สายน้ำใสไหลลอดซอกศิลาสีหม่น ส่งเสียงกระทบแ่ต่ำท่ามกลางพฤกษาเขียวทึบ เบื้องบนเรือนยอดไม้สานทับเป็ม่านหนา บดบังแสงตะวันยามอัสดงจนบริเวณนี้มืดสลัวอยู่เนือง ๆ หากมิใช่ผู้รู้ทาง ต่อให้เดินเฉียดผ่านมาเพียงไม่กี่ก้าว ก็ยากจะล่วงรู้ได้ว่าหลังพุ่มเฟิร์นและรากไม้เฒ่า ยังมีแอ่งน้ำตื้นสายหนึ่งซ่อนเร้นอยู่
เมื่อครั้งเยาว์วัย อี้ซินเคยมาหลบซ่อน ณ ที่แห่งนี้อยู่บ่อยครา
ยามถูกเด็กในหมู่บ้านรุมรังแก เขามักคลานกายเข้ามาหมอบนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ ฟังเสียงธารา ปล่อยหยาดโลหิตจากมุมปากหยดลงผิวน้ำทีละหยด ๆ แล้วจึงรอให้ความปวดร้าวจางคลาย ค่อยกลับไปหาเฒ่าหาน
ครานั้นเขามาเพราะอ่อนแอ
แต่ครานี้ เขากลับมาพร้อมกลิ่นอายโลหิตของอสูรและเงาแห่งความตายที่ยังเกาะกุมอยู่บนบ่า
อี้ซินค่อย ๆ ทรุดกายนั่งลงข้างศิลาแบนริมธาร ก่อนผ่อนลมหายใจยาวช้า ๆ เขาคลายผ้าพันแผลชั่วคราวออกทีละชั้น โลหิตแห้งกรังเกาะติดกับเนื้อจนเกิดความแสบลึกถึงกระดูก รอยเขี้ยวที่หัวไหล่ซ้ายบวมช้ำคล้ำม่วง รอยเล็บที่ต้นคอและแผ่นหลังก็ยังแดงเถือก ส่วนข้อเท้าขวาที่ถูกอสูรงับนั้น ยิ่งแลดูอักเสบจนเห็นได้ชัด
เขาตักน้ำจากธารขึ้นชำระาแ
น้ำเย็นจัดแตะต้องเนื้อสดจนเขากัดฟันแน่น กล้ามท้องเกร็งเป็สัน ความเจ็บร้าวพุ่งขึ้นสู่สมองจนม่านตาพร่าเลือน ทว่าเขากลับมิหยุดมือ ยังคงชำระคราบโลหิตดำและเศษศิลาออกจากาแอย่างละเอียด
ย่อมต้องล้างให้สะอาด
หากปล่อยให้แผลเน่าเฟะ เกรงว่าเขาจะสิ้นลมเสียก่อนช่วยเฒ่าหานออกมาได้
เมื่อชำระาแจนพอใจแล้ว อี้ซินจึงหยิบผลึกสีเหลืองขุ่นที่เหลืออยู่ในถุงหนังของศพเฒ่าผู้นั้นออกมา ใช้ศิลาแบนบดมันช้า ๆ จนกลายเป็ผงละเอียด กลิ่นขมเย็นสายหนึ่งพลันลอยกระจายออกมา ก่อนเขาจะโรยผงนั้นลงบนาแสำคัญทีละแห่ง
“อืม...”
