หลายคนคิดว่าเวลา 1 เดือนมันสั้นจนแทบจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ก็อาจจะจริง ถ้าคุณเริ่มต้นจาก 0และไม่มีทั้งเงิน แรงบันดาลใจ รวมไปถึงความพยายาม
"จำได้หรือเปล่าว่าวันนี้วันอะไร?"นายปันผลพูดขึ้นระหว่างมื้อเช้าที่หมอนั่นกับแจ็กกี้ยังทำหน้าที่ไปซื้อมันมาให้ผม เหมือนเมื่อ 1 เดือนก่อน
"เส้นตาย"
คำตอบที่บ่งบอกว่าผมยังคงจดจำมันได้ดีทำเอาแจ็กกี้ยิ้มกว้างทวงสัญญา
"ได้ใช่ไหมบอสอาร์พีจีรุ่นทำลายล้างหม้อน้ำ?"
คำถามนั้นเรียกนายปันผลให้เงยหน้าขึ้นมาจ้องเขม็งที่ผมด้วยอีกคน
"ได้สิ ผมสั่งรถสปอร์ต 4 ที่นั่งเปิดประทุนมาด้วย นายไปฝึกยิงเอาก็แล้วกัน"
คำตอบของผมทำเอาแจ็กกี้ลุกขึ้นชูกำปั้นร้องyes yes yes อยู่หลายครั้ง แต่กับนายปันผลเหมือนจะเกิดเป็นปฏิกิริยาหน้านิ่วคิ้วขมวดเสียมากกว่า
"นายสั่งของพวกนั้นมาตอนไหน?"สีหน้าท่าทางของหมอนั่นบอกชัดว่าไม่เชื่อถือในสิ่งที่ผมพูดตราบใดที่ยังไม่เห็นมันด้วยตาตัวเอง
"ผมสั่งมามากกว่านั้นอีกแค่ไม่ได้บอกใคร" ผมยักไหล่ตอบ แล้วตักข้าวเข้าปาก นั่งละเลียดมันช้าๆเหมือนอยากใช้เวลากินให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
...อร่อยเหรอ? เปล่าหรอกก็แค่ถ่วงเวลาดูความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์อีกสักหน่อย
"แล้วของที่ว่าพวกนั้นนายเอาไปเก็บไว้ไหน อย่าบอกนะว่าเก็บอาร์พีจีไว้ในห้องตัวเอง?" หมอนั่นยื่นหน้าเข้ามาเหมือนตำรวจสอบสวนผู้ต้องสงสัยเพื่อจับพิรุธ
...เพียงแต่ผมไม่ใช่ผู้ต้องหาและคงต้องบอกคนคนนี้ให้รู้เสียทีว่าควรปฏิบัติกับผมในฐานะอะไร
"เก็บไว้ในที่ที่มั่นใจว่าปลอดภัย"ผมตอบสั้นๆ แบบที่พวกในยมโลกชอบบ่นกันว่ามันไม่ได้ใจความสำคัญอะไรสักอย่าง
"โอเค! ไม่อยากรู้ก็ได้"นายปันผลถอนหายใจยาวๆ พลางปั้นหน้าเอือมระอาและเหนื่อยหน่ายเหมือนผมเป็นแจ็กกี้คนที่ 2
"เตรียมตัวให้พร้อมหลังทดสอบฝีมือพวกนาย เราจะย้ายที่อยู่กัน"ผมได้โอกาสย้ำเตือนถึงเส้นตายของพวกเขาแต่นั่นเองที่ทำให้คนตรงหน้าหันขวับมาจ้องเขม็งอีก
"ฉันกับหมอนี่ไม่มีวีซ่ามันเกินกำหนดที่จะไม่ต้องใช้มาเยอะแล้ว"นายปันผลชี้นิ้วไปทางแจ็กกี้ที่ยังชูกำปั้นโห่ร้องดีใจไม่เลิกเหมือนในห้องนี้มีตัวเองอยู่เพียงคนเดียว
"ผมทำให้แล้วถูกต้องตามกฎหมายและเป็นวีซ่าธุรกิจ"ผมมั่นใจว่านี่คือคำตอบแบบได้ใจความที่สุดแล้วกระทั่งเหลือบไปเห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดของนายปันผล
"นายเอาเอกสารที่ไหนไปทำ?"หมอนั่นยังสงสัยไม่เลิก
