หลังจากโจวหลิงเอ๋อร์ตรวจสอบรากิญญาของเซิ่งมู่แล้ว จึงตกลงที่จะให้ทั้งสองคนฝากตัวเข้าสำนักวสันต์เขียวเป็ศิษย์ฝ่ายในได้ทันที นอกเหนือจากนั้น โจวหลิงเอ๋อร์ที่ถูกใจในพร์ของหลิวจื่ออี้จึงตัดสินใจรั้งอยู่ในเมืองเล็กแห่งนี้ต่ออีกครึ่งเดือน เพื่อถ่ายทอดศาสตร์การบำเพ็ญที่นางคิดค้นขึ้นเอง ส่วนเื่การฝากตัวเป็ศิษย์สายตรงของนางนั้น รอให้เดินทางส่งต้าจินเข้าสำนักก่อนก็ยังไม่สาย
สำหรับตัวเซิ่งมู่ จะบอกว่าเขาไม่สนใจเลยก็คงไม่ใช่ เพียงแต่เขาได้บอกความประสงค์ต่อผู้าุโโจวหลิงเอ๋อร์ไปว่า ตน้ามุ่งเน้นในเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์มากกว่าผู้บำเพ็ญเพียร
ในระหว่างห้าวันมานี้ เซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้มักหาเวลาว่าง เดินทางไปขอคำแนะนำกับโจวหลิงเอ๋อร์ที่โรงเตี๊ยมสายลมหวน หลิวจื่ออี้ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่โจวหลิงเอ๋อร์คิดค้นขึ้นเอง ซึ่งสามารถถ่ายทอดได้ไม่ขัดกับกฎสำนัก
ส่วนตัวเซิ่งมู่ได้รับคำแนะนำให้ฝึกวิชาที่เน้นบ่มเพาะจิติญญาโดยเฉพาะ ใช้ในการเสริมสร้างจิตให้แข็งแกร่งแทนการรวมปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย วิธีนี้จะทำให้เซิ่งมู่ฝึกยุทธในระดับสูงต่อไปได้ พร้อมทั้งมีจิติญญาที่แข็งแกร่งสามารถปกป้องการโจมตีทางจิตทางจิตได้โดยตรง ทว่าการจะทะลวงขั้นพลังของผู้ฝึกปราณให้เหนือกว่าขั้นขัดเกลานั้น ถือว่าเป็เื่ยากเกินจะคณานับ
ปัญหาเดียวของเซิ่งมู่ตอนนี้คือจะหาวิชาสำหรับเสริมพลังจิตได้จากที่ใด? แม้จะเคยสอบถามผู้าุโโจว แต่นางกลับรู้เพียงเคล็ดวิชาจิติญญาของสำนักวสันต์เขียว ซึ่งหากเขา้าฝึกฝน ก็จำเป็ต้องเข้าเป็ศิษย์ฝ่ายในเสียก่อน เซิ่งมู่จึงเริ่มคิดว่า หรือถึงเวลาที่เขาต้องไปฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านหลิวจิ้งเจ๋อแล้วจริงๆ กระมัง
ท่ามกลางการไปมาหาสู่กับคนของสำนักวสันต์เขียวตลอดห้าวัน ทั้งสองยังได้แวะไปเยี่ยมเยียนต้าจินที่เพิ่งออกจากด่านหลังกักตนมาครึ่งเดือน ต้าจินที่มีพร์ในระดับรากเซียนเทียม ประกอบกับทรัพยากรและเคล็ดวิชาที่บิดามารดาของต้าจินได้เตรียมไว้แล้ว ทำให้ระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธของต้าจินถึงระดับรวมปราณบริสุทธิ์ขั้นที่สามแล้ว เหลือเพียงใช้เวลาขัดเกลาปราณแท้ให้สมบูรณ์ ก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นขัดเกลาและสร้างแก่นบริสุทธิ์ได้
เซิ่งมู่เคยถามหลิวจื่ออี้ว่าต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะบรรลุขั้นสร้างจิต นางตอบว่าตนใช้เวลาเพียงหนึ่งปี แต่สำหรับต้าจินน่าจะใช้เวลาประมาณสามปี เซิ่งมู่ที่ไม่รู้ว่าสามปีนั้นยาวนานหรือรวดเร็วเพียงใด จึงได้แต่พยักหน้ารับคำไป
วันนี้หลังกลับจากโรงเตี๊ยมสายลมหวน เซิ่งมู่ที่เปิดประตูใหญ่หน้าบ้านของตนเข้าไป จึงเห็นตาแก่กำลังเตรียมถังแช่น้ำสมุนไพรไว้มากถึงห้าถัง แต่ละถังมีกลิ่นเหม็นหืนและสีเขียวของสมุนไพรคละคลุ้งไปทั่ว
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงเปิดปากถามเย่น่าหลัน “ท่านทำอะไรน่ะ?”
