เนตมองดูหน้าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆก่อนที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนผืนหนึ่งออกมา เธอซับไปที่ใบหน้าของเขาแล้วตามด้วยกุมมือของแทนที่กำลังกุมพวงมาลัยรถเอาไว้...มือที่สั่นอยู่ไม่มากนักแต่ก็พอสังเกตได้หลังจากนั้นเสียงหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นเบาๆ
“พยายามหน่อยนะฉันรู้ว่านายทำได้ ผู้ชายที่ฉันรักเป็นคนเข้มแข็ง เขาต้องผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้...”
แทนซึ่งกำลังจ้องไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ได้ตอบอะไรเขายังคงจ้องไปบนท้องถนน มือสองข้างกุมพวงมาลัยรถไว้แน่น แรงสั่นจากพื้นผิวถนนและเครื่องยนต์ที่กำลังทำงานรู้สึกได้ตลอดเวลา
“นายทำได้แทน...” เนตย้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นเธอก็หยิบเครื่องเล่นแผ่นซีดีที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นของโบราณและหายากมากออกมาหูฟังด้านหนึ่งเธอใส่ไปที่หูของตัวเอง ส่วนอีกข้าง...เธอจัดการใส่มันไว้ที่หูของแทน
“เธอคือความฝัน...ในใจฉันเพียงความฝัน ที่แสนไกล
ดั่งคว้าดาว บนฟ้าไกลไม่มั่นใจจะคว้า...
เปรียบดั่งดอกไม้แห่งความหวัง มีความฝันที่กว้างใหญ่
หากแม้เธอเพียงเข้าใจฉันมั่นใจสักวัน...”
เสียงเพลงดังเอื่อยความเร็วของรถยนต์ที่เมื่อสักครู่ยังขึ้นๆ ลงๆ เริ่มคงที่อยู่ที่ราว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางที่ทอดยาวไปด้านหน้าเป็นทางตรงเสียส่วนมากไม่ได้มีความคดเคี้ยวเลี้ยวลดอะไรนักในยามปกติผู้คนจะใช้เส้นทางสายนี้สัญจรไปยังภาคตะวันออกอย่างสะดวกสบายแต่มันไม่ใช่กับแทนในตอนนี้เขาไม่เคยขับรถออกมานอกเขตกรุงเทพนับตั้งแต่วันนั้น...วันที่เกิดหิมะตกครั้งสุดท้ายในเมืองไทย
เวลาเกือบสองชั่วโมงเป็นเวลาที่เนิ่นนานสำหรับแทนทุกนาที ทุกวินาที ทุกๆ จังหวะลมหายใจที่ผ่านไปมันช่างยากลำบาก แทนเจ็บแปลบที่แขนซ้ายในสมองของเขามีภาพต่างๆ แทรกเข้ามาตลอดเวลา ภาพของถนนที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนของรถยนต์คราบน้ำมัน กลิ่นไหม้ เสียงไซเรนที่ดังมาจากหน่วยกู้ภัย สัมผัสที่ดึงตัวเขาให้ออกจากซากรถยนต์ที่พลิกคว่ำและภาพตัวของเขาเองที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้น
“แทน...” เสียงเรียกของหญิงสาวทำให้เขาหลุดจากภวังค์ “เข้าเขตจอมเทียนแล้วล่ะ” เสียงของเนตพูดออกมาเมื่อรถที่แทนขับผ่านจากเขตพัทยาเหนือสู่เขตจอมเทียน
“หะ...นี่จอมเทียนแล้วหรอ” แทนพูดก่อนจะหันไปมองรอบตัว สถานที่ซึ่งเขากำลังขับอยู่ในตอนนี้เป็นสถานที่ซึ่งแทนกับเนตมากันเป็นประจำในสมัยก่อนแต่หลังจากวันนั้น...วันที่เกิดเรื่องขึ้นแทนก็ไม่ขับรถออกจากกรุงเทพด้วยตัวเองอีกเลย
หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับคนขับรถจำเป็นของเธอ“นายทำได้นะแทน เรื่องที่มันเกิดขึ้นถึงนายจะผิดหรือนายจะไม่ผิด มันก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วหน้าที่ของนายตอนนี้ก็คือใช้ชีวิตอยู่ ใช้มันให้สมกับความหวังที่พ่อ แม่และพี่ชายของนายมีให้”
เมื่อได้ยินที่เนตพูดมือของแทนก็สั่นไปวูบหนึ่งมันทำให้รถยนต์เบี่ยงไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาในทิศทางเดิม “เราจอดที่ร้านนี้เลยก็แล้วกัน”แทนซึ่งดูเครียดมากบอกกับหญิงสาวที่มากับเขาพร้อมกับเลี้ยวรถเข้าไปจอดในร้านอาหารริมทะเล
หลังจากนั้นทั้งสองก็ลงจากรถก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอาหารที่ว่าเสียงคลื่นได้ยินมาเป็นจังหวะ ลมทะเลพาไอร้อนจากแสงแดดมากระทบกับร่างของคู่รักบนผิวทะเลมีเครื่องเล่นวิ่งเหนือระลอกคลื่น ผู้คนสนุกสนานอยู่ที่ในน้ำและบนชายหาดแทนและเนตเดินขึ้นไปยังชั้นสองของร้านอาหารสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ โต๊ะกระจกใสเก้าอี้สานสีฟ้าเหมือนกับสีของร้านยังว่างราวกับรอให้ทั้งสองมาจับจอง
พนักงานมารับรายการอาหารก่อนจะเดินออกไปปล่อยให้ทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกันตามลำพัง เนตยกมือขวามาลูบแขนอีกข้างของตัวเองลมร้อนที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่งทำให้ผิวของเธอรู้สึกระคายเคือง แทนมองหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม...ความเครียดและกังวลของเขาเริ่มจางไป
“เธอนี่ก็น้า...เหมือนเดิมไม่มีผิดไปไหนมาไหนไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าจะเจออะไรบ้าง เสื้อคลุมสักตัวก็ไม่เอามา” ชายหนุ่มพูดขึ้น
เนตหันมาจ้องหน้าแทนก่อนจะขมวดคิ้วใส่“ฉันเอามา...นายนี่ก็นะ ได้โอกาสก็ว่าฉันเลยเสื้อฉันอยู่ในเป้ที่อยู่ในรถนายน่ะ!” เธอทำสีหน้าไม่พอใจ
“อ่ะๆๆๆ ฉันขอโทษที่ว่าเธอนะ” แทนพูดก่อนจะมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าแล้วหัวเราะขำ “เอานี่ไปก็แล้วกันซักแล้วไม่ต้องห่วง”เขาพูดพร้อมกับถอดเสื้อนอกแขนยาวของตัวเองออกก่อนจะเดินมาคลุมให้หญิงสาวตรงหน้า
เนตยิ้มเขินแต่สีหน้าของเธอนั้นมีความพอใจปรากฏชัดเจน “ทำอะไรของนายน่ะ...” เธอพูดแต่ก็รับเสื้อของแทนมา
แทนเดินกลับไปนั่งในที่ของเขาก่อนจะทอดสายตาออกไปในทะเล“นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้นั่งด้วยกันอย่างนี้”เขาพูดขึ้น “ฉันชอบนั่งอยู่กับเธอ...”
สีหน้าของเนตเปลี่ยนไปทันทีแต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา แทนที่มองเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของคู่สนทนาขมวดคิ้วก่อนจะถามขึ้น
“เธอยังโกรธเรื่องที่ฉันยกเลิกงานหมั้นอยู่อีกเหรอตอนนั้นพ่อของฉันมาบอกฉันว่าจะจัดงานที่ว่า ฉันไม่รู้ว่าเป็นเธอนะ วันนั้นฉันเลยไปจ้างผู้หญิงคนนั้นมาแกล้งเป็นคนที่ฉันจะแต่งงานด้วยน่ะ” แทนพูดออกไป
“น้ำเน่า...น้ำเน่ามากนี่นายคิดว่าฉันโง่ขนาดไม่รู้จักนายเลยหรือไงนายคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านั่นน่ะแค่แผนงี่เง่าของนาย”เนตเสียงเข้มขึ้นทันที “นายน่ะไม่เคยนอกใจหรอกถึงนิสัยนายจะแย่แค่ไหน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ฉันไว้ใจนายที่สุด” เธอพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มลางเลือน
“อะไร...หาว่าฉันหลงเธอหัวปักหัวปำเรอะ!แหม...แม่คนสวย” แทนพูดลากเสียง
“ไม่ได้สวยหรอกแล้วก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าคนอื่นด้วย” เสียงหญิงสาวตอบออกมา
“ว่าแต่เธอไม่ได้โกรธฉันเรื่องนั้นแล้วทำไมถึงไม่พูดกับฉันล่ะตั้งแต่วันนั้น...วันที่...” แทนไม่ได้พูดต่อไป
“นายผิดแล้วฉันไม่ได้ไม่พูดกับนายตั้งแต่วันที่พี่แผ่นดินตาย” เนตเสียงเข้ม“ฉันไม่พูดกับนายก็เพราะว่าฉันโกรธที่นายไม่รักชีวิตตัวเองฉันไม่พูดกับนายตั้งแต่วันที่นายขับรถไปคว่ำอยู่บนมอเตอร์เวย์ต่างหากล่ะ” เสียงเธอถึงแม้จะเรียบ แต่ฟังดูมีอารมณ์ไม่พอใจเจืออยู่ชัดเจน
“ทำไมเธอจะต้องไม่พูดกับฉันด้วย” ชายหนุ่มถามออกไปแต่เขาหลบตามองออกไปทางทะเล
“แทน...” หญิงสาวเรียกชื่อผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าของเธอ “นายคิดว่าฉันไม่รู้เหรอเราคบกันมากี่ปีแล้ว ทำไมฉันจะไม่รู้จักนาย”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เธอหมายความว่ายังไงกันฉันไม่เข้าใจ” เขาพูดพร้อมกับหลบสายตา
“รถนายไม่ได้เกิดอุบัติเหตุนายจงใจใช่ไหม...นายจงใจจะตายตามพี่แผ่นดินใช่ไหมล่ะ” เสียงของเนตสั่นเครือดูเหมือนการจะเอ่ยคำพูดนี้ออกมาทำให้เธอรู้สึกปวดร้าว
แทนนิ่งไปเมื่อได้ยินคำพูดที่หญิงสาวเอ่ยออกมาเขาไม่โต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งหญิงสาวที่เหมือนจะมีน้ำตาคลออยู่พูดต่อไป
“แทน...นายอาจจะผิดที่วันนั้นนายขับรถไม่ระวังนายอาจจะผิดที่แย่งพี่แผ่นดินขับนายอาจจะผิดที่รู้ว่าจะเดินทางแต่ไม่เตรียมร่างกายให้พร้อม แต่...” เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง “แต่การที่นายตายไปไม่ได้ช่วยให้พี่ชายนายฟื้นขึ้นมาสิ่งที่นายควรทำคือตั้งใจใช้ชีวิตของนายแทนส่วนของพี่แผ่นดิน ดูแลพ่อแม่นายให้ดีดูแลตัวนายเอง และคิดถึงใจคนที่เป็นห่วงนายอย่างฉันบ้าง ไม่ต้องมากก็ได้แต่ให้คิดถึงฉันบ้าง” เสียงสั่นระบายความในใจของเธอออกมา