เสียงครางต่ำหลุดลอดออกจากไรฟัน
ฤทธิ์ของผงผลึกนี้รุนแรงกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก ราวกับมีเปลวอัคคีเย็นเยียบกำลังแทรกซึมลงในเนื้อสด ทว่าหลังผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ ความเ็ปอันรุนแรงนั้นกลับค่อย ๆ ทุเลาลง เหลือเพียงความด้านชาและความเย็นลึกที่แผ่ซ่านอยู่ภายใน
ของสิ่งนี้มีผลสมานแผลได้จริง
อี้ซินฉีกชายเสื้อที่ยังพอนับว่าสะอาดอยู่ มาพันาแใหม่อย่างแ่า ทุกการเคลื่อนไหวของเขามั่นคงกว่ากาลก่อนมาก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามิได้มีใครให้พึ่งพิงนอกจากตนเอง
เฒ่าหานเคยกล่าวกับเขาอยู่เสมอ
“ผู้ที่อ่อนแอ มิอาจเลือกได้ว่าจะาเ็หรือไม่ สิ่งเดียวที่พึงเรียนรู้ คือจะไม่ตายเพราะาแได้อย่างไร”
ยามนั้น เขาไม่ชอบถ้อยคำนี้แม้แต่น้อย
แต่วันนี้ ทุกถ้อยคำนั้นกลับกลายเป็คมมีดที่ใช้ได้จริงในโลกอันโหดร้าย
เมื่อจัดการาแเสร็จสิ้น อี้ซินจึงล้วงแก่นอสูรที่ตนเก็บมาออกมาพินิจ ในมือเขามีแก่นเล็กสามเม็ด กับแก่นใหญ่หนึ่งเม็ดซึ่งได้จากอสูรหัวหน้า ทุกเม็ดล้วนแผ่กลิ่นอายหยาบกร้าวและเย็นลึก แม้เพียงถือเอาไว้ในฝ่ามือ ก็ััได้ถึงพลังอสูรที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
เขาหยิบแก่นเล็กเม็ดหนึ่งขึ้นมา หลับตาลงช้า ๆ แล้วเริ่มโคจรลมหายใจตามวิธีเดิม
กลิ่นอายฟ้าดินอันเบาบางในป่าชายเขาค่อย ๆ หลอมรวมกับพลังภายในแก่นอสูรอย่างเชื่องช้า ความหยาบกร้าวเย็นคมไหลผ่านฝ่ามือ ทะลวงขึ้นตามแขนเข้าสู่ทรวงอก
และดังเช่นครั้งก่อน
ทันทีที่พลังนั้นไหลถึงกลางอก ความอุ่นลึกภายในร่างพลันตอบสนองขึ้นในฉับพลัน
ตึก...
ประหนึ่งมีบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ส่วนลึกสุดของร่างกำลังตื่นขึ้น มันดูดกลืนส่วนที่คลุ้มคลั่งที่สุดของพลังอสูรออกไป เผยให้ส่วนที่เหลืออ่อนโยนลง จนเขาพอจะควบคุมได้
อี้ซินขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าไม่ได้ต่อต้าน กลับฉวยโอกาสนำพลังนั้นโคจรไปตามชีพจรใหม่ภายในกาย ยิ่งหมุนเวียน เืลม กล้ามเนื้อ และกระดูกของเขาก็ยิ่งแ่าขึ้นทีละน้อย ราวกับทั้งร่างกำลังถูกค้อนลี้ลับตีหลอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป แก่นอสูรเม็ดนั้นก็แห้งกรอบแตกสลายเป็ผง
อี้ซินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ลมหายใจของเขาลึกและมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้าแยังคงปวดร้าวอยู่ ทว่าเรี่ยวแรงกลับฟื้นคืนขึ้นมามากกว่าเดิม ประหนึ่งเปลวเพลิงที่ใกล้มอดดับได้รับเชื้อเพลิงใหม่เข้าไปอีกกำหนึ่ง
“ยังมิพอ...”
