ตอนที่ 22 ขายสุรา
วันต่อมา เฉินเสี่ยวหมี่ใช้เงินสองร้อยอีแปะซื้อไหสุราสวยๆ มายี่สิบใบ
หลังจากซื้อไหสุรากลับมา ลู่หลินก็เริ่มเปิดเบียร์หนึ่งลังแล้วเทเบียร์ลงในไหสุราที่เฉินเสี่ยวหมี่ซื้อกลับมา จากนั้นจึงทำการปิดผนึก
เบียร์หนึ่งลัง กรอกลงไหสุราสิบเอ็ดใบได้เกือบเต็มไห
“เรียบร้อย น่าจะใช้ได้แล้ว พรุ่งนี้ลองเอาไปขายที่หอสุราดูได้” เฉินเสี่ยวหมี่พูดด้วยแววตาเป็ประกาย
เฉินเสี่ยวหมี่คิดในใจ ‘หากขายสุรานี้ได้อย่างราบรื่น ก็สามารถซื้อล่อเทียมเกวียนได้ เมื่อมีล่อเทียมเกวียนจะได้สะดวกขึ้นหน่อย ทำหลังคาไม้ด้วย ยามเจอฝนตกลมแรงจะได้ไม่ต้องกังวล’
ลู่หลินขมวดคิ้วพูด “อาจจะขายไม่ออกก็ได้”
ลู่หลินรู้สึกว่า การเอาสุราชนิดนี้มาอยู่ในยุคโบราณ ก็นับว่าเป็สุราชั้นดีได้เลย แต่มันไม่ใช่สุราที่มีชื่อเสียงอะไร คนอื่นคงไม่ยอมซื้อง่ายๆ!
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ขายไม่ออกก็ดื่มเองสิ” เขาชื่นชอบรสชาติของน้ำเมาไหนี้มาก
“มอบให้คุณชายใหญ่ท่านนั้นสักไหได้นะ” ในร้านขายของชำของลู่หลินมีเบียร์อยู่ร้อยกว่าลัง จึงไม่หวงสุราแค่ไหสองไห
ครั้งก่อนตอนที่ลู่หลินเข้าเมือง สืบพบว่าคุณชายใหญ่ท่านนั้นเหมือนจะมีชื่อเสียงในเมือง หากคุณชายใหญ่ดื่มแล้วรู้สึกว่ามันไม่เลว และช่วยประชาสัมพันธ์ให้สักหน่อย วันหน้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ดีแล้ว
เฉินเสี่ยวหมี่พยักหน้าพร้อมพูดว่า “ก็ดี”
เฉินเสี่ยวหมี่กับลู่หลินจึงเดินทางเข้าเมืองด้วยกัน ถึงแม้เฉินเสี่ยวหมี่จะแบกตะกร้าสะพายหลังใบใหญ่ แต่ระหว่างทางสุราทั้งหมดล้วนเก็บไว้ในร้านขายของชำของลู่หลิน เมื่อใกล้ถึงตัวเมืองจึงจะนำออกมา
เื่การขายสุรานี้เฉินเสี่ยวหมี่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ไม่นานก็ถูกสาดน้ำเย็นใส่
ลู่หลินกับเฉินเสี่ยวหมี่ไปที่เหลาสุราฟู่หยวน ลู่หลินบอกกับเด็กรับใช้ว่า้าขอพบเถ้าแก่ แต่กลับถูกเด็กรับใช้ไล่ออกมา
เด็กรับใช้พูดด้วยท่าทางเย่อหยิ่งว่า เถ้าแก่ไม่้าพบ ทั้งสองจึงจนปัญญา ทำได้เพียงจากไปก่อน
เมื่อขายสุราไม่ออก ทั้งยังถูกคนเยาะเย้ยถากถางไปรอบหนึ่ง เฉินเสี่ยวหมี่จึงรู้สึกเจ็บใจอย่างยิ่ง
“คนอะไรกัน! ตาสุนัขมองคนต่ำ[1]” เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวหมี่แวบหนึ่ง ยิ้มแล้วพูดว่า “โมโหเขาไปจะได้อะไร”
ลู่หลินคาดไว้แต่แรกว่าเื่นี้อาจไม่ราบรื่น แต่เมื่อเื่ราวไม่ราบรื่นจริงๆ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
ลู่หลินพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้เ้าไม่สนใจข้า วันหน้าข้าจะทำให้เ้าเอื้อมไม่ถึง สักวันไม่ช้าก็เร็วพวกเราต้องประสบความสำเร็จ” เมื่อถึงเวลานั้น คนน่าขันพรรค์นี้ก็ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ลู่หลินพาเฉินเสี่ยวหมี่ไปยังเหลาสุราแห่งที่สอง เมื่อเถ้าแก่ของเหลาสุราหงอวิ้นได้ยินว่าพวกเขาจะขายสุราก็รู้สึกสนใจ
“จะขายสุราหรือ สุราจากที่ใด”
“สุราที่หมักเองขอรับ” เฉินเสี่ยวหมี่พูด
“สุราที่หมักเอง เกรงว่าจะขายไม่ได้ราคานะ!”
