“พ่อกล้าฟื้นแล้วรึลูก แม่อกสั่นขวัญหายหมด บุญรักษานะลูก ดีนักที่แม่ให้พ่อกล้าคล้องหลวงพ่อเงินไปด้วย”
คุณหญิงชื่นวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาบนเรือนพร้อมกับบ่าวชื่ออีจันที่ตามหลังมา
“ครับ” กล้าลุกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้า กลัวว่าคนเป็แม่จะเห็นเข้า ที่คอของเขายังคล้องพระเลี่ยมกรอบทองจากผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายแม่ของเขาไว้อยู่
“หากมิมีอันใดแล้ว กระผมขอลากลับเรือขอรับคุณหญิงชื่น”
“หมื่นบดินทร์จักรีบกลับไปไย อีกประเดี๋ยวท่านเ้าคุณก็ถึงเรือนแล้วอยู่กินข้าวกินปลาด้วยกันก่อน”
“เกรงว่าจักมิงามขอรับ แลเสื้อผ้าอาภรณ์ของกระผมเปียกคงต้องขอตัวลากลับเรือนเสียก่อนขอรับ”
“ของผมก็เปียกนะ”
“เอ้าตาลูกคนนี้ ไยมิผลัดผ้าเสียก่อนเล่า จักยืนให้น้ำท่วมเรือนรึ เช่นนั้นก็ตามใจหมื่นเถิด ป้าขอบน้ำใจพ่อมากที่ช่วยน้องไว้ หากมิได้หมื่นพ่อกล้าคงตายเป็ผีพรายเฝ้าคลองด่านเป็แน่แท้”
“ขอรับ เยี่ยงนั้นกระผมกราบลาขอรับ” หมื่นบดินทร์ยกมือไหว้คุณหญิงชื่นที่หน้าตาดูสดใสขึ้น แล้วจึงได้ลงจากเรือน
“เอ้านี่ อีแย้ม อีจันพวกมึงไปจัดการหาเหง้าไพลทาแผลให้ไอ้ด่างมันเสียเถิด” หลังจากหมื่นบดินทร์ลงเรือนไปแล้ว คุณหญิงชื่นก็หันไปสั่งงานกับบ่าวของตน
“บ่าวหรือเ้าค่ะ”
“ก็เออสิวะ พวกมึงเฆี่ยนมันแล้ว แลาแก็ต้องช่วยรักษาให้มันสิวะ”
“ตะ... แต่พวกบ่าวทำตามคำสั่งคุณหญิงชื่นหนาเ้าค่ะ”
“หรือจะให้กูลงไปฝนไพล หึ”
“หามิได้เ้าค่ะ พวกบ่าวทำเองเ้าค่ะ”
“ส่วนพวกเอ็งมามุงดูกระไรกันมิมีกิจอันใดทำรึ” คุณหญิงชื่นไล่ตะเพิดบ่าวลงเรือนรวมถึงบ่าวคนสนิททั้งสอง บ่าวชายที่มุงดูเหตุการณ์เข้ามาช่วยกันประคองด่างลงเรือนไป
กล้าย่องตัวเข้าห้องเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่ไม่ทันที่จะได้แง้มประตูลงกลอนเสียงคุณหญิงชื่นก็ดังขึ้น “หากพ่อกล้าผลัดผ้าแล้วออกมาหาแม่ข้างนอก แม่จักนั่งรออยู่กงนี้หนา” คุณหญิงชื่นชี้มือไปที่ตั่งไม้กลางเรือน
แม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ นานา แต่ละครเื่นี้ก็ยังไม่เห็นผู้กำกับเลย เขาว่าความฝันของเขามันไม่ครบองค์ประกอบแล้วนะ หรือที่เข้าใจว่าฝันมาอยู่ในฉากละครอาจจะคิดไปเองแล้วล่ะ และถึงแม้ว่าจะรู้ว่าเป็ความฝันแต่กล้าก็ไม่สามารถปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นได้ กล้าค้นดูหีบผ้า มีโจงกระเบนสีเืนกพับอยู่ซ้อนวางอย่างเป็ระเบียบ เขาดึงออกมาหนึ่งผืนใช้พันรอบเอวจับจีบม้วนแล้วอ้อมหลังไปเหน็บที่บั้นท้าย ยังดีที่ความรู้เื่นี้ไม่เลือนหายไป เพราะตอนเด็กคุณยายโสมนอกจากจะสอนเื่การทำอาหารให้แล้วการสวมโจงกระเบนก็เป็อีกหนึ่งสิ่งที่กล้าถูกปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จกล้าก็ค่อย ๆ แง้มประตูออกมาแล้วเดินออกไปหาคุณหญิงชื่นที่นั่งเอนหลังอยู่บนตั่ง
“เสร็จแล้วครับ”
“มา มานั่งข้าง ๆ แม่”
“ครับ”
“หากมิได้บารมีของหลวงพ่อ ป่านนี้เ้าคงจักเป็ผีพรายเฝ้าคลองด่านไปแล้ว หากพ่อกล้าหายดีแล้วแม่จักหาของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปขอบคุณหมื่นบดินทร์ท่านเสียหน่อย”
“จะไปขอบคุณเขาทำไมก็พี่หมื่นนั่นแหละที่ทำเรือล่ม จริง ๆ คนที่ควรโดนตีต้องเป็ตาหมื่นนั้นไม่ใช่ด่างนะแม่”
“ต๊าย ไยจึงได้กล่าววาจาเยี่ยงนี้ เ้าอย่าได้ไปพูดเช่นนี้กับผู้ใดอีกหนาเขาจักว่าเ้าวิปลาสได้”
“วิปะลง วิปลาสอะไรก็ช่างเถอะ ผมพูดความจริง พี่หมื่นอะไรของคุณหญิงแม่นั่นแหละที่จับผมเขย่าจนเรือคว่ำ”
“ตาลูกคนนี้นิ เถียงคำไม่ตกฟากเชียว คนผู้นั้นแหละที่เป่าปากช่วยเ้ามิเช่นนั้นเ้ามิได้มานั่งว่ากล่าวเขาเยี่ยงนี้ดอก”
“ห๊ะ อะ... อะไรนะครับ เป่าปาก”
“ไอ้ด่างแลไอ้เข้มกล่าวเช่นนั้น เป่าปากแบบหมอฝาหรั่งให้เ้าพ่นน้ำออกมา”
การเป่าปากถ้าจำไม่ผิดมันก็คือการผายปอดเป็การทำซีพีอาด้วยการใช้ปากอีกฝ่ายเป่าลมเข้ามาในปอด ไม่ ไม่จริง ต่อให้นี่จะเป็ฝันก็เถอะแต่นั้นมันจูบแรกของผม ให้ตายเถอะ ผมเสียเฟิร์สคิสให้กับใครก็ไม่รู้ในฝันเนี่ยนะ แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่สีหน้าของกล้าก็เปลี่ยนไปเป็ซีดลงจนคนเป็แม่รู้สึกได้
“พี่เขาเพียงเจตนาช่วยพ่อให้รอดตาย คงมิมีเจตนาอันอื่นดอก หากหายไข้แล้วก็จงทำตามที่แม่บอกเสีย ผู้หลักผู้ใหญ่เขาจักมิได้ครหาว่าร้ายเราว่ามิรู้จักบุญคุณได้”
“คะ... ครับ” กล้าตอบอย่างตะกุกตะกัก เพราะกำลังช็อกกับการเสียจูบแรกให้กับคนในฝัน
“ไหนเข้ามาใกล้ ๆ แม่ ประเดี๋ยวแม่จักเรียกขวัญให้” กล้าขยับตัวเข้าใกล้คุณหญิงชื่น ต่อให้เื่นี้จะเป็เพียงฝันก็ตามแต่ความรู้สึกรักและห่วงใยจากหญิงผู้นี้ก็มากล้นจนกล้าอดคิดถึงแม่แท้ ๆ ของตนไม่ได้
