บทที่ 20 พลังเพิ่มทะลุ
ฝูงชนตะลึงงัน
ใครจะคิดว่าตอนที่กองกำลังโลหิตทมิฬกำลังได้เปรียบ จะมีดาวมรณะหลี่เซี่ยวเฟยโผล่ออกมา
มองไปยังรอบเวทีประลอง
เจ็ดกองกำลังใหญ่ในสลัม ตอนนี้ผู้นำสี่คนถูกหมัดของเขาฆ่าตาย
หวนถึงภาพสยองขวัญเมื่อครู่ หลายคนสงสัยว่าหลี่เซี่ยวเฟยอาจเป็สัตว์ร้ายต่างดาวในคราบมนุษย์ นี่มันทั้งกล้าหาญและโเี้เกินไป
กองกำลังโลหิตทมิฬวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อความเป็ใหญ่ในสลัม พร้อมทั้งกลืนกินกองกำลังอื่น ๆ
เกือบสำเร็จแล้ว
แต่ตอนนี้ เซี่ยจิ้ง เฉินเหวินเสียน และคนอื่น ๆ ถูกฆ่า ผลลัพธ์ที่กองกำลังโลหิตทมิฬเกือบจะได้มาถูกคนอื่นทำลายสิ้น
ส่วนจงหยาง จงหลิง และฉู่อวิ๋นเทียนรวมถึงคนอื่น ๆ จากกองกำลังเมฆา ความคิดของพวกเขาก้าวตามสายตาไม่ทันเสียแล้ว
พวกเขารู้ว่าหลี่เซี่ยวเฟยในตอนนี้แกร่งขึ้น
แต่ไม่คิดว่าจะแกร่งถึงขั้นนี้
คนเดียวสองหมัด ไม่ถึงสิบวินาทีก็สังหารผู้นำกองกำลังใหญ่ทั้งสี่ได้
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ตายจากหมัดคู่นั้นมีมากเกินกว่ายี่สิบคน
เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน
จงหยางขาอ่อนยวบ
ตอนนี้เขาเพิ่งประจักษ์แจ้งว่า แผนการที่เขาคิดจัดการกับหลี่เซี่ยวเฟยในศาลาเมื่อวันนั้นมันช่างไร้สาระสิ้นดี
ส่วนหัวใจของจงหลิงเต้นกระหน่ำ เมื่อตระหนักได้ว่าตนประเมินหลี่เซี่ยวเฟยต่ำเกินไป
แต่… แล้วอย่างไร
รู้จักแต่การต่อสู้และฆ่าฟัน ก็ไม่ต่างจากพวกป่าเถื่อน
ไม่มีวันแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงหรอก
ฆ่าผู้นำทั้งสี่ได้ แล้วฆ่าตู๋กูเชวียได้ไหม?
ฆ่าคนจากตระกูลใหญ่ทั้งห้าอย่างเยี่ยเซียงได้ไหม?
สุดท้ายก็ยังไม่อาจจบเื่ได้อยู่ดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น จงหลิงก็มองหลี่เซี่ยวเฟยบนเวทีสายตาตำหนิ ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรไปยังหมายเลขที่คุ้นเคยและเร่งอีกฝ่ายอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน เยี่ยเซียงจากเขตปกครองพิเศษก็อึ้งกับฉากเมื่อครู่เช่นกัน
เด็กหนุ่มคนนี้ ช่างมีจิตรสังหารที่รุนแรง
และมีวิธีการอันโเี้
ในสลัมมีแต่คนต่ำช้าป่าเถื่อนจริง ๆ
สี่บอดี้การ์ดในชุดสูทดำรีบเข้ามาล้อมเยี่ยเซียงเพื่อคุ้มกันเขาอย่างระมัดระวัง
อีกด้านหนึ่ง
ผู้นำกองกำลังโลหิตทมิฬตู๋กูอี้หลง โกรธจนแทบพ่นไฟ หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง
แต่เขาไม่มีความกล้าที่จะลงมือด้วยตนเอง
ถึงแม้ตนจะครองอันดับสามบนอันดับยอดฝีมือในสลัมมาหลายสิบปี แต่เขาก็คิดว่า หากต้องเผชิญหน้ากับหลี่เซี่ยวเฟยในตอนนี้ เขาคงต้านหมัดที่สองไม่ไหว
‘ไอ้เด็กนั่น มันได้วิชาหมัดมาจากไหน? ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?’