"เอกสารที่นายส่งให้ตาแก่ไงเลิกถามซอกแซกเสียที หรือนายยังต้องการให้ผมยืนยันสถานะทางการเงินด้วยอะไรอีกบัญชีธนาคาร เครื่องบินส่วนตัว รถถัง เรือดำน้ำใช่ไหมพิสูจน์ตัวเองให้ผมเห็นก่อนดีกว่าว่านายคู่ควรที่จะดูมัน และถ้าคิดว่าคู่ควรแล้วก็อยากให้ตระหนักสักหน่อยว่าผมไม่ใช่เพื่อนเล่น"
เป็นครั้งแรกและหวังว่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ผมต้องพูดมากขนาดนี้ แต่ก็นับว่ายังดีที่มันช่วยให้คนตรงหน้าเงียบเสียงลงได้ถึงแม้จะแค่คนเดียวก็ตาม
"บ้านใหม่มีทีวีไหมครับบอส?"แจ็กกี้เดินกลับมานั่งที่โต๊ะกินข้าว และเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาบ้าง
"มี..." ผมตอบสั้นๆเพราะเดาได้ว่ามันจะไม่หยุดอยู่แค่คำถามเดียว
"มีสนามหญ้าไหมครับเลี้ยงฮิปโปได้ไหม?"
ดูเป็นสองคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่แต่ในเมื่อสิ่งที่คนเป็นนายจ้างควรทำ คือการรับฟังความเห็นของลูกน้องผมก็จะไม่ตัดสินคนด้วยคำพูดประโยคเดียว
"มีเหตุผลอะไรที่ทำให้นายอยากเลี้ยงฮิปโป?"คำถามของผมเรียกให้นายปันผลหันขวับมาจ้องหน้าผมอีกรอบ
"มันน่ารัก" แจ็กกี้ทำตาเป็นประกายท่าทางเหมือนกำลังพูดถึงลูกหมาลูกแมว หรือไม่ก็ลูกนกลูกแกะตัวเล็กๆ
"แกจะบ้าหรือไงรู้หรือเปล่าว่ามันเป็นสัตว์บกที่ทำคนตายมากสุดในแอฟริกา!"
คำตอบนั้นทำให้นายปันผลเปลี่ยนเป้าหมายไปจากผมทันที
"เราจะย้ายไปอยู่โรงแรมกันสักพัก จนกว่าผมจะเคลียร์เรื่องธุรกิจเสร็จหลังจากนั้นเราจะมีบ้านในกะลาแลนด์ ถ้านายฝึกให้มันเฝ้าบ้านแทนหมาไว้จัดการเศษมะพร้าวเน่าเวลาผมไม่อยู่ได้ ผมก็จะอนุญาตให้เลี้ยง"
แน่นอน...คำพูดทั้งหมดนั่นทำให้นายปันผลเปลี่ยนเป้าหมายกลับมาที่ผม
"นาย... เอ่อ... บอสวางแผนจะทำอะไรที่ไทยกันแน่?"นับเป็นเรื่องดีที่หมอนั่นเปลี่ยนสรรพนามทันก่อนที่ปืนตรงเอวกางเกงผมจะลั่นไปโดนอะไรสักอย่างในห้อง
"เดี๋ยวนายก็รู้" ผมตอบสั้นๆเป็นการตัดบท
เวลานี้ผมมีเงินในบัญชีธนาคารมากเพียงพอจะทำบางสิ่งบางอย่างให้รัฐบาลกะลาแลนด์หันมามองได้แล้วหลังจากนี้แผนการขั้นต่อไปของผม... มันกำลังจะเริ่มต้น
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
กระสุนจากปืนไรเฟิลติดสโคปและที่เก็บเสียงในมือนายปันผลและแจ็กกี้ระเบิดผลไม้บนต้นไม้ฝั่งตรงข้ามตึกอย่างแม่นยำแต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของมิชชั่นที่ผมสั่งการเอาไว้
"ต่อไปให้ผลัดกันโปรยกระดาษแล้วยิงให้ถูกกระดาษอย่างน้อย 1 แผ่น" ผมออกคำสั่งสำหรับการทดสอบถัดไปเพราะถ้าจะให้ทดสอบด้วยการยิงใบไม้ที่ร่วงลงจากต้นคนที่ไม่มีทั้งไรเฟิลสโคปและกล้องส่องทางไกลอย่างผม คงไม่สามารถให้คะแนนได้
ฟุ่บ!