เขาพึมพำเสียงต่ำ
คืนนี้ เขาจะต้องออกไปสืบหาเฒ่าหาน หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้ให้ได้ว่าคนชราถูกกักขังไว้ที่ใด หากกำลังของเขายังมีเพียงเท่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากกระโจนลงสู่คมมีดด้วยตนเอง
อี้ซินจึงดูดซึมแก่นอสูรเม็ดเล็กอีกเม็ด
ครานี้พลังภายในแก่นไหลเข้ามามากกว่าเดิมเล็กน้อย ชีพจรใหม่ในร่างเต้นกระหน่ำขึ้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่หลับใหลในอกก็ยิ่งชัดเจนขึ้นอีกเสี้ยวหนึ่ง ความรู้สึกนั้นประหลาดถึงขีดสุด มันมิคล้ายผู้ใดมาสถิตในกาย หากกลับคล้ายไข่สิ่งมีชีวิตบางอย่าง หรือชีพจรอีกดวงหนึ่งที่กำลังสะสมกำลังของตนเองอยู่เงียบ ๆ
อี้ซินสะกดความเคลือบแคลงนั้นไว้ก่อน มุ่งนำพลังเข้าสู่เส้นลมปราณตามแขนขาและลำตัวอย่างตั้งใจ
ผลลัพธ์ในครานี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
เมื่อแก่นอสูรแตกสลายลง เขาพลันรู้สึกว่าฟ้าดินรอบกายแจ่มกระจ่างขึ้นอีกระดับ เสียงสายน้ำไหล เสียงกิ่งไม้เสียดสี แม้กระทั่งเสียงแมลงตัวน้อยในพุ่มหญ้าด้านซ้าย เขาก็ยังได้ยินชัดกว่าก่อน
ร่างนี้กำลังแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว
มิใช่เพราะเขาก้าวข้ามขอบเขตใหญ่ใดในฉับพลัน
แต่เป็การสะสมพลังทีละน้อยอย่างมั่นคง และจับต้องได้จริง
อี้ซินกำมือแน่น ก่อนเหวี่ยงหมัดเปล่าออกไปในอากาศหนึ่งครั้ง
ฟุ่บ!
เสียงลมฉีกผ่านหนักแน่นจนแม้แต่เขาเองยังหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ดี...”
เขาเก็บแก่นเล็กเม็ดสุดท้ายกับแก่นใหญ่ไว้มิได้รีบร้อนดูดซึมต่อ เพราะตนยังไม่ทราบขีดจำกัดของร่างใหม่ หากเร่งรัดเกินไปจนชีพจรวุ่นวายในยามศึก นั่นย่อมมิใช่ต่างจากแส่หาความตาย
อี้ซินนั่งนิ่งอยู่ข้างธารอีกระยะหนึ่ง ปล่อยให้ร่างกายปรับสมดุลกับพลังใหม่ ก่อนจะล้วงของสองสิ่งออกจากอกเสื้อ มาวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือ
ผ้าเช็ดหน้าลายเหมยสีฟ้าอ่อนซึ่งเปื้อนโลหิต
กับแผ่นหยกสีขาวหม่นรูปจันทร์เสี้ยว
เขาจ้องมองสองสิ่งนั้นอยู่เงียบ ๆ
ความทรงจำในวัยเยาว์ค่อย ๆ ผุดพรายขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจอย่างช้าเชื่อง ท่ามกลางโลกอันสกปรกเปื้อนโลหิต มีเพียงไม่กี่ห้วงเวลาที่สะอาดบริสุทธิ์พอจะยังคงอยู่ในใจเขา และหนึ่งในนั้น...คือเด็กหญิงใต้ต้นเหมยผู้นั้น
มู่ชิงหลาน...