คราวนี้แทนหันขวับกลับมามองหน้าเนตทันที“พ่อกับแม่ก็แค่แกล้งทำเป็นรักฉัน ตอนนี้ทุกคนเกลียดฉันที่ทำให้พี่ดินตายไม่มีใครคาดหวังหรือมาสนใจฉันหรอก” เสียงตัดพ้อตอบกลับมา
“นายจะบอกว่านายตายๆไปเสียแล้วทุกคนจะพอใจอย่างนั้นใช่ไหม ใครล่ะที่จะพอใจ พ่อกับแม่นายหรือเขาจะต้องดีใจใช่ไหมที่ต้องเสียลูกชายอีกคนที่เหลืออยู่ไป หรือว่าฉัน...ฉันต้องดีใจใช่ไหมแทนหากนายไม่อยู่แล้ว ฉันต้องดีใจใช่ไหมที่ผู้ชายคนเดียวที่ฉันรักต้องตายไปต่อหน้าคนอื่นนายก็ทำร่าเริง นายกลบเกลื่อนตัวตนของตัวเองที่รู้สึกผิดอยู่ข้างในนายทำตัวบ้าๆ บอๆ เพื่อให้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องจริงจัง ไม่ต้องคิดถึงเรื่องในความเป็นจริง...” เธอพูดพร้อมกับส่ายหน้าไปมา “ฉันไม่ว่านายนะแทนคนเราเมื่อเจ็บเกินกว่าจะทนไหวก็ต้องหลบก็ต้องหนี แต่มันไม่ใช่ตลอดไป มันจะต้องมีเวลาที่เรารู้สึกตัวสักทีว่าเราพร้อมจะเผชิญสิ่งต่างๆพร้อมกับยอมรับความผิดและสิ่งที่เราต้องเผชิญต่อไปแล้วอีกอย่าง...นายจำไว้เลยว่าพ่อแม่นายรักนายที่สุด...ฉันยืนยัน”
“เธอไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า” แทนพูดเสียงเข้มเขาหลับตาลงพร้อมกับนึกไปถึงเรื่องในอดีตนึกถึงวันที่เขายังอยู่ในช่วงเวลาที่ทำอะไรไม่คิดวันนั้นเขาและพี่ชายที่เขารักกำลังกลับจากนิคมอุตสาหกรรม แทนเป็นคนขับให้พี่ชายของตัวเองที่ชื่อแผ่นดินนั่งและในขณะนั้นก็มีรถสปอร์ตหรูคันหนึ่งขับแซงเขาไปแทนที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นรู้สึกว่าเขาจะแพ้ไม่ได้แม้พี่ชายของเขาจะห้ามอย่างไรชายหนุ่มก็ไม่ลดละที่จะเพิ่มความเร็วของรถขึ้นเรื่อยๆเขาเร่งความเร็วรถขับเคี่ยวกับรถสปอร์ตสีดำที่ราคาไม่ได้หนีไปจากรถที่เขาและพี่ชายใช้อยู่เลยและในที่สุด...แทนก็แซงขึ้นหน้ารถคันที่ว่าได้สำเร็จ
เขาดีใจที่สามารถชนะคู่ต่อสู้ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างสะใจ แต่ในวินาทีนั้นก็มีบางอย่างทะลุกระจกหลังของรถที่เขาขับอยู่...กระสุนปืนจากรถคันที่เขาแซงขึ้นมาพุ่งเข้าใส่จากด้านหลังกระสุนปืนจากรถสปอร์ตสีดำที่ไม่ได้สวมป้ายทะเบียนคนขับในรถคันนั้นอารมณ์ร้อนกว่าแทน กระสุนที่ถูกยิงมาตรงเข้าแขนซ้ายของเขาหนึ่งนัดมันทำให้แขนที่เขาใช้บังคับรถอยู่เสียหลัก รถสร์ตความเร็วสูงพุ่งลงข้างทางและพลิกคว่ำเขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อทีมกู้ภัยมาถึง และกว่าที่จะรู้ว่าพี่ชายที่เป็นเหมือนตัวอย่างในความดีทุกๆด้านของเขาเสียชีวิตไปแล้ว ก็เป็นช่วงสายของวันถัดมา...วันที่โทรทัศน์ออกข่าวว่าในกรุงเทพมีหิมะโปรยตัวลงมาจนทั้งเมืองสีขาวโพลน