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างไม่เห็นด้วย “สุราที่บ้านข้าหมักเอง รสชาติดีมากเลยนะ”
เถ้าแก่ยิ้มอย่างลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ขณะเดียวกันก็คิดในใจ ‘เกรงว่าสุราที่หมักโดยคนชนบทคงไม่ใช่ของดีอะไร แต่คนชนบทไม่มีความรู้ จึงมักคิดว่าของตนเองเป็ของดี’
“เสี่ยวหมี่” คุณชายใหญ่ตระกูลหยางเดินออกมา เมื่อเห็นเฉินเสี่ยวหมี่กับเถ้าแก่เหลาสุรากำลังคุยกัน เขาก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
“คุณชายหยาง ท่านก็อยู่ที่นี่หรือ! นี่เป็สุราที่บ้านข้าหมักเอง ไหนี้ขอมอบให้ท่าน”
คุณชายใหญ่ตระกูลหยางพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณนะ เสี่ยวหมี่”
ตระกูลหยางมั่งคั่งอย่างยิ่ง สิ่งที่คุณชายใหญ่ตระกูลหยางดื่มล้วนเป็สุราชั้นยอด จึงไม่ค่อยสนใจสุราที่เฉินเสี่ยวหมี่กล่าวถึง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายและรับสุราเอาไว้
เมื่อเถ้าแก่เหลาสุราหงอวิ้นเห็นว่าเฉินเสี่ยวหมี่กับหยางเหิงจือรู้จักกัน เขาก็ปฏิบัติต่อเฉินเสี่ยวหมี่แตกต่างจากเดิมทันที
“หาก้าขายสุรา ก็ต้องดูคุณภาพของสุราก่อน” เถ้าแก่พิจารณาแล้วพูด
เฉินเสี่ยวหมี่เปิดไหสุราทันที จากนั้นเทสุราออกมาสองถ้วย
ต้องเอาออกมาให้ดูถึงจะรู้ว่าเป็ของดีหรือไม่ดี
เดิมทีคุณชายใหญ่ตระกูลหยางไม่ค่อยสนใจสุราของเฉินเสี่ยวหมี่ แต่เมื่อเห็นสิ่งที่เทออกมาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“หมักได้ไม่เลวเลย! ลักษณะดูไม่ค่อยต่างจากสุราชั้นยอด” คุณชายตระกูลหยางโบกพัด พูดด้วยความตกตะลึง
เถ้าแก่เหลาสุราดื่มหนึ่งอึกแล้วพูดอย่างรีบร้อน “สุราไหอื่นของเ้าล้วนมีคุณภาพเช่นนี้หรือ”
เฉินเสี่ยวหมี่พยักหน้าพูด “ใช่แล้ว ล้วนมาจากโอ่งใบเดียวกัน”
คุณชายใหญ่ตระกูลหยางถือโอกาสหยิบถ้วยใบหนึ่งขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก ทันใดนั้นก็พูดด้วยความประหลาดใจ “ไม่คิดว่าเสี่ยวหมี่ยังมีความสามารถแบบนี้ ไม่เช่นนั้นสุรานี้...”