เขาไม่รู้ว่านางในเวลานี้เป็เช่นไร ไม่รู้ว่านางยังจดจำเด็กสวะผู้หนึ่งที่นางเคยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ได้หรือไม่ และไม่รู้แม้กระทั่งว่าข่าวลือเื่ถอนหมั้นนั้น เกิดจากความประสงค์ของนางเอง หรือเป็ความ้าของผู้ใหญ่ในตระกูล
แต่มีอยู่เื่หนึ่งที่เขารู้แน่
ต่อให้คนทั้งใต้หล้ามองว่าเขาไม่คู่ควร เขาก็จะไม่ยอมเป็สวะอีกต่อไป
อี้ซินเก็บของทั้งสองชิ้นกลับเข้าที่อย่างทะนุถนอม แววตาซึ่งเคยไหววูบเมื่อครู่กลับแน่นิ่งดังเดิม
ตะวันค่อย ๆ คล้อยต่ำลงไปทุกขณะ
เงาไม้ทอดยาว
อีกไม่นาน ความมืดก็จะปกคลุมทั่วผืนฟ้า
และเมื่อความมืดมาเยือน เขาก็จะเริ่มลงมือ
แน่นอน เขาไม่ได้คิดบุ่มบ่ามบุกศาลาหินทางเหนือทันที
ก่อนจะไปถึงที่นั่น เขาจำต้องตัดแขนขาของหลัวเหวินซานลงเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องเก็บข้อมูลให้มากขึ้น และหากมีโอกาส เขาจะชำระหนี้โลหิตกับคนชั่วสักหนึ่งราย
ลุงหู กับอีกผู้หนึ่ง
สองคนนั้นเหมาะสมที่สุด
พวกมันล้วนเชื่อว่าเขาตายตกลงไปในโพลงมรณะแล้ว
ฉะนั้นคืนนี้ เขาจะทำให้พวกมันรู้
ว่าผู้ที่ตกลงไปในเหวนรกหาได้สูญสิ้นไม่
เขา...กลับขึ้นมาแล้ว
พร้อมสองมือที่เปื้อนโลหิตยิ่งกว่าก่อน
ฟ้ายามราตรีค่อย ๆ ปกคลุมหมู่บ้านฉางหลิน
หลังฝนใหญ่เมื่อคืน อากาศเย็นะเืกว่าปกติ ชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนรีบปิดประตูหน้าต่างั้แ่ยามต้น ไฟตะเกียงจากแต่ละเรือนส่องลอดรอยไม้เป็แสงสลัว บ้างมีเสียงหม้อกระทบเตา บ้างมีเสียงเด็กหัวเราะแ่เบา หรือเสียงสุนัขเห่าหอนมาจากที่ไกล
ทว่าทางด้านเหนือของหมู่บ้านซึ่งติดกับป่าไผ่ กลับเงียบวังเวงกว่าส่วนอื่น
ลุงหูอาศัยอยู่ ณ บ้านหลังนั้น
อี้ซินซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก มองแสงตะเกียงริบหรี่ภายในบ้านผ่านช่องหน้าต่าง เขาเฝ้ารออย่างอดกลั้น มิเร่งร้อนดังเช่นเด็กหนุ่มโง่งมในอดีต
คืนนี้ เขาไม่คิดปะทะซึ่งหน้าโดยไร้ความจำเป็
เพราะสิ่งที่เขา้าคือชัยชนะ
มิใช่เพียงระบายแค้น
ผ่านไปไม่นาน ประตูบ้านก็เปิดออก ลุงหูเดินโซเซออกมาพร้อมเหยือกสุราในมือ เขาสวมเพียงเสื้อบางตัวเดียว แล้วทรุดนั่งลงบนแคร่ไม้หน้าบ้าน กรอกสุราเข้าปากหลายอึก พลางสบถอย่างขุ่นเคืองกับอากาศเย็น
“บัดซบ...เพราะไอ้เฒ่าหานกับสวะนั่น ข้ายังต้องมาคอยผลัดเวรอีก”
เขาพึมพำกับตนเองอย่างหงุดหงิด ก่อนใช้นิ้วแคะฟันต่ออย่างไม่ใส่ใจ
อี้ซินจ้องมองจากเงามืด ดวงตาไม่กะพริบแม้แต่น้อย
เขาจับสังเกตลมหายใจของลุงหู จังหวะขยับไหล่ อาการเมามาย และตำแหน่งมีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวอย่างละเอียด
บุรุษผู้นี้หาใช่ยอดฝีมือไม่
แต่เป็สุนัขรับใช้ที่ชอบเหยียบย่ำผู้อ่อนแอ และประจบสอพลอผู้แข็งแกร่ง
ยามมีพวกพ้อง มันกล้ากัดผู้คนอย่างบ้าคลั่ง
แต่ยามอยู่ลำพัง มันก็เป็ได้เพียงบุรุษร่างอ้วนกับหัวใจขลาดเขลาเท่านั้น
อี้ซินรอจนลุงหูกรอกสุราอีกสองอึกใหญ่ จึงค่อยะโลงจากกิ่งไม้อย่างไร้สุ้มเสียง เขาอ้อมไปด้านหลังแคร่ ทีละก้าว...ทีละก้าว...