“โกรธแล้วล่ะสิเสียงนี้ใช่นายคนเดิมเลยนะ” เสียงของเนตทำให้แทนหลุดจากภาพเก่าๆอีกครั้ง เธอพูดก่อนที่จะลุกขึ้นยืน เธอเดินมาอยู่ทางด้านหลังของแทนซึ่งนั่งตัวตรงกำมือทั้งสองข้างไว้แน่นสองแขนของหญิงสาวโอบกอดชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สานสีฟ้าหม่นแขนทั้งสองข้างโอบกอดไปที่ร่างของเขาอย่างนุ่มนวล เธอก้มตัวลงแนบใบหน้าไว้กับไหล่ที่สั่นเทาของชายในอ้อมกอดหลังจากนั้นเสียงกระซิบเบาๆ ก็ดังขึ้น
“แทน...นายต้องเข้มแข็งนะชิวิตที่เหลืออยู่ถ้านายคิดว่าไม่มีใครสนใจฉันอยากให้นายรู้ว่าฉันยังอยู่กับนายเสมอ...” เสียงเธอเริ่มสั่นพร่า “ฉันขอนายแค่อย่างเดียวอย่างเดียวจริงๆ...ฉันขอนายแค่นั้น” เธอยิ้มแม้จะมีน้ำตาไหลผ่านแก้มให้รู้สึกร้อนผ่าว“นายอย่าทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นอีกนะ นายอย่ามาตายหนีฉันไปสินายสัญญากับฉันได้ไหมแทน ว่าเราจะอยู่ด้วยกัน นายจะกุมมือฉันและยิ้มให้ฉัน แม้นายจะเจ็บปวดก็ขอให้นายอยู่กับฉัน...ได้ไหม”
ชายหนุ่มยังนิ่งอึ้งเขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย “แทน...ทุกคนรักและเป็นห่วงนายนะแค่นายไม่มองดูเท่านั้นเอง พ่อ แม่ ฉัน พวกเราห่วงนาย แล้วตอนนี้นายก็มีเพื่อนๆที่อยู่ในเกมนั่นอีกล่ะ พี่เอ็ด บลานซ์ นิกกี้ ลินยังมีอีกหลายๆคนดีใจที่มีนายอยู่นะ นายจะหลบอยู่ในเกมสักพักก็ได้ แต่ฉันหวังว่าสักวันนายจะเข้มแข็งเหมือนเดิมเป็นแทนคนเดิมที่ฉันรักเสมอมา” เนตพูดขณะที่สองแขนกอดร่างของชายตรงหน้าแรงขึ้นอีกพนักงานร้านซึ่งกำลังจะนำอาหารมาที่โต๊ะหยุดฝีเท้าลงเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเขารอเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ระยะไกลออกไป
แทนเอื้อมมือไปกุมมือของหญิงสาวที่กอดเขาไว้ก่อนจะถามออกมา“แล้วแทนไทยในตอนนี้ล่ะ”
เนตส่ายหน้าไปมาขณะที่เธอแนบแก้มไว้บนไหล่ของเขา“ฉันก็ยังรักเขาเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ฉันสงสารเขามากกว่า” ในตอนนี้น้ำตาของเธอซึมไปบนไหล่เสื้อสีขาวที่แทนสวมใส่อยู่
ชายหนุ่มส่ายศีรษะไปมาก่อนจะอื้อมมือมาลูบไปบนเส้นผมของหญิงสาวที่เขารัก“ฉันนี่มันแย่จริงๆ นะ ทำให้เธอต้องเป็นห่วง ทำให้เธอร้องไห้...ขอโทษนะเนต”เขาพูดพร้อมแต้มรอยยิ้มไปบนใบหน้าของตัวเอง “ฉันจะเล่าให้เธอฟังตอนนี้กลุ่มของฉันมีคนญี่ปุ่นด้วยนะชื่ออายะกับทากะ”แทนพูดขึ้น
“หืม...” เนตทำเสียงแปลกใจ