“ขวัญเอ้ยขวัญมานะพ่อกล้า ขวัญออเ้าหล่นตกแห่งหนไหน พลันกลับมากายนี้เถิดหนา ขวัญเอ้ยขวัญออเ้าจงกลับมา คืนกายาพ่อกล้าหาญของแม่นี้เทอญ” คุณหญิงชื่นดึงกล้าเข้าไปซบอกของตนอย่างทะนุถนอม ใช้สองมือลูบหัวของกล้าอย่างรักใคร่ แล้วเลื่อนมือลงมาจับที่ใต้ใบหูของกล้า ไฝแมลงวันเม็ดเล็ก ๆ ยังคงติดอยู่บนใบหูของพ่อกล้าดั่งเดิม คุณหญิงชื่นทอดสายตาลงมองดูลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตน แม้นจักพูดวาจามิรู้ความแลภาษาแปร่ง ๆ ที่พ่อกล้านั้นเอื้อนเอ่ยออกมาแต่กลิ่นกายที่หอมละมุนเป็พิเศษ และเม็ดไฝแมลงวันใต้ใบหูของพ่อกล้านั้นคือสิ่งที่ยืนยันว่าชายผู้นี้คือบุตรชายแท้ ๆ ของตน มิใช่ผู้อื่นใดจำแลงแปลงกายมา
ความอบอุ่นที่คุณหญิงชื่นมอบให้กล้า เริ่มทำให้เขารู้สึกถึงความรักที่หญิงคนนี้มอบให้ลูกอย่างแท้จริง หากสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่ละครดั่งที่ตัวเขาคิดไว้ ฝันครั้งนี้คงเป็ฝันที่แปลกประหลาด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีความสมจริงเกินกว่าจะเรียกว่าการแสดงได้ ตัวละครทุกตัวเจ็บ ร้องไห้ หัวเราะ สำนึกผิด รักใคร่ ห่วงใย ได้สมบทบาทซะเกินกว่าจะเป็ละครที่สร้างเพียงเพื่อจัดฉากการแสดง
“แม่ ถ้านี่เป็ฝันแล้วนี่คือแม่ของกล้าจริง ๆ กล้าขอกอดแม่ได้ไหมครับ”
“แม่จักว่าอันใดได้เล่า หากทำแล้วพ่อกล้าสบายใจก็จงทำเสีย”
“ครับ” กล้าโน้มตัวลงไปกอดเอวของคุณหญิงชื่นที่หน้าตาเหมือนแม่ของตนอย่างกับฝาแฝดแตกต่างเพียงกิริยาและคำพูดที่ดูโบราณไปหน่อย แต่ความรู้สึกที่ผู้หญิงคนนี้ถ่ายทอดออกมาผ่านการกระทำ ทำให้กล้าอดที่จะคิดไม่ได้ว่าหญิงคนนี้คือแม่แท้ ๆ ของตน
“แม่อยู่นี่แล้วหนา ขวัญเอ้ยขวัญมา มิมีอันใดทำพ่อกล้าของแม่ได้อีกแล้ว” คุณหญิงชื่นทอดสายตาลงมองลูกชายที่โอบเอวเธอประหนึ่งว่ามิเคยมีแม่ให้กอด เธอค่อย ๆ ลูบหัวกล้าอย่างแ่เบา
“คุณหญิงเ้าคะ ท่านเ้าคุณกลับมาแล้วเ้าค่ะ” อีแย้มวิ่งหน้าตั้งขึ้นมาบนเรือนเพื่อแจ้งข่าว
“ดีจริง มาเถิดพ่อกล้าไปกราบเ้าคุณพ่อของเ้าที่เรือนใหญ่เถิด”
“มิต้องเ้าค่ะ ท่านเ้าคุณกำลังเดินมาทางนี้แล้วเ้าค่ะ” อีแย้มคลานเข่าเข้าไปใกล้ ๆ คุณหญิงชื่น
ผ่านไปไม่นานเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ก็ดังขึ้น ร่างกายที่สูงใหญ่ ใบหน้าดูมีสง่าราศี แม้ว่าจะมีผมขาวขึ้นแซมแต่ยังมีเค้าโครงความหล่อเหล่าบนใบหน้า ชายผู้นี้คือเ้าคุณพ่อของคุณกล้า พระยาศรีสุริยาเดโช เ้าท่านายภาษี ที่มีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมสำเภาที่เข้ามาค้าขายกับพระนคร
“น้องไหว้เ้าค่ะคุณพี่” คุณหญิงชื่นเดินเข้าไปไหว้พระยาศรีสุริยาเดโช ด้วยสีหน้าที่เป็กังวล