นายปันผลเป็นฝ่ายทดสอบก่อนโดยแจ็กกี้ทำหน้าที่โปรยกระดาษ A4ที่พวกอดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทิ้งไว้ในห้อง และผลลัพธ์คือแม่นยำตั้งแต่นัดแรกซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น สำหรับคนที่มีประสบการณ์ในการยิงปืนมาก่อนและพิจารณางานจากฐานเงินเดือน
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
แจ็กกี้เปลี่ยนตำแหน่งกับนายปันผลด้วยสีหน้าท่าทางกระตือรือร้นก่อนจะเล็งยิงกระดาษที่ปลิวไปตามแรงลม แผ่นที่หนึ่ง แผ่นที่สอง และแผ่นที่สาม
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
แผ่นที่สี่ แผ่นที่ห้า แผ่นที่หกเปล่า... หมอนั่นไม่ได้ยิงพลาด แค่ไม่หยุดยิงตราบเท่าที่ปืนยังมีลูก
"พอได้แล้วไปเตรียมตัวขนของ" ผมสั่งด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะเดาตั้งแต่แรกแล้วว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้
"ผมเอาเก้าอี้ไปด้วยได้ใช่ไหมครับบอส?"แจ็กกี้ยังมิวายหมกมุ่นอยู่กับของชิ้นนั้นเหมือนมันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่ง
"ย้ายเข้าไปในห้องผมเดี๋ยวจะให้บริษัทขนของขนไปให้" ผมบอกแจ็กกี้หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีลูกนายช่างแย้งคนหนึ่งก็ขัดขึ้น
"ไม่ใช่ว่าต้องขนขึ้นมาบนนี้หรือครับ?"
แต่ก็ดูเหมือนหมอนั่นจะเริ่มปรับตัวได้แล้วว่าต้องพูดยังไงกับบอส
"เดี๋ยวนายก็รู้ว่าทำไมผมถึงให้ขนเข้าไปในห้อง"ผมทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนาก่อนจะเดินออกมาจากห้องที่กำลังจะกลายเป็นแค่เศษซากความทรงจำลงบันไดกลับมาที่โถงใต้ดิน
"ต่อไปนี้ชุดทำงานของพวกนายจะเป็นสูทดำแว่นดำเหมือนกันกับผม อะไรที่ไม่อยากเอาติดตัวไป ก็ทิ้งไว้ที่นี่เก็บของเสร็จให้เคาะห้องบอกผม"
ไม่ทันที่ผมจะเข้าห้องเสียงนายปันผลก็ดังขึ้นข้างหลัง
"ผมไม่มีอะไรจะเอาไปนอกจากปืนกับมือถือ"แววตาของหมอนั่นว่างเปล่า ระหว่างที่ก้าวเข้ามายืนข้างหลังผม
"ผมก็ไม่มีอะไรจะเอาไป นอกจากปืนเก้าอี้ กับมือถือ" แจ็กกี้พูดขึ้นบ้าง พร้อมกับลากเก้าอี้มารอต่อแถวเข้าห้อง
"งั้นก็เข้ามา"ผมสแกนนิ้วเปิดประตู แล้วก้าวนำทั้งคู่เข้ามาในห้อง"เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสูทซะ อีก 1 ชั่วโมง คนขนของจะมาถึง"
นั่นคือคำสั่งถัดไปของผม
"ต้องคืนชุดด้วยไหมครับบอส?"แจ็กกี้โพล่งถามขึ้น แต่ไม่ทันที่ผมจะตอบ
"หมอนี่ไม่อาบน้ำมาสามวันแล้วผมแนะนำว่าบอสไม่ควรนำชุดไปรียูส" นายปันผลรายงานพร้อมข้อเสนอแนะ
"ชุดพวกนี้ยังไม่เคยใส่ ผมยกให้พวกนายจะเก็บไว้ใช้หรือซื้อใหม่ก็แล้วแต่"
และเพราะคำพูดของผมประโยคนั้นทำให้ทั้งคู่ต้องผลัดกันเข้าไปอาบน้ำภายในห้องน้ำส่วนตัวของผมก่อนที่แต่ละคนจะออกมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ในชุดที่ไม่พอดีตัว
