การตามหาสัตว์เทพในตำนานที่สูญหายไปนาน เพื่อให้พวกมันยอมรับเป็นายและมอบพลังอันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับจอมมารและเหล่าปีศาจผู้ใต้บังคับบัญชาของมันแต่การจะได้พลังจากสัตว์เทพเ่าั้ไม่ใช่เื่ง่ายเพราะพวกมันมักจะเลือกนายของตัวเองอย่างระมัดระวัง
กลุ่มของซูลี่เริ่มต้นการเดินทางไปยัง ูเาหลิงจวิ้นสถานที่แรกที่แผนที่ระบุไว้ ว่ากันว่าเป็ที่พำนักของ ฝูเหยียน นกแก้วเทพผู้มีปีกสีรุ้งและเสียงร้องที่สะกดทุกชีวิต
** ฝูเหยียน (伏翊) - นกแก้วเทพ
ลักษณะ:ฝูเหยียนมีลักษณะเป็นกแก้วขนาดใหญ่ที่มีสีสันสดใสส่วนปีกและหางของมันมีสีสันที่สวยงามและหลากหลายเหมือนการสะท้อนสีในรุ้งมันมักมีความสามารถในการพูดและสื่อสารกับมนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ ได้
พลัง:มีพลังในการควบคุมธรรมชาติและอากาศ, สามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคตหรืออ่านใจของผู้อื่นได้
เมื่อพวกเขามาถึงตีนเขาสถานที่นี้ให้ความรู้สึกลึกลับและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
ูเาหลิงจวิ้นถูกปกคลุมด้วยป่าไม้หนาทึบ และหมอกที่ไม่เคยจางหายมันดูเหมือนกับว่าเวลาถูกหยุดนิ่งในสถานที่แห่งนี้
"ดูเหมือนว่าที่นี่ไม่มีใครเข้ามาเหยียบย่างมานานนับศตวรรษ…"หลิงชางซูเอ่ยพลางกวาดตามองไปรอบๆ
ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า เสียงแปลกๆ ก็เริ่มดังขึ้นมันเป็เสียงคล้ายกับเสียงกระซิบของนกนับพันตัว ทุกคนหยุดนิ่งและเงี่ยหูฟังเสียงเ่าั้เหมือนจะเรียกชื่อของพวกเขาแต่ในรูปแบบที่แปลกประหลาดและไม่อาจเข้าใจ
"เป็ไปได้ไหมว่านี่คือเสียงของฝูเหยียน?" ซูลี่ถาม ทันทีที่เธอพูดจบ ขนขนาดใหญ่ที่ปลิวไปตามลมได้ตกลงเบื้องหน้าของหญิงสาวขนนี้ดูเหมือนจะถูกพัดมาจากที่สูงในทิศทางที่เฉพาะเจาะจง ทิ้งร่องรอยเป็ทางยาว
“มันดูเหมือน ขนของนกฝูเหยียน” อวิ๋นหลัวพูดพลางจะเดินเข้าไปัั
หลงเฟยอวิ๋นรีบคว้ามือเธอเอาไว้ “อย่าไปแตะต้องมัน”
อวิ๋นหลัวมองที่ข้อมือพลางอมยิ้มเขินอาย เป็ครั้งแรกที่เธอได้ใกล้ชิดกับ หลงเฟยอวิ๋น มากขนาดนี้
“ข้าขอโทษ” หลงเฟยอวิ๋นรีบปล่อยมือหญิงสาวทันที
“มันไม่ใช่ขนของนกธรรมดา...แต่จะเป็ฝูเหยียนหรือไม่ยังไม่แน่ชัด” หลงเฟยอวิ๋นพูดพร้อมกับมองขนเ่าั้ด้วยความสงสัย
“มันมีลักษณะเหมือนขนของสัตว์เทพในตำนานที่หายสาบสูญไปนานมากแล้ว”เขาพูดพร้อมมองพิจรณาเส้นขนที่ใหญ่โต สะท้อนแสงสีสายรุ้งเบื้องหน้า
“เสี่ยวหลิง”ซ่งหลิงอันพูดชื่อนั้นออกมาเบาๆเพียงแค่คิดเขาก็ขนลุกแล้วถ้าต้องเจอ สัตว์เทพนี้เป็ตัวแรก
“ใช่ มันอาจเป็ เสี่ยวหลิง” หลงเฟยอวิ๋นพูดอย่างเห็นด้วยเขามีสีหน้าที่หนักใจอยู่มาก
ถ้าเป็สัตว์ตัวนี้จริงๆอย่าว่าให้มันยอมรับเป็นายเลยจะมีชีวิตรอดจากเงื้อมือมันหรือเปล่าเขาก็ยังไม่มั่นใจ
“อาจไม่ใช่ก็ได้...มั้ง”เหยียนจ้าวหลงพูดพลางกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อกเหมือนกำลังคิดหนักและไม่ค่อยมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูด
ซูลี่เห็นสีหน้าของทุกคนก็ไม่อยากถามถึงต่อ เธอก็ภาวนาอย่าเป็ชื่อที่สหายทั้งสองของเธอพูดออกมาเลย
ซูลี่พยักหน้าเหมือนจะเห็นด้วยกับเหยียนจ้าวหลง
“ตามขนไปเผื่อว่าเราจะเจอสัญญาณบางอย่าง” หญิงสาวพูดพลางใจกล้าเดินนำหน้า หลงเฟยอวิ๋นรีบเดินตามเธอไปทันที
“อยู่ใกล้ๆข้า” หลงเฟยอวิ๋นกล่าวสั้นๆ
หลิงชางซูเองก็รีบเดินตามหลังซูลี่ไป เขารู้ตัวว่าไม่ได้เก่งกาจเท่าหลงเฟยอวิ๋นการระวังหลังให้เธอมันอาจเป็สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด
อวิ๋นหลัวเหม่อมองแผ่นหลังของ หลงเฟยอวิ๋นที่เดินคียงข้างซูลี่เธอเม้มปากไม่พอใจเล็กน้อย
เธอก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไรมันไม่ใช่ตัวเธอเลยที่จะอิจฉา น้อยใจ เหมือนมนุษย์ที่ไร้การฝึกฝน
เธอเติบโตมาในแดนเซียนสมุนไพร ไร้ซึ่งความทุกข์ และการแก่งแย่ง
“อวิ๋นหลัว …ตามข้ามา อยู่ใกล้ๆข้าไว้” ซ่งหลิงอันพูดพลางดึงมือเธอให้ก้าวเดินตามเขา
เธอมองมือที่ซ่งหลิงอัน จับไว้ เธอไม่ได้รังเกียจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรมันไม่เหมือนมือของหลงเฟยอวิ๋น ที่จับเธออย่างไม่ตั้งใจก่อนหน้านี้
“ข้าจะระวังหลังให้” เหยียนจ้าวหลงกล่าว และชักดาบคู่ออกจากด้านหลัง
กลุ่มของซูลี่เดินไปตามทิศทางที่พวกเขาเชื่อว่าเป็รอยทางของฝูเหยียนหลังจากขนสะบัดหล่นลงมาเมื่อครู่เส้นทางนั้นยาวไกลและเต็มไปด้วยความเงียบสงัดรอบตัวทุกย่างก้าวของพวกเขามักจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจับตามองอยู่จากที่ไหนสักแห่งแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของพวกเขาดูจะถูกกลืนหายไปในความมืดและหมอกหนาที่อยู่รอบตัว
ความกังวลเริ่มก่อตัวในใจของทุกคนขณะที่พวกเขายังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าพวกเขากำลังเดินถูกทางหรือไม่แต่แล้วก็มีบางสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ความเงียบที่ครอบงำทุกสิ่งจู่ๆก็ถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างที่ทอประกายไปทั่ว ท่ามกลางต้นไม้และพืชพรรณที่แปลกตาซึ่งสะท้อนแสงสีทองระยิบระยับลงมาจากท้องฟ้า
"ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ที่นี่…"ซูลี่กล่าวเสียงเบา ขณะที่พวกเขาหยุดเดินและเริ่มมองไปรอบๆพื้นที่ที่พวกเขาก้าวเข้ามามีลักษณะที่แปลกประหลาดต้นไม้สูงใหญ่ราวกับยืนหยัดในความสงบั้แ่ยุคสมัยโบราณรากไม้ที่พันเกี่ยวกันอย่างซับซ้อน ลำต้นปกคลุมไปด้วยมอสเขียวชอุ่มบรรยากาศดูเหมือนจะปกคลุมไปด้วยความลึกลับเหนือคำบรรยาย
เมื่อพวกเขาก้าวไปข้างหน้าอีกเล็กน้อยสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจของพวกเขาหยุดเต้น นั่นคือนกตัวใหญ่ที่ยืนอยู่กลางพื้นที่ของลานแห่งนี้ปีกของมันส่องแสงสีทองระยิบระยับผสมผสานไปกับสีรุ้งที่เปล่งประกายราวกับแสงแห่ง์
มันคือนกแก้วเทพ ฝูเหยียน (伏翊) นกแก้วเทพผู้มีพลังแห่งสีรุ้งที่เป็ตำนานในโลกนี้
ฝูเหยียนยืนอยู่ที่ฐานของูเาหินที่สูงส่ง ท่าทางสง่างามดวงตาของมันส่องประกายราวกับดาวบนฟากฟ้ามันหันไปมองกลุ่มของซูลี่ด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะอ่านใจของพวกเขาได้ในทันที ทั้งๆที่พวกเขายังไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
“มนุษย์ทั้งหลาย…” เสียงของฝูเหยียนดังก้องในหัวของทุกคนแม้จะไม่เห็นมันขยับปากพูดเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยพลังที่รุนแรงและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน“พวกเ้าเดินทางมาถึงที่นี่… ท่าน้าอะไรจากข้า?”
ซูลี่สูดหายใจลึกแล้วกล่าวออกไปด้วยความมั่นใจ“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อบุกรุก แต่เรามาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านฝูเหยียนเรา้าพลังของท่านเพื่อหยุดยั้งจอมมารและช่วยโลกนี้ให้พ้นจากการทำลายล้าง”
ฝูเหยียนมองซูลี่ด้วยสายตาไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะยิ้มเบาๆด้วยความสง่างาม “พลังของข้าไม่ใช่สิ่งที่จะมอบให้ใครง่ายๆ การที่จะได้รับมันไปเ้าและพวกของเ้าต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้”
ทันทีที่มันพูดจบ พื้นที่รอบๆ ก็เริ่มสั่นะเืเสียงลมเริ่มพัดแรงขึ้นอย่างฉับพลันกลุ่มของซูลี่ที่ยืนอยู่กลางพื้นที่นั้นรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขากำลังอยู่ในกระแสพลังบางอย่างที่ควบคุมได้ยาก
แล้วฝูเหยียนก็เริ่มเคลื่อนไหวปีกของมันโบกไปมาและปล่อยกระแสลมที่เต็มไปด้วยแสงสีรุ้ง ทันใดนั้นเอง พื้นที่รอบๆก็แปรเปลี่ยนเป็สนามทดสอบที่เต็มไปด้วยกับดักและอุปสรรคมากมาย ทุกคนต้องระวังตัวเพราะเสี้ยววินาทีก็อาจนำไปสู่การล้มเหลว
“หากพวกเ้า้าพลังของข้าให้พิสูจน์ว่าเ้าและสหายของเ้ามีความแข็งแกร่งและความกล้าหาญพอที่จะทำให้ข้าเห็นแก่เ้า”ฝูเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น และกระพือปีกอีกครั้งสายลมพัดผ่านอย่างรวดเร็ว ซูลี่ยึดโขดหินไว้อย่างแ่ามือทั้งสองข้างมีเืออกเพราะโดนโขดหินบาดมือ หลงเฟยอวิ๋นจะปล่อยพลังต่อสู้กลับ
“อย่า..เ้าอย่าทำร้ายมัน” ซูลี่ะโบอกเขา
“ข้าจะให้มันยอมรับข้าเป็นายด้วยใจ ไม่ใช่การใช้กำลังบังคับ” ซูลี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
ฝูเหยียนเองก็ได้ยินคำพูดของซูลี่เช่นกัน มันหยุดกระพือปีก ยืนด้วยท่าทางสงบแต่แฝงไปด้วยพลังอันมหาศาลสัตว์เทพนี้มีตาที่ลึกล้ำเต็มไปด้วยความรู้และปัญญา มันเงียบงันสายตาของมันมองไปที่ซูลี่อย่างสนใจ
ซูลี่ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางการเฝ้ามองของกลุ่มเพื่อนร่วมทาง
“เ้ามาถึงที่นี่ได้ก็ถือว่าเ้ากล้าหาญ และเ้าไม่ทำร้ายข้าก็ถือว่าเ้ามีเมตตา แต่การที่เ้าจะให้ข้ายอมรับเ้าเป็นายมันเป็คำขอที่มากเกินไป”
ฝูเหยียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงก้องกังวานถ้าจะบอกว่าน้ำเสียงไดเพราะที่สุดในโลก เสียงของฝูเหยียนคงเป็ตัวเลือกที่ดีสุดที่ซูลี่เคยได้ยินมา
“ฝูเหยียน... ท่านคือเทพแห่งการทำนายและการบอกโชคใช่ไหม?”
ฝูเหยียนพยักหน้าเบาๆ ขนปีกของมันพลิ้วไหวไปตามลมท่าทางสง่างามและมั่นคง
“ถ้าเช่นนั้นข้ามีหนึ่งคำขอที่อยากให้ท่านทำนายโชคชะตาให้ข้า”ซูลี่ยิ้มน้อยๆและพูดออกไป
“ได้ซิ คำขอข้อนี้ไม่เกินความสามารถของข้า” ฝูเหยียนตอบซูลี่กลับไป
“ข้าอยากขอให้ท่านทำนายดวงชะตาของข้า ว่าข้ามีชะตาถูกกำหนดให้เป็นายของเ้าหรือไม่” หญิงสาวกล่าวออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เหล่าสหายของซูลี่ที่ยืนอยู่เื้ัอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบาง ๆเมื่อเห็นท่าทีฉลาดเฉลียวในคำพูดของเธอทุกคนรู้ดีว่าซูลี่ไม่ใช่เพียงเด็กสาวธรรมดา แต่เป็ธิดาของเผ่าฟีนิกซ์อันสูงส่งเผ่าพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็ต้นกำเนิดของพลังแห่งเทพนกทั้งปวง
ฝูเหยียนหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตระหนักถึงบางสิ่งแสงที่สะท้อนจากดวงตาสีทองของมันเปล่งประกายขึ้นเมื่อพลังลึกลับบางอย่างในสายเืของซูลี่ดึงดูดความทรงจำในอดีตอันยาวนานของมัน
“เผ่าฟีนิกซ์... เ้า...” เสียงของฝูเหยียนแ่ลง ก่อนที่จะค่อย ๆย่อตัวลงและพับปีกสีทองอร่ามลงเหมือนกับการคำนับอันสง่างาม
“เ้าไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ซูลี่... เ้าคือนายของข้าชะตากรรมของข้าถูกกำหนดมาั้แ่า”
แววตาของฝูเหยียนเปลี่ยนจากความสงสัยเป็ความยอมรับในทันทีมันกางปีกออกช้า ๆเปล่งแสงสีทองอันนุ่มนวลเป็สัญลักษณ์แห่งการเชื่อมโยงพันธสัญญาอันลึกซึ้ง
เหล่าสหายของซูลี่ต่างมองดูภาพนั้นด้วยความตื่นตะลึงและยินดีพวกเขาเข้าใจทันทีว่าชะตาของซูลี่นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาคิดเธอไม่ได้เป็เพียงผู้นำในการเดินทางครั้งนี้แต่คือผู้ที่ถูกลิขิตมาเพื่อเชื่อมโยงพลังของเหล่าเทพนกในตำนานและเป็ความหวังเดียวของโลกในาครั้งสุดท้ายกับจอมมารที่กำลังจะมาถึง
ซูลี่มองไปที่ฝูเหยียนด้วยแววตาหนักแน่น“ถ้าชะตากำหนดให้เราต้องร่วมทาง ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวัง”
ฝูเหยียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึกและเต็มไปด้วยความภักดี“ข้าจะติดตามเ้าไปจนกว่าชะตานี้จะสิ้นสุด ซูลี่ เทพธิดาแห่งฟีนิกซ์...”