“พ่อ!” กล้ายืนงงเมื่อเห็นผู้เป็พ่อก้าวเท้าขึ้นเรือนมา ทั้งยังแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณ สวมเสื้อคอปิดแขนยาวสีขาวนุ่งโจงกระเบนสีกรมท่าและผ้ารัดสีทองม้วนจับจีบที่เอวอย่างเป็ระเบียบ
“แลที่บ่าวมันเล่าลือว่าพ่อกล้าผีเข้านั้นท่าจะจริง” คำพูดเชือดเฉือนคมคายออกมาจากปากของพระยาศรีสุริยาเดโชทำเอาคนทั้งเรือนสะดุ้ง และรีบสะกิดคุณกล้าให้รีบไหว้พ่อของตน
“สวัสดีครับคุณพ่อ” กล้ายกมือไหว้ผู้เป็พ่อแต่กลับไม่มีการตอบรับใด ๆ ทุกคนบนเรือนรวมถึงบ่าวที่ตามมารับใช้ต่างทำหน้าตาค้างตึงกับคำทักทายของกล้า บ่าวที่ชื่อแย้มถึงกับทำหมากที่เคี้ยวอยู่ในปากหล่นลง
“พ่อกล้าว่ากระไร สวัสดี หาใช่คำทักทายไม่ ไยมิทักทายเยี่ยงแม่เ้า”
คุณหญิงชื่นสะกิดแขนกล้าให้ยกมือไหว้อีกครั้ง
“ลูกไหว้ขอรับเ้าคุณพ่อ” กล้าพูดแบบไทยเดิมพลันคนทั้งเรือนต่างโล่งอก เหตุเพราะคุณกล้าพูดภาษาแปร่งหูต่อหน้าพระยาศรีสุริยาเดโช ไม่ใช่ว่ากล้าไม่เคยพูดเพราะตอนเด็กคุณยายโสมมักจะให้เขาพูดภาษาไทยเดิมเพื่ออนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไว้ หากเติบใหญ่จะได้ใช้ได้ถูกต้องแต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะต้องเอามันมาใช้ในฝัน
“คุณพี่กลับมาเหนื่อย ๆ เชิญนั่งให้สบายเถิดเ้าค่ะ น้องจักไปเตรียมน้ำลอยดอกมะลิมาให้”
“มิต้องลำบากดอกแม่ชื่น พี่เพียงอยากเจอพ่อกล้า บ่าวมันว่าพ่อกล้าผีเข้า พูดภาษาแปร่งหู แลตกน้ำตกท่าจนจับไข้ คนเป็พ่อย่อม ห่วงใยมิต่างกันแต่เห็นพ่อกล้าหายไข้สบายกายดีแล้วพี่ก็เบาใจ”
“เ้าค่ะคุณพี่”
พระยาศรีสุริยาเดโชเดินเข้ามาใกล้กล้าที่ยืนตาใสมองมาที่ตนโดยไม่หลบสายตา เขาวางมือลงบนหัวลูกชายอย่างแ่เบา “ขวัญเอ้ยขวัญมา” เพียงคำพูดไม่กี่คำของผู้เป็พ่อ กลับทำให้กล้ารู้สึกถึงความห่วยใยที่ส่งมาถึง กล้าก้มหน้าลงแล้วเดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็พ่อ พร้อมกับสะอื้นไห้ออกมา ฝันครั้งนี้ของกล้าทำให้เขาพบกับพ่อที่จากกันไปไกลแสนไกล และชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้กอดแบบนี้อีก “ผมคิดถึงพ่อมากครับ ผมอยากกอดพ่อแล้วอยู่แบบนี้ไปนาน ๆ ผมไม่อยากตื่นแล้วไม่เจอหน้าพ่อเลยครับ”
เหมือนาแในใจถูกสะกิด พ่อผู้จากโลกไปหวนกลับมาในความฝัน กล้าสวมกอดผู้เป็พ่อแน่นและร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก ภาพที่เห็นทำให้ผู้คนบนเรือนถึงกับหลั่งน้ำตา โดยเฉพาะคุณหญิงชื่น