ใช่...เพราะสูทพวกนี้คือชุดที่ตาแก่สั่งไว้เพื่อร่างใหม่ของตัวเอง ดังนั้นนายปันผลจึงอยู่ในชุดสูทดำกางเกงขาเต่อและแจ็กกี้อยู่ในชุดสูทหลวมโคร่งทั้งเสื้อทั้งกางเกงจนผมอยากพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่เสียเดี๋ยวนี้
โอเค... ผมผิดเอง
"เอากางเกงยีนส์พวกนายมาใส่แทนกางเกงขายาวก็แล้วกัน"ผมถอนหายใจให้กับภาพตรงหน้า ซึ่งไม่ใช่ทั้งภาพสูทขาเต่อและสูทโอเวอร์ไซส์ แต่เป็นภาพนายแจ็กกี้ยืนถือปืนเต้นฮิปฮอปต่างหาก
"แบบนี้ก็ได้อยู่นะครับบอส"แจ็กกี้ยังเต้นฮิปฮอปไม่เลิกตรงข้ามกับนายปันผลที่รีบเข้าไปเปลี่ยนกางเกงในห้องน้ำ โดยไม่ต้องให้ผมพูดซ้ำ
"คิดซะว่าผมขอร้องก็แล้วกัน"ผมย้ำกับแจ็กกี้สีหน้าจริงจัง จนในที่สุดหมอนั่นก็เดินเต้นฮิปฮอปเข้าไปในห้องน้ำหลังจากที่นายปันผลเปลี่ยนกางเกงออกมาแล้ว
ปี๊... ป่อออออ ปี๊... ป่อออออ...
เสียงไซเรนรถพยาบาลดังขึ้นภายในห้องทำเอาผมหน้าตึงเล็กน้อย เพราะมัน... คือเสียงโทรศัพท์มือถือของผมเอง
"คุณไมเคิล...พวกผมมาถึงแล้วครับ"
คำพูดจากปลายสายบอกให้ผมรู้ว่าได้เวลาทิ้งฐานที่มั่นเดิมแล้วและที่นี่ไม่มีอะไรจำเป็นสำหรับผมอีกต่อไป
"โอเค"ผมตัดสายแล้วหันมาทางลูกน้องทั้งสองคน "ตามผมมา"
มือของผมเอื้อมไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าแบบบิลด์อินบานเดิมกระจกบานใหญ่ด้านในประตูตู้ ทำให้ผมสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของนายปันผลกับแจ็กกี้ที่กำลังสงสัยในสติปัญญาของคนที่พวกเขาเรียกว่าบอส
"วางไรเฟิลไว้ที่นี่เก็บปืนพกไว้กับตัว" ผมอดทนไม่ปริปากพูดอะไรจนกระทั่งเราทั้งสามคนก้าวเข้ามาภายในคลังอาวุธของตาแก่ซึ่งยังคงมีจำนวนอาวุธเทียบเท่ากับวันแรกที่ผมก้าวเข้ามา
สำหรับผมการสร้างฐานอำนาจให้ตัวเองไม่ใช่การสะสมอาวุธสงครามและซ่องสุมกำลังคนไว้สู้รบกับเป้าหมายแต่เป็นการปูทางเพื่อสร้างสิ่งที่จะทำให้เป้าหมายไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอของผมได้ต่างหาก
"คนพวกนั้นไว้ใจได้แน่ใช่ไหมครับ?"นายปันผลถามขึ้นระหว่างที่กวาดตามองสำรวจอาวุธทั้งหมดไปรอบๆ ห้อง
"ในวงการนี้ไม่มีคนที่ไว้ใจได้หรอกมันขึ้นอยู่กับว่าใครยังมีประโยชน์ก็แค่นั้น"ผมตอบพร้อมกับดึงปืนพกที่เอวมาใส่ไว้ในซองปืนใต้เสื้อสูท
"แต่ผมกับฮิปโปของผมไว้ใจได้นะครับบอส"แจ็กกี้ยังคงหมกมุ่นอยู่กับความคิดเรื่องเลี้ยงฮิปโป
"เอาความคิดเรื่องฮิปโปของแกทิ้งไว้ที่นี่เลย!"นายปันผลยื่นหน้าเข้าไปกัดฟันพูดกับแจ็กกี้เหมือนกังวลว่าระดับเดซิเบลจะไปสั่นสะเทือนอาร์พีจีตรงมุมห้อง
...หมอนั่นยังไม่รู้ว่าในห้องนี้มีระเบิดมืออีกนับไม่ถ้วนเก็บอยู่ในลิ้นชักใกล้กับตรงที่พวกเรายืน และผมเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่าบางครั้งการไม่รู้อะไรเลยย่อมดีกว่า
"ทุกเรื่องที่พวกนายร้องขอผมจะไปพิจารณาอีกที" ผมตัดบท แล้วเดินไปตรงมุมห้องอีกข้างซึ่งเว้นที่ว่างไว้และไม่มีอาวุธหรือแม้แต่ชั้นวางอาวุธใดขวางทาง ซึ่งนั่นเป็นเพราะ...
ครืดดดดด...
ความจริงแล้วผนังภายในห้องนี้เป็นปูนเปลือยแค่3 ด้าน และมีอีกด้านเป็นวอลเปเปอร์ที่ติดหลอกตาเพื่อแอบซ่อนประตูไม้ฝืดๆ ที่ไม่มีลูกบิดเอาไว้ 1บาน ใช่! ผมพึ่งค้นพบเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ตาแก่นั่นทำเส้นทางนี้ไว้เพื่อ...
"ทางหนีไฟเหรอครับบอส?"แจ็กกี้ร้องถามมาจากท้ายแถว ระหว่างที่ตามผมเข้ามาภายในทางเดินมืดๆแคบๆ โดยมีนายปันผลเดินคั่นกลางและมีเพียงแสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของผมส่องสว่าง
"ทางลับใต้ดิน"ผมพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็นกว่าตอนรับตำแหน่งรองหัวหน้ายมทูตในเมื่อเวลานี้ผมไม่สามารถทำให้แผนการทั้งหมดสำเร็จลุล่วงด้วยตัวคนเดียวได้
"บอสลืมอะไรไว้ในห้องหรือเปล่าครับ?"
จู่ๆนายปันผลก็ตั้งคำถามแทรกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเหมือนแค่อยากเปลี่ยนบทสนทนาให้กลับมามีสาระทว่าติดตรงที่น้ำเสียงจริงจังเกินกว่าจะเป็นแบบนั้น
"ไม่มี"ผมตอบได้ทันทีแบบไม่ต้องคิดทบทวน
"โน้ตบุ๊กบนโต๊ะในห้องบอสจะให้พวกนั้นขนไปให้ด้วยหรือครับพวกมันต้องเล่นตุกติกกับข้อมูลในนั้นแน่ๆ"หมอนั่นเอ่ยเตือนในสิ่งที่ผมอาจจะหลงลืมไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี
"นั่นแหละที่ผมต้องการจะได้รู้ว่าสมควรกำจัดทิ้งตั้งแต่ต้นหรือเปล่า" คำตอบของผมทำเอานายปันผลชะงักเหมือนคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินมัน ตรงกันข้ามกับใครอีกคนที่ส่งเสียงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
"บอสจะให้พวกเราออกโรงด้วยใช่เปล่าครับ?"
นี่คือตัวอย่างมนุษย์ที่ทำให้ผมอยากพิสูจน์คำพูดที่ว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกน่าเสียดายที่ตำแหน่งรองหัวหน้ายมทูตไม่ได้อยู่ในมือผมอีกแล้ว จึงไม่อาจรู้ได้ว่า หมอนี่เป็นคิวแรกๆที่นรกต้องการตัวหรือเปล่า
...และถ้าใช่ผมก็อาจต้องกลายเป็นศัตรูของเหล่ายมทูตเพราะตราบใดที่แผนการนี้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ผมจะยอมให้ใครตายไม่ได้ แม้แต่ตัวเอง
"แค่สแตนด์บายไว้ตลอดเวลาถ้าผมไม่สั่ง ก็ยังไม่ต้องทำอะไร" ผมบอกส่วนหนึ่งของแผนการที่วางเอาไว้
"ขอรหัสลับสำหรับสั่งยิงด้วยครับ"
คราวนี้นายปันผลตั้งคำถามที่ทำให้ผมต้องหยุดคิดใช่! นั่นก็เพราะการปะทะกันคือตัวเลือกสุดท้ายที่ผมจะทำ
"ฮิปโป!"แจ็กกี้นำเสนอไอเดียที่เพื่อนร่วมงานอาจไม่ชอบใจนัก แต่คิดๆดูแล้วก็ไม่เลวเท่าไหร่
"ตามนั้น"ผมอนุมัติรหัสลับนั่น เป็นเวลาเดียวกับที่พวกเราเดินมาถึงปลายอุโมงค์ซึ่งบนเพดานมีแสงแดดจากด้านนอกลอดผ่านช่องว่างเล็กๆ ของประตูเข้ามาและตรงหน้าคือบันไดหิน 5 ขั้น ที่จะพาเราขึ้นไปด้านบน
"พวกนั้นรออยู่ข้างบนนี้ใช่ไหมครับ?"นายปันผลถามขึ้นระหว่างที่ผมหมุนรหัสตัวเลขเพื่อเปิดแม่กุญแจที่คล้องอยู่
...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมใช้ประตูนี้ออกจากห้องใต้ดินไปสู่โลกภายนอกและ 1 ในสาเหตุที่ทำให้ผมพบอุโมงค์ลับใต้ดินแห่งนี้นั่นก็เพราะตาแก่ซินแสบันทึกรหัสแม่กุญแจเอาไว้ในโน้ตบุ๊ก
"ใช่...แต่ก็ยังไม่ถึงกับเปิดออกไปแล้วเจอขา" ผมอธิบายให้เข้าใจง่ายๆเพราะต้องใช้สมาธิส่วนหนึ่งในการเปิดแม่กุญแจ
"ให้พวกผมออกไปก่อนไหมครับเผื่อมันวางแผนอะไรไว้?"
สีหน้าท่าทางของนายปันผลในเวลานี้ดูเคร่งเครียดและจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมามือขวาของหมอนั่นล้วงเข้าไปในอกเสื้อข้างที่มีปืนพกซ่อนอยู่ พลอยให้แจ็กกี้ที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบดึงปืนออกจากซองมาเหน็บไว้ที่รักแร้
"ไม่เป็นไรพวกนายยังไม่เคยเจอมัน น่าจะประเมินสถานการณ์ยากกว่า" ผมยกมือห้ามและรอจนทั้งคู่เก็บปืนเข้าที่ จึงค่อยเปิดประตูอุโมงค์
"......................"
ท่ามกลางแสงแดดยามสายเหนือสนามหญ้าแห้งๆ ดินแตกระแหง ทั้งปันผลและแจ็กกี้ต่างเดินตามหลังผมมาติดๆโดยไม่พูดหรือส่งเสียงอะไร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะต้องการดูเชิงอีกฝ่ายหรือเพราะกำลังวางแผนรับมือฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า
"เชิญครับคุณไมเคิลเครื่องพร้อมแล้ว" ชายผิวคล้ำร่างยักษ์ หัวหน้าแก๊งรับจ้างขนอาวุธสงครามและของเถื่อนเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนพร้อมกับผายมือไปทางเครื่องบินเจ็ทสีน้ำเงินที่จอดรออยู่
...ผมได้เบอร์โทรศัพท์ของหมอนี่มาจากมือถือของตาแก่จากบทสนทนาครั้งแรกทำให้รู้ว่า เคยเรียกใช้บริการกันหลายต่อหลายครั้งโดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินดอลล่าร์ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
"ไม่เป็นไรผมอยากเช็คจำนวนของด้วยตัวเอง"