“อีกครึ่งเดือนเ้ากับเ้าเด็กต้าจินต้องออกเดินทางกันแล้ว ถึงข้าไม่คิดว่าจะเจออันตรายใดๆ ก็ตาม แต่ตอนนี้ทั้งเ้าหนูหลิวและเ้าเด็กต้าจินก็มีพลังเหนือกว่าเ้าไปแล้ว หากเ้าไม่บรรลุระดับหลอมเส้นเอ็นให้ได้ก่อนเดินทางข้าคงไม่อาจสบายใจได้” ตาแก่เย่พ่นคำพูดออกมาดั่งเทถั่วจากกระบอกไม้ไผ่ “ใครสั่งให้เ้าหัวแข็งไม่ยอมฝึกเซียนเองละ หากเ้ายอมฝึกเซียน ฝากตัวเป็ศิษย์ตาเฒ่าสกุลหลิว ด้วยพร์ของเ้าคงตามทันเ้าเด็กต้าจินไปนานแล้ว”
เซิ่งมู่จึงได้แต่ถอนหายใจ พลางเลิกแขนเสื้อกับถอดรองเท้าออก
“ข้าพร้อมแล้ว เข้ามาเลย!”
สิ้นเสียงเซิ่งมู่ ตาแก่เย่พลันหายตัวไป ก่อนจะมีเสียงตามมา
“เ้าเริ่มจะคุ้นกับความเร็วระดับนี้แล้ว ครานี้ข้าจะเพิ่มความเร็วขึ้นอีก เตรียมรับมือ!”
เซิ่งมู่ที่ตั้งสมาธิกับสัมรับรู้ของตนนั้น พลันรู้สึกถึงจิตสังหารจากด้านซ้ายของตน เซิ่งมู่จึงยกแขนไปป้องการโจมตีของตาแก่เย่จากด้านซ้าย เพียงแต่เมื่อเซิ่งมู่หันไปกลับพบแต่ความว่างเปล่า ก่อนที่ร่างกายของเซิ่งมู่จะลอยละลิ่วไปด้านหลัง
เซิ่งมู่รู้สึกได้ว่าร่างกายของตนนั้นปลิวลอยไปก่อนจะรู้สึกถึงความเ็ปเสียอีก เซิ่งมู่ที่ลุกขึ้นอย่างสะเปะสะปะก็ถ่มเืออกมาคำโต ก่อนจะเอาหลังพิงกำแพงแล้วตั้งท่าป้องกัน
ตาแก่เย่ที่เห็นจึงพยักหน้า ก่อนจะพุ่งเข้ามาตรงๆ ครานี้ไม่ได้ใช้ความเร็วเหมือนรอบแรกแล้ว แต่ใช้ความเร็วที่เหนือกว่าไม่กี่ขั้น
ตาแก่เย่ที่พุ่งเข้ามาใกล้จึงตั้งใจฟาดเท้ามากลางกระหม่อมของเซิ่งมู่ เซิ่งมู่จึงเอาแขนยกขึ่นมารับไว้ ก่อนที่จะมีเสียงดังกร๊อบแกร๊บลั่นมาจากแขนเซิ่งมู่ หลังรับท่าเตะของตาแก่เสร็จเซิ่งมู่ที่ไม่ทันตั้งตัว จึงโดนตาแก่เย่ใช้วิชาฝ่ามือทุบลงมาอย่างแรงส่งผลให้เซิ่งมู่ล้มลงหมดสติ ลงไปนอนกองอยู่บนพื้นดิน
ตาแก่เย่ที่เห็นจึงส่ายหัว ก่อนจะลากเซิ่งมู่ลงถังสมุนไพรถังแรก
เมื่อเซิ่งมู่ได้สติจึงเริ่มทำการปรับลมหายใจ ตาแก่เย่ที่เห็นสีหน้าเซิ่งมู่ดีขึ้นแล้วจึงเปิดปากถาม
“หมัดแรกของข้าเป็อย่างไร”
เซิ่งมู่จึงลืมตาเปิดปากเอ่ย
“เร็ว หนักแน่น ข้าตั้งรับไม่ทัน”
ตาแก่เย่จึงถามต่อ
“แล้วทำไมเ้าถึงรับท่าเตะของข้าได้?”
เซิ่งมู่ครุ่นคิด จึงตอบกลับไปว่า
“เพราะท่านลดความเร็วลง เห็นวิถีการโจมตีชัดเจน ข้าจึงยกแขนกันได้ทัน”
ครานี้เป็ตาแก่เย่ที่ส่ายหน้า
“ทำไมเ้าไม่หลบ?”