แล้วหยุดอยู่ห่างอีกฝ่ายเพียงสอง่แขน
ลมกลางคืนพัดวูบผ่าน
ลุงหูขนลุกเกรียวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาหันซ้ายแลขวา พลางบ่นพึมพำ
“หรือคืนนี้จะหนาวเกินไป...”
แต่ประโยคยังมิทันจบ มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกจากเงามืด ปิดปากเขาไว้แน่น อีกมือกระชากผมจนศีรษะเชิดขึ้น
ลุงหูเบิกตาโตสุดขีด ร่างสะดุ้งดิ้นรนอย่างแตกตื่น
“อื้อ! อื้อ—!”
คมมีดสั้นเย็นเฉียบแนบลงบนลำคอเขาอย่างแ่เบา
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู เรียบเฉยและเ็าราวน้ำแข็งใต้เหว
“เปล่งเสียงอีกคำเดียว” อี้ซินกระซิบ “ข้าจะกรีดคอหอยเ้าให้ขาด”
ร่างของลุงหูแข็งทื่อในฉับพลัน ดวงตาเบิกกว้างจนแทบแตก เขาจำเสียงนี้ได้...
แม้จะเป็เพียงเสียงกระซิบ เขาก็จำได้อย่างไม่มีผิด
เป็ไปไม่ได้
มันสมควรตายไปแล้ว!
อี้ซินคลายมือที่ปิดปากเขาออกเพียงเล็กน้อยพอให้กล่าวคำได้ แต่คมมีดยังคงแนบคอไว้แน่น
“อย่าหันมา” เขากล่าวช้า ๆ “หากเ้ายังอยากให้ศีรษะตั้งอยู่บนบ่าต่อไป”
ลุงหูหอบหายใจถี่ ร่างสั่นสะท้านไม่หยุด เหงื่อเย็นผุดออกทั่วแผ่นหลังทั้งที่ลมกลางคืนหนาวจับกระดูก
“อี้...อี้ซิน...” เสียงของเขาสั่นพร่า “เ้า...เ้ายังไม่ตาย...”
“ผิดหวังหรือ”
“ไม่...ไม่ใช่ ข้า...”
คมมีดกดลึกลงอีกเพียงเสี้ยว เืสายเล็กจึงไหลลงมาจากลำคอทันที
“ข้ามิได้มาฟังคำแก้ตัว” อี้ซินเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะถาม เ้าตอบ หากเ้ากล้าโป้ปด ข้าจะตัดเ้าออกทีละส่วน เริ่มจากหูทั้งสองข้าง”
ลุงหูรีบพยักหน้าถี่ยิบราวลูกไก่จิกข้าว
“อาจารย์ข้าอยู่ที่ใด”
“ข้า...ข้าไม่รู้แน่ชัด! รู้เพียงว่าถูกพาไปศาลาหินทางเหนือจริง ๆ พวกหัวหน้าหลัวกับคนของตระกูลหลิวเป็ผู้คุม—”
“คนเฝ้ามีกี่คน”
“ปกติสามถึงห้าคน...แต่คืนนี้ข้าไม่รู้! ข้าไม่รู้จริง ๆ!”
“หลัวเหวินซานอยู่ที่ใด”
“เมื่อหัวค่ำยังอยู่ศาลาหิน แต่ยามดึกอาจกลับ...” ลุงหูกลืนน้ำลายดังเอื๊อก “อี้ซิน ข้าเพียงทำตามคำสั่ง ข้าไม่เคยคิดฆ่าเ้าเลย—”
“ไม่เคยคิดฆ่าข้า?” อี้ซินหัวเราะต่ำ เสียงนั้นเย็นจนสะท้านไขสันหลัง “เมื่อคืนผู้ใดกล่าวว่าจะตัดเอ็นขาข้าทีละเส้น”
ลุงหูหน้าซีดเผือดในพริบตา
บัดนี้เขานึกออกแล้ว ว่าคำพูดนั้นเป็ของตนเองจริง
“ข้า...ข้าเมาสุรา ข้าพูดไปส่ง ๆ...”
