“เ้ายังเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า เ้าไม่เป็อะไรแล้วจริงๆใช่ไหม “
มาเรียยังคงกอดร่างแอเรียสอยู่ไม่ห่างราวกับว่ากลัวว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านางจะหายไป นางแผ่กระแสพลังเวทอันอบอุ่นไปยังร่างกายของแอเรียสเพื่อค้นหาว่ายังมีอาการาเ็อยู่ตรงไหนหรือไม่ พลังเวทนั้นเป็พลังอันน่าพิศวงที่สามารถใช้พลิกแพลงได้หลายรูปแบบไม่ได้ใช้ตายตัวเฉพาะการต่อสู้เท่านั้น ทั้งการอัญเชิญ การสร้าง การสลักวงจรเวท การรักษา และอีกหลายๆอย่างก็เป็รูปแบบในการใช้พลังเวท แต่นักเวทส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นฝึกฝนเฉพาะศาสตร์แห่งการต่อสู้หรือศาสตร์ที่มีประโยชน์ในการต่อสู้เท่านั้น
“ ข้าไม่เป็อะไรแล้วจริงๆท่านแม่“
แอเรียสกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาเคยได้รับความรักจากผู้ที่ขึ้นชื่อว่าแม่ ในชาติก่อนเขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าผู้ที่ชื่อว่าพ่อและแม่หน้าตาเป็เช่นไร เขาเติบโตมาราวกับหมาป่าเดียวดาย แม้จะมีสหายแต่สุดท้ายก็ถูกทรยศ แม้ความอบอุ่นนี้เขาจะไม่คุ้นชินแต่ก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างไม่สามารถบรรยายออกมาได้
“ข้าได้ยินจากคนรับใช้ว่าเมื่อยามที่เ้าฟื้นขึ้นมาก็ร้องะโเสียงดังไปทั่วห้องราวกับคนบ้าคลั่ง ข้ากับแม่ของเ้าจึงรีบเร่งเข้ามาดู เ้าไม่เป็อะไรแน่นะ “
อัลเบิร์ตกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เมื่อมองไปยังบุรุษวัยกลางคนที่ดูสง่างามราวกับนักรบทำให้แอเรียสอดที่จะชื่นชมผู้เป็บิดาไม่ได้ พลังเวทที่แผ่ออกมาจากร่างของอัลเบิร์ตนั้นช่างดูทรงพลังยิ่งนัก
“ ข้าแค่ฝันร้ายน่ะท่านพ่อ “
แอเรียสกล่าวตอบออกมา คำตอบเช่นนี้คงจะดีกว่าการกล่าวความจริงออกไป
แม้อัลเบิร์ตจะยังดูสงสัยในคำพูดและท่าทีของแอเรียสที่ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แค่แอเรียสฟื้นขึ้นมาก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์สำหรับตัวเขาแล้ว เขารู้ดีว่าอาการของแอเรียสนั้นแทบไม่มีโอกาสจะฟื้นขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะภรรยาของเขาเป็ผู้ขอร้องแล้วล่ะก็เขาคงตัดใจไปั้แ่ตอนแรกแล้ว
“ แอเรียสเหตุใดเ้าจึงพลัดตกลงไปในแม่น้ำเช่นนั้น มันเป็ฝีมือของผู้ใด “
ทันใดนั้นอัลเบิร์ตก็กล่าวคำถามที่ค้างคาใจออกมา แววตาของเขาในยามนี้เริ่มแผ่จิตสารหารออกมาจางๆ แม้แต่มาเรียก็เงยนานขึ้นมารอรับฟังคำตอบเช่นกัน นี่เป็ข้อสงสัยที่ค้างคาใจทั้งคู่มาตลอด ทั้งคู่ไม่เชื่อว่าแอเรียสจะพลัดตกลงไปแม่น้ำเองอย่างแน่นอน แม้จะไร้ซึ่งพลังเวทแต่แอเรียสหาใช่ผู้ที่จะซุ่มซ่ามจนตกลงไปในแม่น้ำเช่นนั้น