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงปิดปากเงียบ ตาแก่เย่ที่เห็นดังนั้นจึงเปิดปากเอ่ย
“หากเ้ารู้แล้วว่าพละกำลังด้อยกว่า ความเร็วช้ากว่า สิ่งที่เ้า้าเพื่อเอาชนะคืออะไร?”
“เป็เทคนิคและเล่ห์เหลี่ยมใช่หรือไม่?”
เย่น่าหลันได้ยินจึงพยักหน้าให้
“การต่อสู้จริงๆ ไม่ได้เป็เพียงการวัดว่าใครหมัดแข็งกว่า ใครไวกว่า แต่เป็การตัดสินเป็ตาย ตอนนี้เ้าอยู่ในขั้นหลอมกระดูก หากเ้าอยากเข้าสู่ขั้นหลอมเส้นเอ็น ฝึกตามปกติยังไงเ้าก็เข้าสู่ขั้นหลอมเส้นเอ็นได้อยู่แล้ว เพียงแต่หากเ้าเดินทางไกล ไร้ผู้สอน หากจะยืนอย่างมั่นคงในขั้นหลอมจิตใจนั้นทำได้ยาก สิ่งที่ข้าจะสอนเ้าในวันนี้ ไม่ใช่แค่การขัดเกลาให้เ้าเข้าสู่ขั้นหลอมเส้นเอ็นอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการปูพื้นฐานให้เ้าสำหรับขั้นหลอมจิตใจด้วยเช่นกัน” เย่น่าหลันลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปยืนรอที่กลางลานบ้าน “คราวนี้ข้าจะใช้พละกำลังและระดับที่น้อยกว่าเ้าหนึ่งระดับ ลองเอาชนะข้าให้ได้”
เซิ่งมู่จึงกัดฟันลุกออกมาจากถังสมุนไพร ก่อนจะตั้งท่าสำหรับท่าหมัด
คราวนี้ตาแก่เย่พุ่งเข้ามาตรงๆ เช่นเดิม แต่ความเร็วนับว่าช้ามาก เซิ่งมู่จึงคิดในใจที่ตาแก่จะลดระดับพลังลงคงไม่ได้กล่าวเกินจริง
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงปล่อยหมัดออกไปที่หน้าของตาแก่ ตาแก่เบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อย ก่อนที่เซิ่งมู่จะเปลี่ยนหมัดเป็ฝ่ามือและคว้าที่ท้ายทอยของตาแก่
ตาแก่กลับยังเยือกเย็นคว้าข้อมือของเซิ่งมู่ แล้วรวมพลังปราณบริสุทธิ์ไปที่ศอกก่อนจะตีไปยังข้อพับแขนของเซิ่งมู่ ทำให้ท่าโจมตีของเซิ่งมู่ติดขัด ไม่สามารถที่จะทุ่มตาแก่ลงได้ เซิ่งมู่จึงยกเท้าถีบที่ท่อนแขนของตาแก่เพื่อปลีกตัวออกมาพยายามตั้งหลักใหม่ แต่ตาแก่เย่กลับให้เป็เช่นนั้นไม่ จึงพยายามตามติดร่างของเซิ่งมู่ เซิ่งมู่ที่พยายามออกท่าหมัดหรือท่าเตะก็โดนขัดไปเสียหมดจึงเริ่มใจร้อน หลังวาดเท้าเตะตาแก่อีกรอบ คราวนี้ตาแก่จงใจใช้อกของตนรับเท้าของเซิ่งมู่ก่อนจะใช้ท่อนแขนล็อคข้อเท้าของเซิ่งมู่เอาไว้แล้วเหวี่ยงเซิ่งมู่ไปยังกำแพงบ้าน
เซิ่งมู่ที่ลุกขึ้นมาตั้งตัวได้จึงตั้งลมหายใจ ก่อนจะได้ยินเสียงตาแก่เย่ดังมาว่า
“ต่อหรือไม่?”
เซิ่งมู่พ่นลายหายใจเฮือกใหญ่
“มาอีก!”
ตาแก่เย่ได้ยินจึงยิ้มก่อนจะพุ่งเข้าไปหาอีกรอบ ครานี้เซิ่งมู่ตัดสินใจให้ตาแก่ชกมายังใบหน้าของตน ก่อนที่จะใช้ฝ่ามือซ้ายเบี่ยงวิถีหมัดนั้นออกพร้อมรวบข้อมือของตาแก่ไว้ ตาแก่ที่รู้อยู่แล้วจึงตั้งใจจะเปลี่ยนเป็ท่าฝ่ามือแล้วตบไปยังกกหูของเซิ่งมู่ เพียงแต่คราวนี้เป็ตาแก่เย่ที่หลงกลเซิ่งมู่บ้าง มือที่ตบลงไปของตาแก่กลับเจอมือข้างขวาของเซิ่งมู่ยกขึ้นมากันไว้ ตาแก่เย่จึงโดนเซิ่งมู่ตรึงแขนไว้ก่อนที่จะโดนเซิ่งมู่เหวี่ยงร่างลอยละลิ่วไปไกล จนตาแก่กระแทกฝังตัวเข้าไปกับกำแพงบ้าน
ตาแก่เย่จึงถีบตัวออกมาจากกำแพงก่อนะะเิเสียงหัวเราะ
“คราวนี้ข้าจะใช้พลังระดับเดียวกับเ้า รับมือ!”
เซิ่งมู่ตั้งท่าอีกครั้งก่อนจะะโร้อง
“เข้ามา!!!”
...
เมื่อแสงอาทิตย์เข้าสู่ยามโหย่ว เซิ่งมู่ที่แช่ถังสมุนไพรครบห้าถังแล้ว จึงลุกกระท่อนกระแท่นลากตัวเองไปยังห้องนอนของตนเอง ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงตาแก่ดังไล่ตามหลังมา
“พรุ่งนี้ข้าจะกดระดับให้อยู่ขอบเขตหลอมเส้นเอ็น อย่าลืมเตรียมแผนรับมือด้วย”
เซิ่งมู่จึงได้แต่ยกมือขึ้นโบกอย่างอ่อนแรง วันนี้ทั้งวันตนต่อยตีกับตาแก่เย่ไปมากกว่ายี่สิบครั้ง ถังสมุนไพรที่จากเดิมมีสีเขียวเหม็นหืนกลับเริ่มมีสีแดงฉานพร้อมกลิ่นคาวเืลอยมา ไม่นับครั้งแรกที่ตาแก่เย่ใช้พลังขอบเขตสูง การจะชนะตาแก่เย่ที่กดพลังให้อยู่ในขอบเขตที่หนึ่งใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ส่วนการเอาชนะตาแก่เย่ที่ใช้พลังในขอบเขตที่สองหรือหลอมกระดูกก็ใช้เวลาถึงสองชั่วยามเต็มๆ สิ้นเปลืองถังสมุนไพรไปถึงสี่ถัง จึงจะเอาชนะตาแก่เย่ที่อยู่ขอบเขตที่สองได้หนึ่งครั้ง ยิ่งได้ยินว่าตาแก่เย่จะใช้ขอบเขตสามหรือหลอมเส้นเอ็นมาป้อนหมัดตนในคืนพรุ่งนี้ แค่คิดก็น่าหนักใจแล้ว
หลังเซิ่งมู่ปรับลมหายใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซิ่งมู่ก็หยิบตำราหมื่นอักขระผันแปรที่ได้มาจากลุงอู๋ขึ้นมา
หลังได้ ตำราแม่น้ำและขุนเขา กับ ตำราหมื่นอักขระผันแปร มา กิจวัตรประจำวันของเซิ่งมู่หลังฝึกหมัดเสร็จก็จะใช้เวลากับการทำความเข้าใจโลกมนุษย์และโลกของผู้ฝึกตนผ่านสองตำรานี้ ยิ่งภายหลังต้องแบ่งเวลาไปหาผู้าุโโจวหลิงเอ๋อร์ด้วยทำให้เวลาที่จะอ่านตำราของเซิ่งมู่ลดลง
เซิ่งมู่ที่กำลังอ่านตำราอยู่จึงหันไปมองกระดานหมากล้อมที่เล่นค้างไว้หลายวันแล้ว ก่อนจะถอนหายใจ หากว่าตามใจจริงศาสตร์ที่เซิ่งมู่สนใจมากที่สุดกลับเป็การเล่นหมากล้อม วาดพู่กัน ฝนหมึก เสียมากกว่า
เซิ่งมู่จึงนั่งชันเข่ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดวงจันทร์ที่แขวนบนท้องฟ้า
“หรือข้าควรไปเรียนศาสตร์การฝึกตนดีนะ การฝึกหมัดข้าก็ค่อนข้างชอบ แต่ข้าก็ไม่อยากทิ้งวิชาของปู่เย่ แต่ปู่เย่ก็เคยพูดว่าฝึกหมัดในฐานะผู้ฝึกปราณก็ได้เช่นกัน”
เซิ่งมู่ส่ายหัวไม่หยุด ก่อนจะพึมพำออกมาไม่คิดแล้วๆ ปวดหัว ก่อนจะหันกลับไปนั่งเปิดหน้าตำราต่อ