นกับนุ่น ทำไมนุ่นต้องออกจากบ้าน นุ่นไม่กล้าบอกแต่นุ่นเชื่อว่าแม่ไม่รู้นั่นแหละดีแล้ว”นุ่นบอกก่อนจากไปกับแม่ในวันนั้นอย่างไรก็ตามในวันหยุดเรียนนุ่นก็ยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเขาเสมอ และบางวันที่หยุดเรียนก็มานอนขลุกอยู่ด้วย หากว่าเขาหยุดงานตรงกันวันหนึ่ง เขาได้รับพัสดุส่งจากแคนาดาและภายในกล่องเป็นรูปใบใหญ่ มันมาพร้อมกับข่าว ดีที่แสนเศร้านัก รูปใบนั้นเป็นรูปของจันทิมา ท่ามกลางหิมะเมืองหนาว แต่เขาดีใจที่เธอยังคงมีเขาในหัวใจ และมันทำให้เขายังมีความหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะหวนกลับมา เมื่อบาดแผลและตราบาปในหัวใจของเธอหายสนิทดีแล้วเขาจะซ่อนทุกครั้งเมื่อสุวกรณ์มาเยี่ยม และไม่ยอมให้เด็กสาวได้เห็น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่อยากตอบคำถามอีกมากมาย เนื่องจากรู้ดีว่า เด็กสาวชอบอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขาเสมอ และมักจะมีคำถามมากมายให้ต้องตอบ
    โปรดติดตามตอนต่อไป