“ ขออภัยด้วยท่านพ่อ ความทรงจำระหว่างที่ข้าตกลงไปมันช่างเลือนรางยิ่งนัก มันราวกับว่าความทรงจำของข้าขาดหายไป “
แอเรียสค่อยๆก้มหน้าและกล่าวออกมาอย่างช้าๆเพื่อตบตาทั้งคู่ แม้เขาจะรู้ดีว่าคนที่ผลักเขาตกลงไปคือเด็กหนุ่มที่ชื่อมาเชลซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องของเขา แม้ทั้งสองจะเป็ทายาทแห่งตระกูลสการ์เชียเหมือนกันแต่สถานะของทั้งคู่แตกต่างกันราว์กับพื้นดิน มาเชลนั้นอายุเพียงสิบแปดปีแต่เป็ถึงนักเวทฝึกหัดขั้นที่เจ็ด อีกไม่กี่ปีก็คงจะบรรลุถึงระดับผู้ใช้มนตรา นับเป็อัจฉริยะและความหวังของตระกูลสการ์เชีย นักเวทนั้นจะแบ่งเป็ทั้งหมด 10ระดับ คือ ััเวท นักเวทฝึกหัด ผู้ใช้มาตรา นักรบ อัศวิน ปราชญ์ จอมเวท ราชันย์ จักรพรรดิ และเซียนมนตรา และแต่ระดับจะแบ่งเป็ 9 ระดับย่อยๆ
มาเชลนั้นนับเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลการจะเอาผิดนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ในตระกูลสการ์เชียคำพูดของแอเรียสนั้นหาได้มีน้ำหนักใดๆไม่ หากไม่ใช่เพราะเป็บุตรชายของอัลเบิร์ตและมาเรียแล้วล่ะก็เขาคงไม่มีแม้แต่ผู้ที่จะเหลียวแลและคงถูกขับออกจากตระกูลไปนานแล้ว นี่ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะล้างแค้น ถึงแม้เขาจะกล่าวความจริงออกไปอย่างมากตระกูลก็คงทำโทษมาเชลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่แน่คนที่ถูกลงโทษอาจจะกลับกลายเป็เขาเองด้วยซ้ำไป แม้อัลเบิร์ตและมาเรียจะแข็งแกร่งเป็ถึงนักเวทระดับนักรบขั้นที่เจ็ดและห้าแต่ทั้งคู่ก็ไม่ใช่ผู้กุมอำนาจของตระกูล การเก็บงำความลับตรงนี้เอาไว้คงเป็การดีที่สุด และการที่ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขามีพลังเวทคงทำให้เขาทำสิ่งต่างๆได้สะดวกกว่า ‘ โชคดีที่ข้ายังไม่เข้าสู่ระดับััเวทระดับหนึ่ง ไม่เช่นนั้นท่านพ่อท่านแม่คงได้รู้เื่ที่ข้าใช้พลังเวทได้เป็แน่ ’ แอเรียสได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เ้าไม่ต้องทำหน้ารู้สึกผิดแบบนั้นก็ได้ เอาเป็ว่าถ้าเ้านึกอะไรออกให้บอกข้ากับแม่ของเ้าก็แล้วกัน “
อัลเบิร์ตกล่าวออกมาก่อนจะลูบไปที่หัวของแอเรียสด้วยความห่วงใยของบิดา มันเป็ััอบอุ่นอย่างที่แอเรียสไม่เคยได้รับมาก่อน นี่สินะความรักของพ่อแม่ ชีวิตที่แล้วเขาเป็เพียงเด็กกำพร้าเขาไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่าหน้าตาพ่อแม่ของเขาเป็เช่นไร