“แล้วเื่เฒ่าหานเล่า” น้ำเสียงของอี้ซินกลับยิ่งเบาลง “ยามพวกมันลากอาจารย์ข้าออกจากเรือน เ้ายืนอยู่ ณ ที่ใด”
ลุงหูสั่นหนักยิ่งกว่าเดิม เขาพยายามบิดศีรษะหนีคมมีดตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่กล้าขยับเกินไป
“ข้า...ข้ายืนอยู่ข้างนอก...”
“ดูสิ่งใด”
“ดู...ดูพวกมันค้นเรือน...”
“แล้วตอนอาจารย์ข้าถูกตีจนโลหิตไหล” อี้ซินถามทีละคำ “เ้าดูอยู่หรือไม่”
น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่งเกินไป
เรียบนิ่งเสียจนลุงหูแทบอยากให้เขาตวาดออกมาดัง ๆ มากกว่า
“ข้า...ข้า...”
คมมีดเลื่อนลงช้า ๆ แตะตรงกระดูกไหปลาร้า
“ตอบ”
“ข้าดู! ข้าดูอยู่!” ลุงหูร้องลั่นในที่สุด “แต่ข้าไม่ได้ลงมือ! ข้าไม่ได้ตี! เป็คนของหัวหน้าหลัวตี!”
อี้ซินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ความเงียบนั้น แม้สั้นนัก กลับน่าสะพรึงกว่าคำข่มขู่ใด ลุงหูรู้สึกราวกับมีไอเย็นเส้นหนึ่งคืบคลานขึ้นจากแผ่นหลังสู่ท้ายทอยอย่างช้า ๆ
จากนั้น เสียงของอี้ซินก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เ้ารู้หรือไม่” เขากล่าว “สำหรับข้า ผู้ที่ชักคมดาบฟันศัตรูตรงหน้า ยังน่าชิงชังน้อยกว่าพวกที่ยืนดู”
ลุงหูชะงักงัน
“ผู้ที่ลงมืออย่างเปิดเผย ยังนับว่ามีเขี้ยวมีกรงเล็บ” อี้ซินกล่าวต่อ “แต่พวกที่ยืนหัวเราะอยู่ด้านข้าง รอให้โลหิตไหล แล้วค่อยซ้ำเติมภายหลัง...ก็เป็ได้เพียงหนอนเน่าในซากศพ”
“อี้ซิน! อี้ซิน อย่า—!”
ยังไม่ทันสิ้นคำอ้อนวอน มือซ้ายของอี้ซินก็คว้าข้อมือขวาของลุงหูแล้วบิดขึ้นอย่างฉับพลัน
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังสนั่นกลางราตรี
“อ๊ากกกก—!”
ลุงหูร้องโหยหวนจนทั้งร่างชักเกร็ง เหยือกสุราหลุดจากมือ แตกกระจายเป็เสี่ยง เขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เข่าของอี้ซินกลับกดแผ่นหลังเขาไว้อย่างมั่นคงดุจคีมเหล็ก
ทันใดนั้น ประตูเรือนด้านในก็สั่นไหว มีเสียงสตรีร้องใดังลอยออกมา
อี้ซินตวาดเสียงต่ำ ทว่าเยียบเย็น
“ผู้ใดกล้าออกมา ข้าจะฆ่ามันก่อน”
เสียงภายในเรือนเงียบกริบทันที เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ของสตรีที่พยายามกลั้นเอาไว้
อี้ซินหาได้คิดฆ่าผู้บริสุทธิ์ในเรือนไม่
แต่เขาก็หาได้คิดปล่อยให้ผู้ใดออกมาขวางทางเช่นกัน
ลุงหูหอบหายใจจนแทบขาดใจ น้ำตาไหลอาบหน้า ทั้งเพราะความเจ็บและความหวาดกลัว
“ข้า...ข้าบอกทุกอย่างแล้ว...ปล่อยข้าเถิด...”
“ยังไม่หมด”
อี้ซินกระชากผมเขาให้เงยหน้าขึ้น มองเงาของตนเองในแอ่งน้ำข้างแคร่ แม้แสงจะมืดสลัว แต่ลุงหูก็เห็นชัดว่า ผู้ซึ่งยืนอยู่เื้ัมิใช่ิญญาร้าย
แต่อี้ซินตัวจริง
เพียงแต่ดวงตาคู่นั้น...ไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว
“เมื่อคืน คนที่ลงไปกับหลัวเหวินซาน มีกี่คน”
ลุงหูรีบตอบทั้งที่ตัวสั่น “หก...หกคน! ตายหนึ่งเพราะมือเ้า าเ็สอง ที่เหลืออยู่ศาลาหินกับหัวหน้าหลัว!”
อี้ซินเก็บข้อมูลนั้นไว้ในใจ ก่อนค่อย ๆ คลายมือจากผมเขา
“ดี”
ลุงหูเพิ่งรู้สึกราวกับเห็นแสงแห่งความหวัง
ทว่าวินาทีถัดมา หมัดของอี้ซินก็พุ่งเข้าปากเขาเต็มแรง
ปัง!
เสียงกระแทกทึบดังลั่น ฟันสามซี่กระเด็นหลุดพร้อมโลหิต ลุงหูล้มกลิ้งตกจากแคร่ ครางโหยหวนไม่เป็ภาษา
อี้ซินก้าวตามลงไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว เขายกเท้ากระทืบลงบนข้อศอกซ้ายของอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล
กร๊อบ!
“อ๊าก—!”
“นี่” อี้ซินกล่าวเสียงเรียบ “สำหรับคำพูดเมื่อคืน”
จากนั้นกระทืบซ้ำลงบนเข่าขวาอีกครั้ง
กร๊อบ!
“นี่ สำหรับตอนที่เ้ายืนดู”
แล้วเขาจึงย่อตัวลง ใช้มือข้างหนึ่งจับคางลุงหูให้เงยขึ้น ทั้งที่อีกฝ่ายร้องไห้ น้ำมูกน้ำตาและโลหิตเปรอะเต็มใบหน้า
“จำเอาไว้” อี้ซินกระซิบ “คืนนี้ข้ายังไม่ฆ่าเ้า เพราะเ้ายังมีประโยชน์”
ลุงหูมองเขาอย่างหมดเรี่ยวแรง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวาปนความไม่เข้าใจ
อี้ซินยิ้มบาง ๆ หากรอยยิ้มนั้นกลับเย็นเยือกจนผู้พบเห็นขนลุกทั้งสันหลัง
“พรุ่งนี้เช้า” เขากล่าว “เ้าจะคลานไปบอกหลัวเหวินซานด้วยตัวเองว่า...ผู้ที่มันผลักลงโพลงมรณะ กลับขึ้นมาแล้ว”
ร่างของลุงหูแข็งทื่อขึ้นทันที
“และบอกมันอีกอย่าง” อี้ซินโน้มหน้าเข้าไปใกล้ “ครั้งหน้า ข้าจะไปหามันเอง”
กล่าวจบ เขาก็ปล่อยคางอีกฝ่ายลงอย่างไม่ใยดี แล้วถอยหลังออกหนึ่งก้าว
ลุงหูนอนงออยู่บนพื้น ครางโอดครวญไม่หยุด โลหิตไหลจากปาก แขนและขาที่หักบิดผิดรูป ส่วนภายในเรือนนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะผลักประตูออกมาชะโงกดู
อี้ซินหันหลังจากไปอย่างเงียบงัน
ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดลง
โดยมิหันกลับ เขากล่าวขึ้นเบา ๆ
“คืนนี้ เ้ายังมีชีวิตอยู่ เพราะคนในเรือนของเ้า หาได้ลงมือกับข้าไม่”
เสียงสะอื้นเบาลอยออกมาจากเรือนทันที
ลุงหูเบิกตาโพลง ทั้งเจ็บทั้งหวาดผวา ในที่สุดจึงเข้าใจว่า หากเมื่อครู่ภรรยาหรือบุตรของตนผลีผลามออกมา บางทีคงมีผู้หนึ่งผู้ใดต้องตายจริง ๆ
อี้ซินมิกล่าวสิ่งใดอีก
เงาร่างของเขาค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในรัตติกาลท่ามกลางหมู่ไม้ ทิ้งไว้เพียงแคร่ไม้เปื้อนโลหิต เหยือกสุราแตกกระจาย และเสียงครางของคนผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งเข้าใจว่า ความตายหาได้น่ากลัวที่สุดไม่ หากการเฝ้ารอให้มันย้อนกลับมาหาตนต่างหากที่น่าหวาดหวั่นกว่า
แม้เพลิงแค้นในใจจะลุกโชน แต่อี้ซินก็หาได้รีบร้อนบุกไปยังศาลาหินทางเหนือในทันทีไม่
เพราะหลังลงมือกับลุงหู เขายิ่งตระหนักชัดว่า การบุกเดี่ยวอย่างบุ่มบ่ามมิใช่หนทางที่ถูกต้อง เขาจำต้องรู้ทั้งภูมิประเทศ จำนวนคนเฝ้า และต้องรู้ให้แน่ชัดว่าหลัวเหวินซานคิดเอาชีวิตเฒ่าหานจริง หรือเพียงทรมานเพื่อเค้นหาความลับ
เขาอ้อมไปยังเชิงเนินทางเหนือของหมู่บ้าน เลือกจุดสูงซึ่งสามารถมองเห็นศาลาหินจากระยะไกลได้
ศาลานั้นตั้งโดดเดี่ยวอยู่ใต้เงาผาหินสีเทาหม่น ด้านข้างมีต้นสนสูงตระหง่านสองต้น พื้นที่โดยรอบโล่งเตียนพอสมควร ยากแก่การลอบเข้าใกล้ในทันที ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยว อี้ซินมองเห็นเงาคนเดินตรวจอยู่ด้านนอกสองคน และเห็นแสงตะเกียงวูบไหวอยู่ภายในอีกอย่างน้อยหนึ่งดวง
น้อยกว่าที่เขาคาดไว้
หรือพวกมันมั่นใจเกินไป ว่าจะไม่มีผู้ใดกล้ามาช่วยเฒ่าหาน
อี้ซินหมอบนิ่งอยู่ในพุ่มไม้ ดวงตาเย็นเฉียบจับจ้องไปยังศาลาหินเบื้องหน้า
สายลมยามค่ำพัดผ่านสันจมูก นำกลิ่นควันไฟ กลิ่นสุรา และ...กลิ่นโลหิตเจือจางจากทิศทางศาลานั้นมาด้วย
มือของเขาค่อย ๆ กำแน่นขึ้น
เฒ่าหานยังอยู่ที่นั่น
หรืออย่างน้อย...ก็เพิ่งอยู่ที่นั่นไม่นาน
คืนนี้ เขาจะยังไม่ลงมือ
แต่คืนนี้เอง เขาจะจดจำทุกทางลม ทุกเงาไม้ ทุกฝีก้าวของผู้เฝ้าไว้ให้หมดสิ้น
แล้วพรุ่งนี้...
หรือก่อนฟ้าสาง...
คนที่หลับนอนอยู่ในศาลาหินแห่งนั้น จะต้องได้ล่วงรู้ว่า การผลักเขาลงโพลงมรณะ มิใช่จุดสิ้นสุด
แต่มันคือการปลุกบางสิ่งที่พวกมันไม่สมควรปลุกขึ้นมาเลย
อี้ซินค่อย ๆ ล้วงแผ่นหยกรูปจันทร์เสี้ยวออกมาจากอกเสื้อ ถือไว้ชั่วครู่ ความเย็นของหยกตัดกับโลหิตที่ร้อนเดือดในกายอย่างประหลาด เขาจ้องมันเพียงครู่เดียว ก่อนเก็บกลับเข้าที่ดังเดิม แล้วหันสายตากลับไปยังศาลาหินเบื้องหน้า
แสงในดวงตาของเขาคมกริบดุจปลายกระบี่
หมัดแรกแห่งการเปลี่ยนผันได้ถูกปล่อยออกไปแล้ว
จากนี้ไป ย่อมไม่มีทางย้อนคืน
***************