ตอนที่ 8 อวี๋ฮูหยิน (2)
เซียงฉี่กระตุกมุมปากขึ้นหนึ่งข้าง ไม่เข้าใจว่าใน่เวลาคับขันเช่นนี้ เหตุใดคุณหนูถึงยังคิดถึงเื่อาหารเช้าได้ แต่พอมองดูพวงแก้มอันดูอ่อนเยาว์ของอวี๋เจียวอีกครั้ง นางก็ใจอ่อนระทวยพลันพูดดีๆ กลับไปว่า “คุณหนูเ้าคะ นอกจากฮูหยินจะตั้งใจเผื่ออาหารไว้ให้ คุณหนูไม่อาจร่วมโต๊ะอาหารกับฮูหยินเป็อันขาด คุณหนูในเรือนทั้งสี่คนทุกวันเมื่อเลยยามเหม่า[1] ไปครึ่งหนึ่งก็ต้องไปพบฮูหยินเพื่อคารวะยามเช้า หลังจากนั้นจึงค่อยกลับไปรับอาหารเช้าที่เรือนของตนเอง พวกเราก็เหมือนกันเ้าค่ะ” พอคิดไปคิดว่า นางก็หยิบชาดขึ้นมาแล้วแต้มบางๆ ไปบนใบหน้าของอวี๋เจียว ปากก็ไม่ลืมกำชับว่า “อีกเดี๋ยวพอไปถึงที่นั่น คุณหนูจะต้องใส่ใจอากัปกิริยาของคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองไว้ให้ดีนะเ้าคะ พวกท่านเป็พี่น้องกันปฏิบัติเหมือนกันเข้าไว้จะดีที่สุดเ้าค่ะ” คุณหนูสามเป็ลูกแท้ๆ ของฮูหยิน คุณหนูห้าอายุยังน้อยนัก ผู้ที่พอจะดูเป็ตัวอย่างได้ก็คงจะมีแค่คุณหนูทั้งสอง
เื่นี้ไม่คิดเสียยังดีกว่า ยิ่งคิดสาวใช้ทั้งสองก็ยิ่งหวั่นใจ คุณหนูของตนไม่ได้ออกจากสวนเหมยเป็แรมปีเพราะอี๋เหนียง เมื่อก่อนเื่มารยาทจะปฏิบัติผิดถูกอย่างไรก็หาได้มีใครใส่ใจ แต่ตอนนี้อี๋เหนียงไม่อยู่แล้ว หากฮูหยินคิดจะจับผิดขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า
ว่าไปแล้วสาวใช้ทั้งสองช่างอ่อนประสบการณ์นัก หากอวี๋ฮูหยิน้าจับผิดใครจริงๆ จะเพ่งเล็งแต่เื่มารยาทได้อย่างไร แม้แต่พูดจาเสียงดังเกินไป ก็อาจโดนกล่าวโทษว่าขาดความเคารพได้!
พวกนางจิตใจว้าวุ่นถึงเพียงนี้ หารู้ไม่ว่าจิตใจของอวี๋ฮูหยินก็ขุ่นมัวเช่นกัน
มองดูฮูหยินของตนที่ขมวดคิ้วเป็ปมแน่นด้วยความหดหู่ แม่นมโจวจึงพูดอย่างเอ็นดูว่า “ฮูหยิน เวลายังเช้าอยู่เลย ขึ้นไปพักสายตาบนเตียงสักครู่เถอะเ้าค่ะ”
“ไม่ละ ให้เอนหลังทั้งๆ ที่นอนไม่หลับข้าจะยิ่งอึดอัด” ฮูหยินยกมือขึ้นนวดคลึงบริเวณจอนผม แล้วเบิกตาขึ้นเพียงครึ่งเดียวพลางถามว่า “บอกคนของสวนเหมยแล้วหรือยัง”
“บอกแล้วเ้าค่ะ บ่าวให้อิงอิงไปบอกด้วยตนเอง ได้ยินว่าคุณหนูสี่ยังไม่ตื่น สาวใช้ในเรือนสองคนก็ไม่กล้าออกความเห็น พอได้ยินเข้าก็ขวัญเสียอยู่ไม่น้อย” แม่นมโจวนำเื่ในสวนเหมยมาเล่าให้ฮูหยินฟังเหมือนเป็เื่ตลกขบขัน พลางยื่นฝ่ามืออุ่นๆ ไปนวดคลึงที่จอนผมทั้งสองข้างของฮูหยิน