แม้จะเห็นว่าแอเรียสฟื้นขึ้นมาจากอาการาเ็แล้วแต่ทั้งสองก็ยังคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ทั้งยาสมุนไพรและอาหารที่ช่วยบำรุงกำลังต่างถูกยกมาโดยคนรับใช้ของตระกูลอย่างไม่ขาดสาย หลังจากใช้เวลาอยู่กว่าค่อนวันในที่สุดอัลเบิร์ตและมาเรียก็จากไปเพื่อให้แอเรียสในพักผ่อน
อีกด้านหนึ่งภายในตระกูลสการ์เชีย ภายในห้องขนาดใหญ่ประดับประดาไปด้วยของตกแต่งอันหรูหรา ที่ใจกลางห้องมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังฝึกฝนเวทมนตร์อยู่ รอบกายของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยกระแสพลังเวทอันแสนร้อนแรงใช่แล้วเขาคือนักเวทอัคคี บนฝ่ามือปรากฏเปลวไฟขนาดเท่าศีรษะเด็กทารกกำลังลุกโชติ่อยู่ เด็กหนุ่มพยายามเพิ่มขนาดเปลวไฟให้มีขนาดใหญ่อย่างช้าๆ แต่ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มอีกหนึ่งคนที่รีบเร่งเข้ามาด้วยความรีบร้อน เมื่อสูญเสียสมาธิเปลวไฟที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือก็สลายหายไป เขาหันมองไปยังผู้ที่ถือวิสาสะเข้ามาด้วยความไม่พอใจนัก
“มีเื่รีบร้อนอะไรกันดาเนส เ้าไม่เห็นรึไงว่าข้ากำลังอยู่ระหว่างฝึกฝน !! ”
เด็กหนุ่มเ้าของห้องกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด เขาจ้องมองไปยังผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“แย่แล้วท่านพี่มาเชล เมื่อเช้าคนของข้ามารายงานว่าเ้าแอเรียสมันฟื้นขึ้นมาแล้ว “
ดาเนสกล่าวตอบออกมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้สนใจความโกรธเกรี้ยวของมาเชลมากนัก ดาเนสนั้นเป็น้องชายแท้ๆของมาเชลทั้งคู่เป็บุตรชายของเมอร์สันบุตรชายคนที่สองของผู้นำตระกูลสการ์เชีย
“เ้าว่ายังไงนะ ! แล้วมันได้กล่าวหรือไม่ว่าใครเป็คนผลักมันตกลงไปในน้ำ“
เมื่อได้ยินว่าแอเรียสฟื้นขึ้นมามาเชลก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที เพราะเขาเองคืนคนที่ผลักมันให้ตกลงไปในแม่น้ำสายนั้นและดาเนสก็คือหนึ่งในผู้ร่วมมือในครั้งนั้น หากเื่นี้แดงขึ้นมาล่ะก็เขาคงเดือดร้อนเป็แน่ แม้จะหาข้อแก้ตัวออกมาได้แต่มันก็คงจะวุ่นวายไม่น้อย เขารู้ดีว่าถึงอย่างไรตระกูลก็คงไม่กำจัดเขาเพียงเพื่อจะทวงถามความยุติธรรมให้กับเ้าตัวไร้ค่านั่น
“ ไม่ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าหลังจากมันฟื้นขึ้นมามันก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมามากนัก และพวกคนรับใช้ยังบอกกับข้าอีกว่าความทรงจำบางอย่างของมันนั้นขาดหายไปรวมถึงความทรงจำใน่ก่อนที่จะตกลงไปในน้ำด้วย“
ดาเนสกล่าวตอบ เขาเองก็รู้สึกกังวลไม่ต่างกันเพราะเขาเองก็เป็หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิด ทั้งคู่หาได้กลัวแอเรียสแต่เป็อัลเบิร์ตและมาเรียต่างหากที่ทั้งคู่หวาดกลัว