“เ้าลูกชาย ฆ่ามันซะ”
ตู๋กูอี้หลงะโไปยังเวที “ไอ้เด็กนั่น ยังเด็กแต่โเี้ขนาดนี้ เราจะปล่อยให้มันมีชีวิตรอดไม่ได้ ต้องฆ่ามัน กำจัดภัยให้สิ้นซาก”
บนเวที
ตุบ
ตู๋กูเชวียเตะศพของอู่พั่วเทียนให้พ้นทาง
“น่าสนใจ”
เขาพินิจหลี่เซี่ยวเฟยขึ้นลง “ฉันคิดจะเก็บแกไว้เป็ของหวานหลังอาหาร แต่แกดันขึ้นมาขโมยซีนอยากจะมาเป็อาหารจานหลักซะงั้น”
“พูดมาก”
หลี่เซี่ยวเฟยเอ่ย “ไอ้… บ้า… แก… จะสู้มั้ย?”
ตู๋กูเชวียยิ้มเย็น “ฉันยอมรับว่าตอนนี้แกมีสิทธิ์ที่จะต่อสู้กับฉัน เพียงแต่… หึ หึ หลังจากการต่อสู้เมื่อกี้ พลังดวงดาวในตัวแกเหลืออยู่เท่าไหร่กันล่ะ”
“ไม่เกี่ยวกับแก”
หลี่เซี่ยวเฟยลงมือทันที
หมัดสายฟ้าวัชระ
ร่างดุจอัสนี หมัดดั่งสายฟ้าฟาด
ตู้ม!
พลังหมัดราวั
ตู๋กูเชวียหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ยกแขนขวาขึ้น แล้วชกออกไปเช่นเดียวกัน
ด้วยการส่งเสริมของกระดูกสลักอักขระวิเศษ ‘ตั๊กแตนตำข้าวสายฟ้า’ แขนขวาของเขาปกคลุมด้วยสายฟ้าสีน้ำเงิน
เปรี้ยง!
หมัดทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง
แสงไฟสีน้ำเงินอมม่วงและหมัดสีทองเจิดจ้ากระจายไปทั่ว
หลี่เซี่ยวเฟยกระเด็นถอยหลังไปเจ็ดเมตร หลังจากตกลงพื้น เขาก็เซถลาไปด้านหลังอีกเจ็ดแปดก้าวกว่าจะทรงตัวได้ เสื้อผ้าที่แขนขวาฉีกขาดและไหม้เกรียมไปบางส่วน มีอาการชาคล้ายกับถูกไฟดูด
ตรงกันข้าม ตู๋กูเชวียยังนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างกายไม่ไหวติง
ความต่างชั้นปรากฏชัด
ตู๋กูเชวียสะบัดมือขวาเบา ๆ แล้วเยาะเย้ย "กระบวนท่าวิชาหมัดแปลกประหลาดที่แกใช้ มันไร้ผลกับฉัน"
หลี่เซี่ยวเฟยไม่พูดอะไร
ในใจคำนวณถึงความแตกต่างระหว่างตนกับตู๋กูเชวีย
ความต่างระหว่างขั้นกลั่นดาราระดับสามกับขั้นกลั่นดาราระดับหกนั้นกว้างใหญ่ดั่งเหวลึก
เขาใช้ขั้นกลั่นดาราระดับสามขับเคลื่อนหมัดวัชระกระบวนท่าแรก พละกำลังที่ปลดปล่อยออกมาสามารถบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับสี่ได้
แม้จะเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับห้า ก็ยังพอสู้ได้
แต่กลับเทียบผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับหกไม่เห็นฝุ่น
ตู๋กูเชวียแค่นหัวเราะ
"ฉันสังเกตวิชาหมัดของแกแล้ว"
"ถึงจะมีกระบวนท่าเดียวแต่ก็ทรงพลังมาก มีความสามารถในการต่อสู้ข้ามระดับที่หาได้ยากด้วย"
"แต่น่าเสียดายที่ความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของแกยังอยู่แค่ขั้นกลั่นดาราระดับสาม"
"ขั้นกลั่นดาราระดับสามงั้นเหรอ ฮ่า ๆ"
"วิชาหมัดแข็งแกร่ง แต่แกอ่อนแอเกินไป"
"จะใช้หมัดกระบวนท่าเดียวเพื่อเอาชนะฉัน มันเป็ไปไม่ได้หรอก"
"อีกทั้งเมื่อกี้แกฆ่าเซี่ยจิ้ง จวงฮุ่ยหยวน เฉินเหวินเสียนและหงจิ่วเซิง นั่นคงทำให้แกสูญเสียพลังดวงดาวจำนวนมาก"
"หึ ฉันเดาว่าตอนนี้พลังดวงดาวในตันเถียนแกคงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบแล้ว"
"ด้วยสภาพแบบนี้ แกจะใช้กระบวนท่าหมัดได้อีกกี่ครั้งกันนะ"
ตู๋กูเชวียฉีกยิ้มกว้าง
เขาแน่ใจว่าตนเองได้เปรียบอย่างแน่นอน
หลี่เซี่ยวเฟยนิ่งเงียบ
"การต่อสู้วันนี้ แกไม่มีโอกาสชนะแล้ว"
ตู๋กูเชวียค่อย ๆ ย่างกรายเข้าใกล้หลี่เซี่ยวเฟย "มอบคัมภีร์ลับของวิชาหมัดให้ฉัน แล้วฉันจะทำให้แกตายแบบไม่ทรมาน"
หลี่เซี่ยวเฟยสบตากับเขาแล้วแสยะยิ้ม
"อยากได้คัมภีร์ลับวิชาหมัดเหรอ?"