เมื่อเข้าใจดีว่าแม่นมที่ดูแลนางจนเติบใหญ่อยากให้ตนเองรู้สึกเบิกบานใจ ใบหน้าของอวี๋ฮูหยินก็พลันปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมา หากแต่ว่ารอยยิ้มนั้นไม่ได้ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ หญิงสารเลวคนนั้นไม่เพียงทำลายความสุขที่นางมีอยู่ แต่ยังทำลายสุขภาพร่างกายของลูกชายอีก แล้วตอนนี้สามียังมาพูดไกล่เกลี่ยให้ลูกสาวของหญิงคนนั้น จะให้นางเป็สุขได้อย่างไร
เมื่อย้อนนึกถึง่ที่ตนเองตั้งครรภ์ในปีนั้น ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะสร้างอนาคต ตอนที่รู้ว่าสามีจะรับผิงชี ตนรู้สึกเ็ปรวดร้าวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ พอคิดว่าต้องมัดใจสามีจึงไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของแม่สามีได้ นางต้องอดทนกับความเ็ปแทบขาดใจที่ต้องส่งผู้หญิงเข้าไปปรนเปรอสามีคนแล้วคนเล่า แววตาของอวี๋ฮูหยินแฝงไปด้วยความเคียดแค้นริมฝีปากที่แย้มยิ้มก็พลันบิดเบี้ยวไปด้วย
“ฮูหยินเ้าคะ” ผ้าม่านถูกเปิดออก ิเยียนสาวใช้คนสนิทเดินเข้ามาจากด้านนอก ย่อตัวคำนับพลางพูดว่า “ฮูหยินเ้าคะ อี๋เหนียงทั้งสามคนมารอเข้าพบอยู่ด้านนอกแล้วเ้าค่ะ”
อวี๋เจียวไม่รู้เลยว่า พวกนางยังนับว่าโชคดีกว่าอี๋เหนียงมาก อวี๋ฉางเหวินบิดาของนางต้องเข้าร่วมประชุมเช้าในยามเหม่า แน่นอนว่าต้องออกจากจวนก่อนยามเหม่ามาถึง พวกอี๋เหนียงก็ต้องมาเข้าพบั้แ่ก่อนยามเหม่าเช่นกัน ส่วนพวกนางก็สายไปครึ่งชั่วยามแล้ว ช่างคำนึงถึงพวกนางที่ยังเป็เด็กขี้เซาเสียจริงๆ
แน่นอนว่าเทียบไม่ได้เลยกับคู่แม่ลูกเ้าของร่างเดิม ที่สามารถนอนหลับได้นานจนกว่าจะพอใจ
หากจะดูไปแล้ว อวี๋ฮูหยินก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยโเี้ถึงเพียงนั้น อย่างน้อยดูจากภายนอกก็ไม่เห็นว่าเป็เช่นนั้น ได้ยินว่าเมื่อก่อนตอนที่พวกอี๋เหนียงเพิ่งมาถึง ก็ยังเคยเรียกให้พวกนางเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ แต่วันนี้ฮูหยินท่านนี้ดูไม่สบอารมณ์พอนึกว่าอีกเดี๋ยวจะต้องเห็นหน้าลูกสาวของหญิงชั่วคนนั้น จิตใจก็ยิ่งหดหู่ไร้ชีวิตชีวา นางโบกมือแล้วเอ่ยว่า “ให้พวกนางรออยู่ด้านนอกก่อน”
ิเยียนตอบรับคำ แล้วจึงกลับออกไปถ่ายทอดคำสั่ง นี่คือข้ออ้างงั้นหรือ ฮูหยินไม่อยากพบพวกนางยังจะ้าข้ออ้างอะไรอีก ช่างน่าขันยิ่งนัก!
ไม่รู้ว่าวันนี้จะเจอกับคลื่นลมแรงจากทิศทางไหนอีก อี๋เหนียงทั้งสามคนสบตากันไปมาด้วยความกระสับกระส่ายอยู่หลายครั้ง แล้วจึงนิ่งเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเบิกบานแว่วมาจากประตูเรือน ทั้งสามคนจึงได้สาดสายตาแห่งความหวังไปยังปากประตู
เชิงอรรถ
^ ยามเหม่า คือ ช่วงเวลา 5.00 - 7.00 น.