“ฉันมีเพื่อนเพิ่มอีกสองคน”
เนตเงยหน้าขึ้นเธอยิ้มให้กับชายตรงหน้าอย่างจริงใจ “ดีใจด้วยนะ...” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังที่ข้างหู ใบหน้าของเธอเปื้อนยิ้ม “ฉันดีใจที่เป็นคนทำให้นายเข้าไปเล่นในเกมนี้โลกสมมุติที่นายจะตายสักกี่ครั้งก็ได้ ที่ที่นายจะได้ใช้เวลาหลบจากโลกของความจริงเพื่อค้นหาตัวตนจริงๆของนายที่หลบอยู่ลึกๆ”
“เนต...”แทนเรียกชื่อของหญิงสาวที่โอบกอดเขาไว้จากด้านหลัง “ขอโทษขอบใจ ขอบใจและขอโทษ” เขาพูดวนไปวนมา
เนตยืดตัวตรงพร้อมกับปล่อยมือที่โอบกอดเขาไว้“บ้า...นายพูดอะไรวกไปวนมาอยู่ได้”เธอพูดก่อนจะหัวเราะทั้งน้ำตา
แทนหันมายิ้มกับหญิงสาวคนเดียวที่เขารักครั้งนี้เขาเอื้อมมือโอบกอดเธอไว้ก่อนจะพูดออกมา “ขอโทษที่ทำให้เธอเป็นห่วงมาตลอดและขอบคุณ...ที่รักฉัน” เสียงพูดชัดเจนแต่แววตาของคนพูดชัดเจนยิ่งกว่า เสียงนั้นแผ่วเบาทว่าจริงใจ ไม่ยืดยาวทว่าหนักแน่นเขากำลังขอบคุณผู้หญิงที่รักเขา...และเป็นคนที่เขารัก
“บ้า...ใครรักนาย...นายพูดเองเออเองทั้งนั้น” เสียงเนตพูดออกมาด้วยความรู้สึกเขิน
“เอาเป็นว่าฉันพูดเองก็ได้...แต่ตอนนี้ฉันตัดสินใจแล้วฉันจะใช้ชิวิตของฉันเองทดแทนชีวิตพี่ดิน ฉันจะมีชีวิตอยู่ในส่วนของเขาด้วยแต่ขอเวลาฉันอีกหน่อย ขอให้ฉันได้มีความกล้าเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยกล้าที่จะเผชิญและยอมรับความผิดที่ตัวฉันเองก่อไว้...ขอเวลาฉันอีกนิดนะเนต”
เนตยิ้ม เธอพยักหน้ารับ “ฉันมีเวลาให้กับนายเสมอล่ะถ้านายยังมีชีวิตอยู่ใจฉันเป็นเหมือนกับเพลงนี้ เพลงเก่าๆ ที่เราเคยฟังด้วยกันยังไงล่ะ...” เมื่อพูดจบเธอก็เอื้อมมือหยิบเครื่องเล่นซีดีเก่าแก่เครื่องเดิมขึ้นมาเธอสวมหูฟังข้างหนึ่งไว้กับหูของตัวเอง ส่วนอีกข้างสวมเข้ากับหูของผู้ชายที่ยืนจ้องมองเธออยู่...
“ในใจไม่เคยมีผู้ใด...
จนความรักเธอเข้ามา ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส
ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเมตตา
เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไปบนโลกที่โหดร้าย...เหลือเกิน”
เสียงเพลงดังแผ่วเบาชายหนุ่มหลับตาลงพร้อมรอยยิ้ม ยิ้มที่ยังหม่นหมองอยู่บ้างแต่ยังมีความหวังผสมอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันสายลมอุ่นๆ ที่พัดเชื่องช้าค่อยๆ พาความโศกเศร้าให้จางหายไป พัดพาความผิดบาปให้จางลงจากหัวใจพัดพาความอบอุ่นให้หวนกลับคืนมาสู่หัวใจของชายหนุ่มที่ตั้งใจจะเริ่มต้นสิ่งใหม่จากความผิดเก่าในชีวิต...
จากบทเพลงในอดีต...ที่คิดถึง
เพลงเธอคืนความฝัน...วงพราวเพลง กันและกัน...วงฟลัวและ เพลงก่อน...วงโมเดินร์ด็อก