คำตอบของผมทำเอาเจ้าของทรงผมแอฟโฟร่แสยะยิ้มและแม้จะพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนจนตาปิดแต่ผมก็ยังมองเห็นเลศนัยที่แอบแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้น
"ผมรู้ว่าคุณยังไม่ไว้ใจแบบนั้นก็ได้ครับ ตามที่สะดวกใจนั่นแหละ" คนคนนั้นยิ้มแย้มตอบกลับอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันไปทางลูกน้องที่ยืนเรียงตามลำดับไหล่ขนาบอยู่สองข้าง "เหมือนเดิมแต่ขนออกนะ ไม่ใช่ขนเข้า"
"ครับหัวหน้า!"ทุกคนตรงนั้นตอบรับอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะถืออุปกรณ์ในการขนย้ายอย่างลังไม้กับเชือกไนลอน เดินเรียงแถวตอนลึกไปที่ทางเข้าอุโมงค์ลับและทยอยปีนลงไปทีละคน กระทั่งพื้นที่ตรงนั้นเหลือเพียงความว่างเปล่า
"ทุกคนเป็นมืออาชีพครับแต่ถ้ายังไม่มั่นใจ จะให้บอดี้การ์ดสองคนของคุณไมเคิลตรวจร่างกายลูกน้องของผมก่อนเดินทางก็ได้นะครับ" หมอนั่นหันกลับมาพูดกับผม โดยที่ยังคงแสร้งยิ้มตลอดเวลา
"แค่นายสั่งลูกน้องให้แก้ผ้าหมดก็จบแล้วทำไมต้องค้น" แจ็กกี้ขมวดคิ้วเป็นปม พร้อมกับชักสีหน้าเหมือนไม่เข้าใจ
"ตามนั้นก็ได้ครับถ้าคุณไมเคิลต้องการ แต่อยากจะบอกว่า... ผมชื่ออเล็กซ์"อีกฝ่ายเน้นเสียงตรงประโยคสุดท้าย และเปลี่ยนเป้าสายตาไปที่แจ็กกี้
"ผมจะให้คำตอบเมื่อเช็คจำนวนของแล้ว"
คำตอบของผมเรียกให้คนตรงหน้าเบนสายตากลับมาอยู่ที่ตำแหน่งเดิม
"ได้ครับไม่มีปัญหา" หมอนั่นยังคงแสร้งยิ้มตลอดเวลาจนกระทั่งการขนย้ายข้าวของในห้องลับใต้ดินเริ่มต้นขึ้น
...ลังไม้บรรจุอาวุธสงครามค่อยๆถูกลำเลียงออกมา แล้วก็คงเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมดันสังเกตเห็นว่ามีลูกน้องผิวขาวเหลืองคนหนึ่งของอเล็กซ์เดินเฉียดกรายเข้าไปใกล้หมอนั่น และพึมพำอะไรบางอย่าง
ใช่...ผมก็อยากจะเชื่อว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
"ได้แผลใหญ่กำลังทำแผล" แจ็กกี้เขยิบเข้ามาแปลความหมายของสิ่งที่อ่านได้จากการขยับปากให้พอได้ยินกันแค่สามคน
"ภาษาเขมรคงเป็นรหัสลับของพวกนั้น"ความเห็นของนายปันผลเป็นไปในทางเดียวกับสิ่งที่ผมคิด และถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงนั่นก็หมายความว่า...
"ผมพอจะรู้ความหมายของรหัสนั่นอยู่"ผมสบสายตาเข้ากับอเล็กซ์ที่จ้องมองมา เป็นโอกาสดีที่จะได้แสยะยิ้มตอบทว่าหมอนั่นกลับหุบยิ้มทันทีที่เห็นรอยยิ้มของผม
ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นทุกอย่างก็ยังคงดำเนินไป จนกระทั่งเก้าอี้ของแจ็กกี้ซึ่งเป็นของชิ้นสุดท้ายถูกลำเลียงออกมาพร้อมๆกับโน้ตบุ๊กของผมที่ถูกใส่ลงในกระเป๋าสีดำ และอเล็กซ์รับมันจากลูกน้องก่อนจะถือด้วยสองมือเข้ามาหาผม
"ห้ามเลือดไม่ได้"แจ็กกี้อ่านปากของอีกฝ่ายให้ผมฟังด้วยระดับเดซิเบลต่ำถึงขั้นต้องเงี่ยหู
"เรียบร้อยแล้วครับต้องการตรวจเช็คอะไรเพิ่มเติมไหมครับ?" หมอนั่นส่งกระเป๋าโน้ตบุ๊กให้ผมด้วยท่าทางที่แสร้งทำเป็นนอบน้อมหากแต่คนที่รับมันไปถือไว้กลับกลายเป็นนายปันผล
"ขอบคุณผมเช็คเรียบร้อยแล้ว" ผมตอบคำถาม ก่อนจะเป็นฝ่ายถามกลับ"เห็นว่ามีแผลใหญ่ที่ยังห้ามเลือดไม่ได้ ให้ผมช่วยไหม?"