เถ้าแก่เหลาสุรามองออกว่าคุณชายใหญ่ตระกูลหยางหวังตัดหน้า จึงรู้สึกจนใจอยู่บ้างทันที “คุณชายหยาง แบบนี้ไม่ถูกต้องนะขอรับ”
คุณชายหยางพูดด้วยรอยยิ้ม “เป็ความสะเพร่าของข้าเอง เถ้าแก่หวัง เ้าห้ามรังแกสหายน้อยของข้าเพราะเห็นว่าเขาไม่รู้เื่การค้านะ!”
“ไม่มีทางขอรับ!” เถ้าแก่หวังฝืนยิ้มพูดออกมา
เถ้าแก่หวังมองคุณชายหยางเศร้าๆ หากคุณชายหยางไม่อยู่ตรงนี้ เขาคงกดราคาได้ แต่อีกฝ่ายกลับอยู่ตรงนี้ เกรงว่าหากเขากดราคาก็คงไม่ได้สุรานี้ไป
สุดท้ายเฉินเสี่ยวหมี่ขายสุราทั้งสิบไหรวมถึงไหที่เปิดให้เถ้าแก่หวังด้วยราคาไหละแปดร้อยอีแปะ รวมทั้งสิ้นแปดตำลึง
เถ้าแก่หวังแสดงออกอย่างกระตือรือร้นยิ่ง บอกว่าหากมีของอีกก็ส่งมาเพิ่มได้
การหาเงินได้แปดตำลึงในคราวเดียวทำให้เฉินเสี่ยวหมี่ดีใจอย่างยิ่ง และเมื่อรู้ว่าลู่หลินยังมีสุราอีกไม่น้อยที่ขายได้ เฉินเสี่ยวหมี่ก็ยิ่งดีใจ
ไม่รู้ว่าสองคนนี้โชคดีหรือโชคไม่ดี เดิมทีเฉินเสี่ยวหมี่ตัดสินใจจะซื้อล่อสักตัว แต่น่าเสียดายที่ตลาดไม่มีล่อขายสักตัว ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ทั้งสองคนจึงทำได้เพียงซื้อของอย่างอื่นก่อน
ลู่หลินไปร้านธัญพืชเพื่อซื้อข้าวสารกับแป้งเพิ่ม ถึงแม้ในร้านขายของชำยังมีข้าวกับแป้ง แต่สักวันต้องกินจนหมด อีกอย่างเขาคิดว่าในเมื่อมีเงินแล้ว ซื้อข้าวคุณภาพดีจากธรรมชาติจะดีกว่า อย่างไรเสียข้าวของชาติก่อนก็ใช้ยาฆ่าแมลงมากเกินไป
นอกจากข้าวกับแป้งแล้ว ลู่หลินยังซื้อลูกไก่จำนวนหกตัว เนื่องจากกินไข่กันอย่างรวดเร็ว เื่นี้ทำให้ลู่หลินรู้สึกถึงวิกฤต ถึงแม้ในบ้านมีลูกไก่หลายตัวแล้ว แต่ซื้อเพิ่มสักหน่อยก็ไม่ใช่ปัญหา
นอกจากลูกไก่หกตัว ลู่หลินยังซื้อลูกห่านอีกหกตัว ห่านเป็ของดี สามารถเฝ้าบ้านและออกไข่ได้
หลังจากลู่หลินตัดสินใจซื้อลูกห่านกลับบ้าน ก็ให้เฉินเสี่ยวไช่รับผิดชอบเลี้ยงดู อีกฝ่ายเป็เด็กประหยัดมัธยัสถ์ หากให้เด็กคนนั้นรับผิดชอบเลี้ยงดูห่านจะต้องเลี้ยงได้ดีแน่นอน เขาจะคอยดูแลอย่างระมัดระวังไม่ให้มันตาย และเมื่อเ้าหนูนั่นมีงานให้ทำมากมาย ก็จะเบนความสนใจไปจากตัวเขาได้
เฉินเสี่ยวหมี่ลังเลว่าจะซื้อล่อดีหรือไม่ แต่ยังคงเดินไปดูที่ตลาดค้าสัตว์ ทว่าสัตว์ที่ขายในตลาดค่อนข้างน้อย ไม่ป่วยก็แก่แล้ว เมื่อเห็นว่าไม่เจอตัวที่เหมาะสม ทั้งสองคนจึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจ
เชิงอรรถ
^ สำนวน หมายถึง ดูถูกผู้อื่น