หลี่เซี่ยวเฟยชูนิ้วกลางขึ้น "ตัวร้ายอย่างแกน่ะ กล้าโลภกว่าตัวเอกอย่างฉันซะอีก แต่อย่างว่า... ฉันกลัวว่าแกจะตายซะก่อนน่ะสิ"
ขณะเดียวกัน ในใจก็เรียกกล่องแสงจันทร์
"กล่องแสงจันทร์ เปิดวิหารกาลเวลาให้ฉันที"
วินาทีต่อมา ทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไป
...
วิหารกาลเวลา
มันยังเป็ห้องโถงขนาดมหึมาที่ทั้งอลังการ เงียบสงบและสง่างาม
เมื่อหลี่เซี่ยวเฟยปรากฏตัว เขาสะบัดหมัดแรง ๆ
การวางมาดเย่อหยิ่ง มีราคาที่ต้องจ่าย
นั่นคืออาการาเ็ที่แขน
ซึ่งเป็ผลมาจากกระแสไฟฟ้าจากหมัดของตู๋กูเชวีย
ถึงกระนั้น ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยนี้ก็คุ้มค่าแล้ว
หลี่เซี่ยวเฟยได้ประจักษ์ถึงพลังที่แท้จริงของตู๋กูเชวียด้วยตัวเอง ทำให้เขาสามารถจัดสรรเวลาฝึกฝนได้ในอีกสามสิบวันที่เหลือ
พลังดวงดาวบรรลุสู่ระดับสี่
ต้องเชี่ยวชาญกระบวนท่าหมัดวัชระอีกอย่างน้อยสองในสามกระบวนท่า
ถึงจะมีโอกาสเอาชนะตู๋กูเชวียได้
เวลาไม่คอยท่า
หลี่เซี่ยวเฟยเริ่มฝึกฝนทันที
เขาหยิบขวดยาพลังดวงดาวขวดที่สอง กระดกดื่ม
จากนั้นนั่งขัดสมาธิบนพื้น โคจรเทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำราม ฝึกฝนหลอมรวมพลังของยา
เสียงคำรามกึกก้องของเสือโคร่งดังกระหึ่มไปทั่ววิหาร
เวลาผันผ่านรวดเร็ว
พริบตาเดียวก็ผ่านมาสิบวันแล้ว
ใบหน้าของหลี่เซี่ยวเฟยเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มแห่งความประหลาดใจ
"ฉันก้าวข้ามอีกขั้นแล้ว"
"ความเร็วในการหลอมรวมยาพลังดวงดาวในวิหารกาลเวลาเร็วกว่าเดิม"
"ดังนั้นความเร็วในการบรรลุพลังดวงดาวจึงเร็วกว่าข้างนอกด้วย"
เขาตั้งสมาธิจดจ่อพื้นที่ภายในตันเถียน
เห็นวังวนดาราสี่สายปรากฏอยู่ในตันเถียนหมุนวนอย่างรวดเร็วดุจพายุหมุนขนาดเล็ก
ขั้นกลั่นดาราระดับสี่!