“ อย่าพึ่งวางใจสังเกตมันไว้ให้ดี หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบมารายงานข้าโดยด่วน ความทรงจำของมันอาจจะกลับมาได้ในสักวัน หากมีโอกาสก็กำจัดมันทิ้งซะ "
มาเชลแค่นเสียงอย่างเ็า มาเชลพึ่งจะมีอายุเพียงสิบแปดแต่กลับมีความโเี้และเืเย็นอย่างเกินวัย แม้แอเรียสและเขาจะเป็ลูกพี่ลูกน้องกันแต่เขาเองไม่เคยนับญาติกับมันเลยแม้แต่น้อยเขารู้สึกว่าเป็การเสื่อมเสียด้วยซ้ำไปที่ตระกูลมีคนเช่นมันอยู่
ย้อนกลับมายังห้องของแอเรียส หลังจากที่ทุกคนออกไปแล้วแอเรียสก็เริ่มเข้าสู่สมาธิเพื่อชักนำไอเวทที่อยู่รอบตัวเข้ามายังร่างของตน หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงในที่สุดแก่นเวทที่ส่องประกายเลือนรางก็เริ่มสว่างสดใสขึ้นพลังแวทเริ่มอันแน่นไปในแก่นเวทนั้น ในที่สุดก็มีเสียงปะทุเล็กๆดังออกมา แอเรียสค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยความยินดี
ไอเวทนั้นคือพลังเวทธรรมชาติที่ล่องลอยอยู่ทั่วทุกแห่งของมุมโลก มันคือพลังเวทบริสุทธิ์ที่สามารถใช้ในการบ่มเพาะพลังเวทได้ ความหนาแน่นและความบริสุทธิ์ของไอเวทนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างแล้วแต่สถานที่
“ ในที่สุดข้าก็อยู่ในระดับััเวทขั้นที่หนึ่ง แต่นี่ยังไม่เพียงพอระดับเพียงเท่านี้ถือว่ายังอ่อนแอนัก “
ระดับััเวทนั้นถือเป็ระดับเริ่มต้นของนักเวท โดยทั่วไปแล้วเมื่ออายุครบสิบสองปีทุกคนก็จะเริ่มฝึกฝนเวทมนตร์และอยู่ในระดับััเวทขั้นที่หนึ่ง การที่แอเรียสเริ่มต้นในวัยสิบหกปีนั้นถือว่าเชื่องช้าจนเกิน
เมื่อเข้าสู่ระดับััเวทก็ถือได้เริ่มเข้าสู่วิถีของนักเวท นักเวททุกคนจะต้องเลือกคัมภีร์บ่มเพาะที่เหมาะสมกับพลังธาตุของตัวเอง คัมภีร์บ่มเพาะหากกล่าวอีกนัยก็คือทักษะเวทรูปแบบหนึ่งที่ใช้ในการบ่มเพาะระดับพลังและยังเป็พื้นฐานรูปแบบการโคจรพลังเวทของนักเวทแต่ละคนอีกด้วย คัมภีร์บ่มเพาะรวมถึงทักษะรูปแบบอื่นๆนั้นจะแบ่งออกเป็ทั้งหมด7 ระดับ คือ ต่ำ กลาง สูง ปฐี นภา ์ และตำนาน และยังแบ่งประเภทตามการใช้งานอีกจำนวนมาก ทักษะยิ่งมีระดับสูงเพียงใดก็จะยิ่งส่งผลต่อความแข็งแกร่งของผู้ฝึกมากเพียงนั้นและทักษะยิ่งมีระดับสูงเพียงใดความยากในการฝึกฝนก็จะยิ่งยากเป็เงาตามตัวเช่นกัน ในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้ทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับสูงซึ่งมีเพียงเหล่าตระกูลใหญ่เท่านั้นที่มีทักษะเช่นนี้ไว้ใน แต่ก็มีข่าวลือว่าตระกูลฮาร์เกนมีทักษะระดับปฐีอยู่ใน ดยุคโคเว่นผู้นำตระกูลฮาร์เกนนั้นมีศักดิ์เป็ถึงพระอนุชาขององค์าาและยังเป็ผู้ที่มีอำนาจปกครองเหนือเมืองเบอเนียร์แห่งนี้จึงไม่น่าแปลกใจนักที่จะมีทักษะเวทอันแข็งแกร่งเอาไว้ใน
“ คัมภีร์บ่มเพาะที่ข้ามีอยู่คืออัสนีกลืนนภาและวิถีเทพอัสนีข้าจะต้องเลือกฝึกฝนเพียงหนึ่งเท่านั้น ”
แอเรียสทำสีหน้าครุ่นคิด การเลือกคัมภีร์บ่มเพาะย่อมกำหนดอนาคตในวันข้างหน้า หากเลือกผิดพลาดแม้เพียงน้อยก็ยากที่จะแก้ไขได้ อัสนีกลืนนภาเป็ทักษะที่จัดอยู่ระดับนภาและยังเป็ทักษะแอเรียสเคยฝึกฝนในชีวิตที่แล้วการจะฝึกฝนมันอีกครั้งนับว่าเป็เื่ง่าย อัสนีกลืนนภามีจุดเด่นในด้านการฝึกฝนอันรวดเร็วและยังเป็ทักษะที่แข็งแกร่งเป็อย่างมาก ส่วนวิถีเทพอัสนีนั้นเป็จัดเป็ทักษะระดับตำนานที่แอเรียสบังเอิญได้เมื่อครั้งเป็นักเวทในระดับเซียนมนตรา แต่ยังไม่ทันที่จะได้ฝึกฝนมันแอเรียสก็ต้องมาตกตายไปเสียก่อน
หลังจากตัดสินใจอยู่ไม่นานในที่สุดแอเรียสก็เลือกฝึกฝนวิถีเทพอัสนี แม้การฝึกฝนวิถีเทพอัสนีจะเสี่ยงและยากเย็นเพียงใดแต่มันก็คุ้มค่าที่จะลอง ในชีวิตนี้เขาจะต้องกลายเป็นักเวทที่แข็งกว่าชีวิตที่แล้วให้ได้
การจะฝึกทักษะระดับตำนานนั้นนับว่าเป็เื่ที่ยากเย็นเป็อย่างมาก แต่เมื่อฝึกสำเร็จความแข็งแกร่งก็นับว่ายากจะหยั่งถึง แม้แต่แอเรียสเองก็ยังไม่มั่นใจมากนักว่าจะฝึกมันสำเร็จ แม้จะจดจำรายละเอียดของคัมภีร์บ่มเพาะได้แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่แอเรียสไม่เข้าใจเกี่ยวกับมัน ทักษะระดับตำนานเป็อะไรที่ลึกลับยิ่ง
“เื่ข้ากลายเป็นักเวทคงยังต้องเก็บเป็ความลับจนกว่าข้าจะแข็งแกร่งมากพอ “
แม้เขาจะมีพ่อและแม่คอยดูแล แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถดูแลได้ตลอดเวลา หากเขาตกตายไปแม้พ่อและแม่ของเขาจะตามล้างแค้นให้มันก็ไม่ได้ทำให้เขาฟื้นขึ้นมา สิ่งที่เชื่อมันได้มากที่สุดคือความแข็งแกร่งของตัวเอง นี่คือวิถีของเขาเมื่อยามอดีตและแม้แต่ตอนนี้มันก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ัซ่อนเมฆา” เป็ทักษะป้องกันซึ่งอยู่ในระดับปฐีเป็หนึ่งในหลายร้อยทักษะที่อยู่ในความทรงจำของแอเรียส มันเป็ทักษะที่ทำให้ผู้ใช้สามารถปกปิดกลิ่นอายของตัวเองได้ มันเป็ประโยชน์เป็อย่างมากในการที่จะลอบโจมตีคู่ต่อสู้ แต่นอกจากปกปิดกลิ่นอายแล้วมันก็ยังมีประโยชน์อีกหนึ่งอย่างที่ผู้คนไม่ค่อยจะสนใจนักนั่นคือการปกปิดระดับการฝึกฝน
แอเรียสเลือกที่จะฝึกฝนทักษะัซ่อนเมฆาก่อน สิ่งที่จำเป็ที่สุดในตอนนี้คือการปกปิดไม่ให้ใครล่วงรู้ว่าเขาคือมีพลังเวท เป้าหมายของเขาคือฝึกให้สำเร็จก่อนถึงยามเช้า หากใครรู้ความคิดของแอเรียสจะต้องคิดว่าเขาเป็บ้าไปอย่างแน่นอน การจะฝึกฝนทักษะระดับปฐีให้สำเร็จภายในค่ำคืนเดียวนับวันเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้ แม้อัจฉริยะยังใช้เวลานับเดือนในการฝึกฝนทักษะระดับปฐีให้สำเร็จในระดับเริ่มต้น
“ ในที่สุดข้าก็ฝึกมันได้สำเร็จ “
เวลาใกล้รุ่งสางในที่สุดแอเรียสก็ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า ภายในใจรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถฝึกฝนัซ่อนเมฆาสำเร็จภายในเวลาคืนเดียว แต่ร่างกายนี้ช่างมีพร์อย่างน่าแปลกประหลาด นี่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก บางทีมันอาจจะแข็งแกร่งกว่าพร์ของเขาในยามอดีตด้วยซ้ำไป
นี่ผ่านมาสามแล้วแล้วนับแต่วันที่แอเรียสฟื้นขึ้นมา ทุกๆวันจะมีกิจวัตรเดิมๆที่ทำให้แอเรียสเริ่มคุ้นชินคือมาเรียและอัลเบิร์ตจะแวะเวียนมาดูแลเขาเป็ประจำ ภายในใจของเขารู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกมันเป็ความรักอันบริสุทธิ์ที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิต
ทุกค่ำคืนแอเรียสจะใช้เวลาฝึกฝนวิถีเทพอัสนี มันเป็ทักษะที่ลึกล้ำอย่างแท้จริงเขายังคงเข้าใจมันได้ไม่กระจ่างนัก ใช้เวลากว่าสามวันเขาก็ยังคงฝึกฝนมันไม่สำเร็จ ในยามนี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ คิ้วสองข้างขมวดแน่น ดวงจิตจมอยู่ในห้วงสมาธิ
ทันใดนั้นกระแสโคจรพลังเวทในร่างของแอเรียสก็เริ่มเปลี่ยนไป ภายในโลกแห่งจิตกลุ่มหมอกซึ่งอยู่ภายในแก่นเวทถูกกระแสพลังบีบอัดเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง กลุ่มหมอกหดตัวและคลายตัวออกอย่างไม่มีหยุดหย่อน ในที่สุดมันก็ปรากฏเป็สิ่งที่คล้ายกับสายฟ้าขนาดเท่าผ่ามืออยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอก แสงของมันเจิดจ้าราวดวงตะวันขนาดเล็ก แม้จะมีขนาดเล็กกว่ากลุ่มหมอกหลายเท่าตัวแต่ภายในกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มหมอกนับสิบเท่า มันราวกับทารกที่หิวโหยมันเริ่มกลืนกินกลุ่มหมอกที่อยู่ภายในแก่นเวทอย่างบ้าคลั่ง แอเรียสขมวดคิ้วนี่เป็สิ่งที่เหนือกว่าที่เขาคาดการอยู่ไม่น้อย เหงื่อชโลมทั่วร่าง ฟันขบเข้าหากันแน่น ความเ็ปที่เกิดขึ้นจากการปั่นป่วนของกระแสพลังมันราวกับทั่วร่างของเขาจะถูกฉีกออก ทันใดนั้นก็มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ไอเวทที่อยู่รอบกายแอเรียสสั่นไหวไปมาก่อนที่มันจะถูกสายฟ้านั่นดูดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ทุกครั้งที่ไอเวทถูกดูดกลืนเข้ามาสายฟ้าก็จะขยายขนาดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงในที่สุดกระแสพลังก็สงบลง ไอเวทในรัศมีหลายสิบเมตรรอบกายแอเรียสกลับกลายเป็เบาบางลงจนยากที่จะััได้ ภายในแก่นเวทจากสายฟ้าขนาดเล็กนั้นกลับกลายเป็กลุ่มก้อนสายฟ้าที่มีขนาดประมาณหนึ่งฟุต มันแผ่พลังของสายฟ้าอันแข็งแกร่งและบ้าคลั่งออกมา
