ตอนที่ 42: ค่ายกลหน้าไม้และดินระเบิด
แสงแดดยามสายทอประกายลอดผ่านหมู่เมฆาครึ้มสีเทาที่แผ่ขยายเต็มท้องนภา ลมเขาพัดกรรโชกหอบเอาลมอุ่นปะทะกับไอเย็นชื้นของผืนดินโคลนแดงรอบแนวป้องกันผาหินทิศตะวันตกของค่ายป่าไผ่ เสียงกลองศึกดินและเสียงตีเกราะเคาะไม้ไผ่หนาดังระรัวส่งสัญญาณเตรียมพร้อมรบก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขาและหอมกลิ่นป่าไผ่แห้ง บรรยากาศรอบด้านอบอวลไปด้วยความคึกคัก ฮึกเหิม ทว่าแฝงไปด้วยความตึงเครียด วิตกกังวลในดวงตาของพี่น้องชาวบ้านค่ายป่าไผ่ที่ต้องจับอาวุธหน้าไม้กลและดาบสั้นขึ้นเผชิญหน้าศึกสงครามใหญ่หลวงต้านกองทัพหลวงเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา บางคนมือสั่นเทาขณะจับมีดดาบลับคม บางคนมองหน้ากันพลางกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ด้วยความหวาดประหวั่นลึกๆ ในอก ทว่าพวกเขาก็จำต้องแข็งใจเพื่อปกป้องครอบครัวและที่ดินผืนสุดท้าย
เป้า ขุนศึกหนุ่มหัวหน้าค่ายรบคนใหม่ในชุดกางเกงขาก๊วยสีทมิฬเนื้อหนา เปลือยอกกว้างสีทองแดงตึงเปรี๊ยะ ยืนเด่นสง่าอยู่บนขอบโขดหินผาสูงชันพิกัดด่านหน้า คอยกวาดสายตาคมกริบชี้นำตำแหน่งสั่งการชาวบ้านฉกรรจ์ในการจัดกำลังแนวรับอย่างสุขุมรอบคอบ ดุดัน และเด็ดเดี่ยว แสงแดดสะท้อนมัดกล้ามแกร่งตึงของพลังระดับสามที่เพิ่งทะลวงข้ามขีดจำกัดใหญ่จากการบ่มเพาะร่วมรักประสานใจกับมะลิเมื่อคืนวานอย่างแนบแน่น
ตรงบริเวณหน้าผาลาดชันทางแคบเบื้องล่าง แม่หญิงมะลิในชุดผ้าแถบสีเข้มรัดกุมกำลังคุมหน่วยวางสายชนวนดินระเบิด นำทางทหารบ้านขุดดินลึกฝังหีบไม้ดินประสิวสีดำและตระเตรียมโยงสายเถาวัลย์ป่าเชื่อมกับทุ่นระเบิดหินที่วางแฝงดักไว้ตามซอกหินแคบอย่างแน่นหนาและเงียบเชียบเพื่อพรางตาข้าศึกที่จะเคลื่อนผ่านช่องทางแคบนี้
"พี่น้องทุกคนระวังความชื้นเหนอะหนะที่ดินโคลนด้วยหนาเจ้าคะ! ตรวจสอบสายเถาวัลย์ขึงชนวนไฟให้แห้งสนิทตามจุดที่ข้าทาเคลือบน้ำมันดินเอาไว้ หากกองทัพข้าศึกย่างเท้าก้าวเข้ามาในระยะเขตด่านป่าทิศตะวันตก จะได้ดึงชนวนระเบิดถล่มทลายสะเก็ดหินคมกริบบบดขยี้พวกมันให้สิ้นซากทีเดียว!" มะลิประกาศสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ว่องไว ประณีตสมเป็นอดีตสายลับหน่วยสังหารฝีมือเยี่ยมยอดไร้เทียมทาน
ขณะเดียวกัน บนหอสังเกตการณ์ไม้ไผ่หนาสูงชันทิศตะวันตก แม่หญิงชงโคทำหน้าที่จัดระเบียบแนวปืนไฟและแนวหน้าไม้กลดัดแปลงย่อยอย่างเคร่งครัด นางคอยมองเป้าสามีรักด้วยแววตาห่วงใยทว่าเปี่ยมล้นด้วยความภูมิใจที่เห็นเขาขึ้นนำทัพป้องบ้านเกิด ชงโคแอบเปรียบเทียบในใจถึงบิดาจอมกบฏทรยศหักหลังผู้คนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน กับเป้าผู้เป็นสามีที่ยอมใช้แผงอกต้านรับคมหอกคมกระสุนปืนเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา ชงโคสั่งการให้ทหารบ้านหนุ่มๆ จัดเตรียมจุดไฟตะเกียงน้ำมันสำรองเพื่อใช้เป็นชนวนล่อลวงยิงปืนไฟคาบศิลา และจัดแบ่งชาวบ้านประคบประคองประจำตำแหน่งแท่นหน้าไม้กลยักษ์ที่เป้าและมะลิร่วมกันดัดแปลงย่อยให้สามารถกวัดแกว่งระดมยิงศรเหล็กกล้าแหลมคมอาบน้ำมันดินเหนียวหนับได้ทีละสิบนัดติดต่อกันอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างแนวกระสุนบดขยี้เกราะม้าศึกของศัตรูไม่ให้ล่วงเกินเข้ามา
"ทุกคนกุมสติสัมปชัญญะและสมาธิให้มั่นคงที่สุด! ยึดสายเหนี่ยวรั้งไกหน้าไม้ไว้ให้ดี หากพี่เป้ายังไม่สะบัดดาบส่งสัญญาณธงสีชา ห้ามผู้ใดลั่นไกปืนไฟหรือปล่อยศรหน้าไม้เด็ดขาด! พวกเราต้องรักษาเสบียงดินปืนกระสุนปืนและลูกศรไว้ถล่มพวกมันในระยะประชิดเพื่อหวังผลบดขยี้สูงสุดในคราวเดียว!" ชงโคกู่ร้องเตือนสติทหารบ้านหนุ่มๆ แววตาคู่งามฉายชัดความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเคียงข้างขุนศึกหนุ่มคู่ชีวิตอย่างไร้ความกลัวเกรงภัยสงครามใดๆ ยามนี้ความกังวลเรื่องพ่อผู้ใหญ่กบฏถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงแค้นรบ
ส่วนที่แนวหลังเรือนพยาบาลกระท่อมหลังค่ายป่าไผ่ แม่หญิงกระดังงาตระเตรียมเรือนพยาบาลสนามอย่างประณีต คัดสรรขวดน้ำมันสมุนไพรนวดลดบวมลดปวด รากไม้ป่าห้ามเลือด ยาประสานกระดูกที่นางตั้งใจเคี่ยวปรุงเมื่อวาน และผ้าพันแผลสะอาดเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย คอยเฝ้าสวดภาวนาขอพรเทวดารวมถึงพระแม่โพสพคุ้มครองเป้าและทหารบ้านทุกคนให้ปลอดภัยกลับมาจากสนามรบอันตรายนี้อย่างอบอุ่นใจ
เป้าก้าวเท้าเดินตรวจตราแนวรบด่านป้องกันด้านหน้าอย่างมั่นคง แผ่นอกแกร่งของเขาเปลือยเปล่าท้าทายลมหนาวสะท้าน ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นมะลิที่ก้มหน้าก้มตาผูกเงื่อนชนวนดินระเบิดหินจนเหนื่อยล้า หยาดเหงื่อเนียนชโลมท่วมดวงหน้าหวานซึ้งและลาดไหล่มนจนเปียกชุ่มจนผ้าคาดเอวสีเข้มแนบเนื้อ มะลิพยายามออกแรงสองมือฉุดลากกล่องไม้หนาหนักที่บรรจุกระสุนปืนและดินประสิวยักษ์น้ำหนักเกือบสองร้อยชั่งด้วยความยากลำบากขัดยอกเส้นลมปราณของร่างกาย
ขุนศึกหนุ่มแสยะยิ้มกะล่อนพุ่งกายเข้าไปช่วยเหลือนางทันท่วงที เป้าก้มตัวลงใช้เพียงท่อนแขนซ้ายแกร่งหนาสีทองแดงข้างเดียวรวบหิ้วกล่องไม้ยักษ์หนักอึ้งกล่องนั้นยกขึ้นลอยคว้างเหนือพื้นดินอย่างสบายอารมณ์ ดุจหิ้วตะกร้าดอกไม้เบาหวิวด้วยพละกำลัง 15.0 ชั่งของวิชากายาศิลาทมิฬ ระดับ 3 ที่เพิ่งทะลวงข้ามขีดจำกัดใหญ่สำเร็จเปี่ยมพลังอันน่าเกรงขามและทึ่งประจักษ์
ชาวบ้านทหารบ้านฉกรรจ์สิบกว่าคนที่ยืนรอบๆ ต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ตกตะลึงปนเลื่อมใสในพลังความถึกทนกล้าแกร่งปานยักษ์ปักหลั่นของผู้นำคนใหม่ของพวกเขาอย่างตื้นตันและมีไฟรบขึ้นในทันทีพร้อมที่จะตายถวายชีวิตให้ความภักดี
"โอ้โห!... พี่เป้าใช้มือซ้ายข้างเดียวหิ้วกล่องเหล็กหนักปานนั้นขึ้นมาเฉยๆ เลยขอรับ ช่างแกร่งและถึกปานศิลากล้าเหล็กกล้าไหลทมิฬจริงๆ!" ทหารบ้านหนุ่มคนหนึ่งร้องอุทานเสียงสั่นสะท้านเลื่อมใสในพละกำลังศิลาแกร่งระดับสาม
เป้าวางกล่องกระสุนดินปืนลงตรงหน้าแท่นหน้าไม้กลอย่างดุดัน แสยะยิ้มปลุกความเชื่อมั่นของฝูงชนป่าไผ่ให้กล้ายืนหยัดสู้
"หึๆ... พี่น้องเอ๋ย แขนขาและร่างกายของข้าเป้าใหญ่ผู้นี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กเกราะหนาใดๆ ของข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬเสียอีก! พวกมันอาจจะมีเกราะม้าศึกเหล็กหนา แต่พวกเรามีกายาศิลาสู้รบและค่ายกลระเบิดหินดินประสิวของแม่หญิงมะลิ! ขอเพียงพวกเราสามัคคีร่วมใจกู่รบสู้เคียงไหล่กัน คืนนี้ข้าจะนำพวกเอ็งทุบหัวเกราะข้าศึกบดขยี้พวกมันให้จมกองโคลนแดงทั้งหมด!" เป้าแผดเสียงกู่ร้องปลุกใจทหารบ้านจนความตื่นกลัวและเสียงไอระบมมลายสลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความฮึกเหิมเหี้ยมเกร้าพร้อมทำสงครามสละชีพและศักดิ์ศรี
เพียงชั่วอึดใจนั้น หน้าต่างระบบโปร่งแสงสีทองแสนกวนประสาทพลันเด้งผุดสว่างจ้าโชว์เตือนกลางครรลองสายตาของเป้าทันทีอย่างป่วนประสาทปนเกรียนกะล่อน
*“ติ๊ง!! โฮสต์แปลงค่ายป่าไผ่ธรรมดาให้กลายเป็นป้อมปราการทมิฬสำเร็จงดงามแล้วจ้า! ปลุกจิตวิญญาณรบชาวบ้านได้เด็ดขาดปานขุนศึกโบราณ แต้มสะสมระบบคงเดิมคงที่: 3500 แต้ม พร้อมรับแรงกระแทกปะทะจากเกือกม้าศึกเหล็กกล้าข้าศึกแล้วจ้าโฮสต์แมงดาหนุ่มรูปงาม! ระวังโชว์กล้ามแขนมือเดียวหนาเกินไปจนบีบจับเมียรักช้ำระบมนะจ๊ะ!”*