เพียงสิบวันก็บรรลุสู่ขั้นกลั่นดาราระดับสี่
จากระดับสามไปถึงระดับสี่ย่อม้าพลังงานมากยิ่งขึ้น
ครั้งนี้ใช้พลังงานจากยาพลังดวงดาวขวดที่สองจนหมดจึงจะบรรลุได้
หลี่เซี่ยวเฟยดื่มยาพลังดวงดาวขวดที่สามโดยไม่ลังเล
แล้วหลับตาฝึกฝนต่อไป
ผ่านไปอีกห้าวัน
พลังของยาพลังดวงดาวขวดที่สามถูกกลั่นจนหมด
ในที่สุดก็ไปถึงจุดสูงสุดของระดับสี่
เขาตีเหล็กตอนที่ยังร้อนอยู่ ดื่มยาพลังดวงดาวขวดที่สี่
เวลาก็ผ่านไปอีกห้าวัน
ตู้ม!
พลังดวงดาวอันยิ่งใหญ่ะเิโดยมีหลี่เซี่ยวเฟยเป็จุดศูนย์กลาง
บนใบหน้าเขาปรากฏเค้าความยินดี
ภายในตันเถียน ปรากฏวังวนดาราจุดที่ห้า
ขั้นกลั่นดาราระดับห้า
เวลาผ่านไปยี่สิบวัน พร้อมยาพลังดวงดาวสามขวด
ในที่สุดก็บรรลุจนถึงขั้นกลั่นดาราระดับห้าอย่างรวดเร็ว
"รากฐานของร่างกายนี้น่ากลัวกว่าที่คิดซะอีก"
หลี่เซี่ยวเฟยประจักษ์แจ้ง
ไม่แปลกใจที่จงหยวนซานได้กล่าวทิ้งไว้ในวิดีโอว่า ร่างกายนี้เป็อัจฉริยะด้านการฝึกวรยุทธ์ที่หาได้ยากในยุคนี้
เพียงแต่หลี่เซี่ยวเฟยคนก่อนมีพลังจิตไม่เพียงพอ โง่เขลามาั้แ่กำเนิด และยังไร้ไหวพริบ จึงทำให้ความก้าวหน้าในการฝึกฝนเชื่องช้า
ทำให้จงหยวนซานต้องใช้เวลาเกือบสิบปีในการขัดเกลาและสร้างรากฐานให้กับเขาทีละน้อย
เหมือนกับรถสปอร์ตที่มีสมรรถนะดีเลิศ แต่เครื่องยนต์กลับเป็เครื่องยนต์ขนาดเล็ก จะขับเต็มขีดจำกัดความเร็วได้อย่างไร
ทว่า ณ ตอนนี้ หลี่เซี่ยวเฟยที่มีไหวพริบเป็เลิศเข้ามาร่างกายนี้ ดั่งรถสปอร์ตได้เครื่องยนต์อันทรงพลังที่เหมาะสมกับมันเสียที
‘ฉันกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะแล้ว’
หลี่เซี่ยวเฟยพูดกับตนเองเงียบ ๆ ในใจ
"จากการทดสอบครั้งก่อน หากอยู่ขั้นกลั่นดาราระดับห้า แค่กระบวนท่าหมัดสายฟ้าวัชระก็เอาชนะตู๋กูเชวียได้แล้ว"
"แต่เพื่อให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องฝึกฝนกระบวนท่าที่สองด้วย"
หลี่เซี่ยวเฟยหยุดการยกระดับพลังดวงดาวชั่วคราว แล้วเริ่มฝึกฝนหมัดวัชระกระบวนท่าที่สอง ‘ค้อนวัชระะเิฟ้า’
เวลาผ่านไป
หลี่เซี่ยวเฟยฝึกฝนอย่างหนัก
ในวันที่ยี่สิบเอ็ด เขาคุ้นเคยกับกระบวนท่าค้อนวัชระะเิฟ้า
ในวันที่ยี่สิบห้า เขาเข้าใจวิธีควบคุมพลังดวงดาวของค้อนวัชระะเิฟ้า
วันที่สามสิบ ในที่สุดเขาก็เข้าใจกระบวนท่าค้อนวัชระะเิฟ้าทั้งหมด และหลอมรวมเข้ากับกระบวนท่าแรกอย่างหมัดสายฟ้าวัชระ
แก่นแท้ของกระบวนท่านี้ อยู่ที่การสั่นะเืพลังด้วยความถี่สูงฉับพลัน ซึ่งทำให้มีพลังทำลายล้างที่รุนแรง
พลังทำลายล้างมากกว่าหมัดสายฟ้าวัชระถึงห้าเท่า
และในเวลานี้ ขีดจำกัดเวลาสามสิบวันของวิหารกาลเวลาก็มาถึงแล้ว
หลี่เซี่ยวเฟยปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด
"ยอดเยี่ยม ถึงเวลาไปฆ่าตู๋กูเชวียแล้ว"
เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง