รองประธานของฉันเป็นสายลับ

    บทที่ 11

    “ทำไมกัน!! ทำไมคุณถึงยังมีชีวิตอยู่... แล้วยังจะ.. หันหลังให้กับพวกเราอีก” อาร์ทกล่าวออกไปท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด หน่วยไนท์ที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ก็ต่างมารวมตัวกันยังสถานที่ที่อาร์ทอยู่ พวกเขาล้อมเดวิดเอาไว้ไม่ให้ไปไหน ก่อนที่ผู้ช่วยปาร์คที่รู้งานทำการปิดกล้องส่งสัญญาณของทั้งหน่วยจากระยะไกล“เหล่าเด็กน้อยในวันนั้น ไม่คิดเลยว่าพวกแกจะเติบโตกันมาขนาดนี้แล้ว.. ตอนนี้ถึงกับเป็นหน่วยอันดับต้นๆของสหประชาชาติ.. น่าชื่นชมจริงๆ” เดวิดวางปืนลงก่อนจะปรบมือให้กับคนทั้งหน่วยไนท์ แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ไว้ใจเดวิดมากเท่าไร จึงยังไม่ได้วางปืนลงไป เพราะว่าชื่อเสียงของเดวิดนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการรบระยะประชิด ในอดีตเขาคือนัมเบอร์วันของสหประชาชาติในเรื่องนี้“คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของผมเลย รุ่นพี่.. ช่วยตอบให้ตรงคำถามด้วย..” อาร์ทกล่าวออกมาพร้อมกับชี้ปืนตามเดวิดที่กำลังเดินไปหาที่นั่งอย่างชิวๆ ท่ามกลางเสียงปืนของสงครามที่เกิดขึ้น ในตอนนี้กองกำลังของสหประชาชาตินั้นนับว่าได้เปรียบเป็นอย่างยิ่ง“ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นก็ได้ ยังไงก็ตั้งใจจะบอกอยู่แล้ว... มานั่งคุยกันก่อนไหมล่ะ” เดวิดที่ต้องการจะถ่วงเวลาอยู่แล้วก็เอ่ยขึ้น และแน่นอนว่ามันมีแต่ความเงียบของคนทั้งหน่วยตอบรับแทนคำพูด เดวิดจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง“ก็อย่างที่พวกนายได้รู้ ดร.เอ็มพาส สร้างพวกเราให้เป็นอะไร.. ก็แค่กลุ่มพวกข้าเป็นรุ่นแรกที่ได้ทดลองแล้วมันผิดพลาดนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง และแน่นอนว่าสหประชาชาติต้องการให้พวกข้าหายไป จึงเล่นลับหลังเราเท่านั้นเอง... ทั้งๆที่เราคือทหาร ทหารผู้ซื่อสัตย์...” เดวิดเน้นย้ำคำพูดสุดท้ายด้วยความโกรธส่วนตัว สิ่งที่เขาจะต้องพบเจอ เรื่องราวที่ผ่านอะไรมา มันยังตราตรึงเขาถึงทุกวันนี้“เกิดอะไรขึ้นกับคนอย่างคุณกัน... ถึงเรื่องนี้จะเกี่ยวกับโครงการของเรา แต่คุณเองเป็นคนสอนให้เรารัก รักในชาติ ..ความซื่อสัตย์ แต่ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่รุ่นพี่..” อาร์ทกล่าวออกมาอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่ก็พอมีรายงานมาอยู่บ้างว่าพวกรุ่นพี่กลุ่มแรกได้ตายจากไปในภารกิจหนึ่ง“เห้อ.. ตอนนี้พวกแกคงจะไม่เข้าใจหรอกนะ เพราะว่าพวกแกยังมีประโยชน์ยังไงล่ะ.. รอวันที่แกจะต้องอยู่คนเดียว.. และในทุกๆคืนจะเห็นภาพของคนในหน่วยของตัวเองตายไปทีละคนสองคน โดยที่แกทำอะไรไม่ได้... และคนที่ฆ่าพวกเรานั้นคือพวกที่พวกเรานั้นรับใช้ ไอ้พวกสหประชาชาติขยะนั่น แกไม่มีวันเข้าใจได้หรอก”  น้ำเสียงที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ มันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ฝังลึกลงไป