เป้าลอบยิ้มมุมปากขวับปัดหน้าต่างโปร่งแสงทองคำเลือนหายไป แววตาดุดันเหี้ยมเกรียมกลับมาฉายชัดเจนเตรียมศึกใหญ่รับศึกทัพม้าข้าศึกที่ดาหน้ากันเข้ามา
---
*ครืนนน... ครืนนน...*
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำดินโคลนแดงและเสียงฝีเกือกม้ากระทบศิลาก็ดังเลื่อนลั่นสะท้านสะเทือนผืนป่าทึบและหุบเขาเบื้องล่างช่องแคบ ดินโคลนไหลสั่นระริกตามแรงน้ำหนักของขบวนม้าศึก ปลายสายตาทะลุม่านหมอกหนาของเป้าและชาวค่ายป่าไผ่จ้องมองลอดผ่านพงป่าไผ่ทางทิศตะวันตกอย่างจดจ่อด้วยใจลุ้นระทึก
กองทหารม้าศึกเกราะเหล็กสีดำทะมึนจำนวน 100 นายของข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ ในชุดเกราะป้องกันเหล็กหนาครอบคลุมม้าและทหารอย่างแน่นหนา ถือทวนยาวเข้มขรึมและดาบเล่มใหญ่ที่มีฟันเลื่อยคมกริบกวาดพลิ้วไหวสีดำกวัดแกว่ง นำทัพโดยขุนศึกระดับนายกองหน้าบากแผลยาวพาดผ่านใบหน้าดุดัน ควบม้าศึกตัวใหญ่เคลื่อนพลโผล่พ้นชายป่าทางลาดชันทิศตะวันตกเข้าสู่เขตแนวค่ายกลดั่งฝูงสุนัขจิ้งจอกป่าได้กลิ่นเหยื่อและเตรียมบดขยี้ทำลายล้างค่ายป่าไผ่ของพวกเราอย่างเหี้ยมโหด
ขุนศึกหน้าบากกวาดสายตาประเมินแนวดินระเบิดหินชั่วครู่ ก่อนชูดาบชี้ตรงมาที่เนินหน้าค่ายป่าไผ่ แผดเสียงสั่งการทหารม้าเกราะเหล็กเตรียมพุ่งยานจู่โจมอย่างบ้าคลั่งโดยมีเกือกม้าบดดินดังเปรี๊ยะลั่นป่า
"บดขยี้พวกกบฏค่ายป่าให้ราบคาบสิ้นซาก! ลุยเข้าไปอย่าให้พวกมันรอดชีวิตไปแม้แต่คนเดียว!"
เป้าจ้องมองแถวม้าศึกเกราะเหล็กหนึ่งร้อยนายที่เคลื่อนขบวนกรูเข้ามา ขุนศึกหนุ่มแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมมุมปาก ดวงตาฉายไฟแห่งสงครามและความแค้นที่อัดอั้น ดึงชูดาบคู่วาววับชี้ขึ้นฟ้าสะบัดส่งสัญญาณรบกู่ร้องก้องหุบเขาปลดปล่อยศึกใหญ่ปะทะเดือดทันควันสู้ภัยอย่างไม่เกรงกลัวหน้าไหนทั้งสิ้น! สบสายตาหวานชื่นประสานใจร่วมกันกับชงโคและมะลิที่ต่างยิ้มเยือนรับการเผชิญหน้า
"แนวปืนไฟและทุ่นระเบิดหิน... เตรียมตัวรับแรงกระแทกบดขยี้พวกมันได้ ลุยโว้ย!!!"
เสียงปะทุศึกกลองรบคำรามลั่นสั่นสะเทือน เลือดและเพลิงสงครามพร้อมแล้วที่จะพินาศย่อยยับค่ำคืนนี้ด้วยพลังกายาศิลาทมิฬระดับสามสะท้านแผ่นดินทมิฬกึกก้อง!
---