“ ในที่สุดข้าก็ฝึกฝนมันสำเร็จช่างเป็คัมภีร์บ่มเพาะที่ทรงพลังนัก คาดไม่ถึงว่าผลกระทบของกระแสพลังที่ปั่นป่วนจะทำให้ข้าก้าวะโมาจนถึงระดับััเวทขั้นที่สี่ข้าเกือบจะก้าวไปสู่ขั้นที่ห้าด้วยซ้ำ วิถีเทพอัสนีช่างแข็งแกร่งนักพลังของข้าในตอนนี้บางทีอาจจะสามารถต่อกรกับระดับััเวทขั้นสูงได้อย่างสูสีด้วยซ้ำไป แต่สายฟ้านั่นช่างเป็พลังอันยากจะเข้าใจหากควบคุมมันไม่ได้บางทีแม้แต่ข้าก็คงถูกดูดกลืนเข้าไปด้วย“
แอเรียสยกยิ้มขึ้นด้วยความยินดี นี่ถือเป็โชคดีที่เขาสามารถควบคุมมันไว้ได้ การปั่นป่วนของกระแสพลังหากไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้ผลกระทบแทบไม่อาจจะคาดเดา หากไม่ตายก็คงต้องาเ็นับแรมปี แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือสายฟ้าที่เป็ต้นกำเนิดพลังของเขา มันช่างเป็ทรงพลังและแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย
หลังจากหายเหนื่อยล้าแล้วแอเรียสก็เริ่มบ่มเพาะพลังต่ออีกหลายชั่วโมง แต่เขากลับก็รู้สึกว่าการพัฒนามันช่างเชื่องช้า คงเป็เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ไอเวทในบริเวณนี้แทบจะจางหายไป คงต้องรออีกหลายวันกว่ามันจะกลับมาเป็เช่นเดิม ทันใดนั้นแอเรียสก็เหมือนจะนึกเื่บางอย่างออก
“การฝึกฝนด้วยการดูดซับไอเวทมันช่างเชื่องช้านัก หากข้ามีทรัพยากรในการบ่มเพาะแล้วล่ะก็การฝึกฝนของข้าคงรวดเร็วมากกว่านี้หลายเท่า แต่ข้าซึ่งเป็ถึงหลานของผู้นำตระกูลกลับไร้ซึ่งทรัพยากรฝึกฝน บัดซบ !!แม้แต่ทหารยามในตระกูลยังมีทรัพยากรฝึกฝนมากกว่าข้าด้วยซ้ำไป ! “
แอเรียสสบถออกมาด้วยความขมขื่น แม้จะเกิดมาในตระกูลใหญ่แต่ด้วยการที่เป็ผู้ไร้พลังเวทแอเรียสจึงไม่ได้รับทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังเวทจากตระกูลจะมีก็เพียงแต่เงินทองจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับจากตระกูลในแต่ละเดือน
นอกจากการบ่มเพาะพลังจากการดูดซับไอเวทแล้วนักเวทยังสามารถดูดซับพลังจากผลึกเวท สมุนไพร ยาวิเศษ รวมถึงของวิเศษต่างๆ มันเป็สิ่งที่ทำให้ระดับพลังเพิ่มพูนได้มากกว่าการบ่มเพาะโดยดูดซับไอเวทมากนัก
ในเมื่อไม่สามารถพึ่งพาตระกูลได้แอเรียสจึงเริ่มครุ่นคิดถึงวิธีที่จะได้มาซึ่งทรัพยากรในการบ่มเพาะไม่ว่าจะเป็สิ่งใดก็ล้วนเป็สิ่งที่จำเป็กับเขาในยามนี้ ทันใดนั้นแอเรียสก็ยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย ดวงตาของแอเรียสก็เผยประกายความยินดี
“ วิธีการนี้คงช่วยเื่ทรัพยากรที่ขาดแคลนของข้าได้ไม่น้อย“