ในตอนนี้สิ่งที่เรียกว่าความไว้ใจ รักชาติ หรือคำอะไรตามที่สวยหรูมันไม่มีค่าเลยสำหรับเขา เดวิดจ้องมองไปยังอาร์ทที่เป็นหัวหน้าหน่วยตอนนี้“แล้วพวกแกจะตัดสินใจยังไงดีล่ะ... จะเข้าต่อสู้กับข้า.. หรือจะปล่อยข้าไป... แต่...” ก่อนที่เสียงของเดวิดจากเอ่ยออกมาหลังจากคำว่าแต่ .. ก็มีเสียงประกาศของฐานทัพแห่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงของเดวิค“ครั้งนี้ ฝั่งนี้ขอรับชัยชนะไปล่ะนะ.. เอาไว้เจอกันสหาย..” แล้วเดวิดก็โยนระเบิดควัน และมีสลิงดึงตัวของเดวิดขึ้นหายไปจากเพดานหลังคาที่เปิดโล่งอยู่.. เมื่อพวกเขาหันกลับมาอีกที และมองตามขึ้นไปยังช่องว่างนั้น เดวิดก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงของผู้ช่วยปาร์คก็ดังขึ้นมา“ผมจัดการเรื่องภาพขาดการติดต่อให้แล้ว กำลังจะเชื่อมต่อกลับ.. กรุณากลับมายังสถานการณ์ปกติด้วย” ปาร์ครู้ดีว่าเรื่องที่พวกเขานั้นคุยกันมันอาจจะสร้างปัญญาให้พวกเขาทั้งหน่วยได้ เลยตัดสัญญาณภาพออกไป เพื่อไม่ให้พวกสหประชาชาติคนอื่นๆรู้เรื่องนี้ และเขาได้อ้างกับทางผู้ควบคุมภารกิจว่ามีเครื่องรบกวนสัญญาณที่หน่วยของเขาบริเวณนั้น“รับทราบ...” อาร์ทกล่าวกลับไป พร้อมกับยืนตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้ก่อการร้ายได้ประกาศออกมา “สวัสดีพี่น้องทหารสหประชาชาติทุกๆท่านด้วยขอรับ.. แฮ่มๆ ก่อนอื่นเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กระผมจะขอแนะนำตัวสักนิด.. ผมชื่ออาทิตย์ และแน่นอนว่าสิ่งที่พวกเรากำลังจะประกาศไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่ายอมแพ้... จะว่ายังไงดีล่ะ มันเป็นเหมือนข้อเสนอมากกว่านะครับ…” อาทิตย์กล่าวเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทุกๆคนที่อยู่ตรงนี้ได้เข้าใจ เขาเว้นวรรคนิดหนึ่งเพื่อให้หายใจ และกล่าวต่อ“อื้มม.. ก็แค่ข้อเสนอที่ต้องให้ปล่อยรถบรรทุกของเราวิ่งออกไปได้จนถึงปลายทาง.. แต่ถ้าออกไปโต้งๆแบบนั้นมันก็ไม่นับว่าสนุกอะไร.. มันเหมือนกับเป็นเกม เกมที่ว่าถ้ารถบรรทุกของเรายิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วล่ะก็ สัญญาณที่ติดกับรถบรรทุกนั้นจะส่งสัญญาณไปยังจานดาวเทียม.. จากนั้นจานดาวเทียมของเราจะส่งสัญญาณต่อไปที่ระเบิด.. มันเป็นระเบิดเคมีไวรัสตัวใหม่ที่ติดอยู่เกือบทุกหัวเมือง พร้อมที่จะระเบิดเพียงแค่รถหยุดวิ่ง...”“พวกคุณจะต้องเล่นเกมกันสักหน่อย.. จะปล่อยให้รถของเราผ่านไปดีๆ หรือจะตายกันให้หมด.. อ้อ จริงซิ ถ้าคนขับของเราตายก็ระเบิดเหมือนกันนะขอรับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกล่าวกันก่อน... รถของเรามีทั้งหมดสิบคัน แต่ละคันหมายถึงประเทศแต่ละประเทศที่เราติดตั้งระเบิดเอาไว้..เกือบลืมอีกอย่างหนึ่งจนได้ ถ้ารถของเราเดินทางไปถึงจุดหมายแล้วจอดรถ ระเบิดก็จะทำงานเหมือนกันนะขอรับ...พยายามคิดเอาดีๆนะขอรับว่าจะทำอย่างไร ทุกๆชีวิตอยู่ในมือพวกคุณแล้ว สวัสดี..” สัญญาณพูดได้จบลงไปแล้ว ในตอนนี้พวกอาร์ทก็ได้คำสั่งให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยด่วน เรื่องนี้ถึงแม้ว่าสหรัฐจะไม่เจรจากับพวกผู้ก่อการร้ายใดๆ ครั้งนี้ถึงกับต้องยอม พวกเขาจะต้องจัดการทีละเรื่องอย่างรอบคอบ เสียงของรถบรรทุกสตาร์ทตัว และวิ่งออกไป โดยที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายอย่างเช่น สัญญาณไฟจราจรที่เขียวตลอดทาง เนื่องจากทางสหประชาชาติได้ตรวจสอบแล้ว ว่าเรื่องที่นายอาทิตย์คนนั้นได้กล่าวออกมาเป็นเรื่องจริงทั้งหมด พวกเขาจะต้องลงทุนเบอร์ไหนกัน แลกด้วยเงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้รถสิบคันนี้เคลื่อนที่ไปได้ มันบ่งบอกได้ในทันที ว่าของที่พวกเขากำลังขนย้ายต้องมีความสำคัญมากอย่างแน่นอน พวกเขาได้แต่ยอมและติดตามรถแต่ละคันไปเพียงเท่านั้น และพยายามค้นหาระเบิดตามหัวเมืองใหญ่ๆอย่างลับๆ แน่นอนว่าพวกเขาพบแล้วด้วยกันถึง 8 จุด ตามประเทศต่างๆ และในตอนนี้จุดที่เก้ามันคือใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยที่หน่วยของอาร์ทอยู่ มันคือหน้าที่ของพวกเขาหน่วยไนท์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นที่สุด และอยู่ใกล้สถานที่วางระเบิดที่สุดแล้ว “หน่วยไนท์รับคำสั่ง... จัดการกับระเบิดย่านการค้ากลางเมือง เราได้รับรายงานมาว่าพบตึกที่คาดว่าจะเป็นจุดวางระเบิด ตึกแถวในบล็อกที่สี่ บริเวณร้านอาหารชื่อดังเชฟกวิน... อย่าให้ประชาชนแตกตื่น และขอให้โชคดี ชีวิตของประชาชนอยู่ในมือของพวกคุณแล้ว...” คำสั่งที่ถูกยิงตรงมาจากผู้มีอำนาจในสหประชาชาติส่งตรงลงมา แน่นอนว่าอาร์ท และคนทั้งหน่วยก็ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไป  ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หญิงสาวสองคนนั้นก็ได้เดินมาถึงร้านอาหารของเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างกวิน แน่นอนว่าพวกเธอคือแอม และน้ำทิพย์ พวกเธอทำสีหน้าที่อ่อนเพลียแต่มันก็เปี่ยมไปด้วยความสุข“วันนี้มีแต่เรื่องดีๆจริงๆเลย ถึงงานจะหนักขึ้น แต่มันก็คุ้มค่าจริงๆนั้นแหละนะ...” แอมกล่าวออกมาด้วยความยินดี วันนี้มันมีแต่เรื่องดีๆ ทำให้เธอสบายใจไปได้หลายส่วนเลยทีเดียว “ดีจริงๆนั้นแหละแก.. ไปกัน วินมันคงรอพวกเราแย่ละ วันนี้ฉันจะกินให้พุงกลางเลยคอยดู” น้ำทิพย์กล่าวออกมาเสริม แต่ทันใดที่พวกเธอจะเปิดประตูร้านเข้าไปนั้นเอง น้ำทิพย์ที่ตาดีก็หันเห็นผู้ช่วยปาร์คที่ยืนทำท่าทางแปลกอยู่ใกล้ๆ“เอ๊ะ!! นั้นมันผู้ช่วยปาร์คนี่นา... เราไปเชิญเขามาทานอาหารด้วยดีกว่าไหม... เพราะยังไงเขาก็เหมือนบุคคลที่ช่วยเหลือให้เธอได้โอกาสนี่ล่ะนะ..” น้ำทิพย์เอ่ยกล่าวกับแอมแล้วชี้ไปทางผู้ช่วยปาร์คทันที“นั่นซินะ... งั้นพวกเราไปชวนผู้ช่วยปาร์คกันดีกว่า..” เมื่อพวกเธอตัดสินใจได้แล้วก็กะว่าจะเดินเข้าไปเรียกใกล้ๆ เพราะการที่ตะโกนออกไปมันก็นับว่าเสียมารยาทกับคนที่เป็นหนึ่งในเจ้านายของเธอ แต่ในระยะที่พวกเธอกำลังจะก้าวเข้าไปถึงเพียงแค่สิบเมตร ก็ปรากฏชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ผู้ช่วยปาร์ค และมันทำให้แอมตกใจเป็นอย่างมาก เธอรีบเบรกเพื่อนของเธอเอาไว้ก่อน...